วันอาทิตย์ 18 ตุลาคม 2026
หน้าแรก สารธรรมจากธรรมาสน์ คุฏบะฮ์อีดุ้ลอัฎฮา 1446 : การทำฮัจญ์กับมิติทางศาสนาและสังคมของวันอีดุ้ลอัฎฮา

คุฏบะฮ์อีดุ้ลอัฎฮา 1446 : การทำฮัจญ์กับมิติทางศาสนาและสังคมของวันอีดุ้ลอัฎฮา

5
Photo: SPA

ฮัจญ์มิใช่เพียงศาสนพิธีแห่งการจาริกสู่มักกะฮ์ หากยังเป็นสัญลักษณ์ของเอกภาพ ความเสมอภาค และความเมตตาในสังคมมนุษย์ บทความนี้อธิบายความสำคัญของการทำฮัจญ์ พร้อมมิติทางศาสนาและสังคมของวันอีดุ้ลอัฎฮาจากอัลกุรอานและวจนธรรม

الخطبة الأولى

اَلْحَمْدُ لِلَّهِ الَّذِي جَعَلَ الْبَيْتَ مَثَابَةً لِلنَّاسِ وَأَمْنًا، وَاَمَرَ بِالتِّخَاذِ مَقَامَ إِبْراهِيْمَ مُصَلًّى، وَعَهِدَ إِلَى إِبْرَاهِيْمَ وَإِسْمَاعِيْلَ أَنْ يُطَّهِّرَا بَيْتَهُ لِلطَّاعِفِيْنَ وَالْعَاكِفِيْنَ وَالرُّكَّعِ السُّجُوْدِ، وَكَلَّفَنَا بِأَدَاءِ الْمنَاسِكِ فِيْهِ لِيَتَلَطَّفَ عَلَيْنَا بِعَظِيْمِ ثَوَابِهِ وَجَلِيْلِ رِضَاه، وَلِيُرِيَنَا مَشْهَدًا مِنْ مَشَاهِدِ يَوْمِ الدِّيْنِ، حَيْثُ يَسْتَوِي فِيْهِ الْغَنِيَّ وَالْفَقِيْرَ، وَالسَّيِّدَ وَالْعَبْدَ، وَالْكَبِيْرَ وَالصَّغِيْرَ، وَالشَّرِيْفَ وَالْوَضِيْعَ، وَالْحَاكِمَ وَالْمَحْكُوْمَ، وَالرَّئِيْسَ وَالْمَرْؤُوْسَ، وَالسُّلْطَانَ وَالرَّعْيَةَ، فَكُلُّهُمْ سَوَاءً، وَتَرَاهُمْ عَلَى اِخْتِلَافِ مِلَلِهِمْ وَنَحْلِهِمْ خَاضِعِيْنَ خَاشِعِيْنَ بَيْنَ يَدَي الرَّبِّ الْجَلِيْلِ، خَائِفِيْنَ عِقَابَهُ وَرَاجِيْنَ ثَوَابَهُ.

ثُمَّ الصَّلَاةُ وَالسَّلَامُ عَلَى اصْطَفَاهُ مِنَ الأَوَّلِيْنَ وَالآخِرِيْنَ سَيِّدِ الأُمَّةِ وَقَائِدِ الإِصْلَاحِ مُحَمَّدِ بْنِ عَبْدِ اللهِ وَعَلَى آلِهِ الطَّيِّبِيْنَ الطَّاهِرِيْنَ وَصَحْبِهِ الْمُخْلَصِيْنَ.

اَللَّهُ أَكْبَرُ، اَللَّهُ أَكْبَرُ، اَللَّهُ أَكْبَرُ، اَللَّهُ أَكْبَرُا، اَللَّهُ أَكْبَرُ، اَللَّهُ أَكْبَرُ، اَللَّهُ أَكْبَرُ، اَللَّهُ أَكْبَرُ، اَللَّهُ أَكْبَرُ ولِلَّهِ الْحَمْدُ.

 

ความสำคัญของการทำฮัจญ์

إِنَّ أَوَّلَ بَيْتٍ وُضِعَ لِلنَّاسِ لَلَّذِي بِبَكَّةَ مُبَارَكًا وَهُدًى لِّلْعَالَمِينَ . فِيهِ آيَاتٌ بَيِّنَاتٌ مَّقَامُ إِبْرَاهِيمَ ۖ وَمَن دَخَلَهُ كَانَ آمِنًا ۗ وَلِلَّـهِ عَلَى النَّاسِ حِجُّ الْبَيْتِ مَنِ اسْتَطَاعَ إِلَيْهِ سَبِيلًا ۚ وَمَن كَفَرَ فَإِنَّ اللَّـهَ غَنِيٌّ عَنِ الْعَالَمِينَ – آل عمران : 96-٩٧

แท้จริงบ้านหลังแรกที่ถูกสถาปนาขึ้นสำหรับมนุษยชาติซึ่งอยู่ที่บักกะฮ์ (แผ่นดินมักกะฮ์) นั้นเป็นสถานที่อันจำเริญและเป็นทางนำสำหรับชาวโลกทั้งปวง. ในที่นั้นมีสัญลักษณ์อันชัดแจ้ง (กล่าวคือ) “มะกอมอิบรอฮีม” -ที่ยืนของท่านนบีอิบรอฮีมตอนสร้างกำแพงอัลกะอ์บะฮ์- บุคคลใดได้เข้าไปใน (อาณาเขตอันศักดิ์สิทธิ์) นั้น เขาจะเป็นผู้ได้รับความปลอดภัย การจาริกสู่บ้านหลังนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ที่มีเหนือมนุษยชาติ (ที่จะตราศาสนบัญญัติดังกล่าวให้เป็นหน้าที่สำหรับ) ผู้ที่มีความสามารถ (ตามศาสนบัญญัติ)ไปยังที่นั่นได้ และบุคคลใดปฏิเสธ (หลักการทำฮัจญ์ ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายอันใดต่อพระองค์เลย เพราะ) แท้จริงอัลลอฮ์คือผู้ทรงมั่งคั่งจาก (การต้องพึ่งพา) ชาวโลกทั้งปวง. (อาลุอิมรอน / 96-97)  

อิสลามเป็นศาสนาที่ไม่เปิดโอกาสให้มุสลิมคิดเอาเดาว่าสถานที่หนึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์และได้รับการยกย่องตามความรู้สึกของตนเองหรือปาฏิหาริย์ที่ได้รับการบอกเล่าจากคนอื่น, ทว่าเมื่อใดก็ตามที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ตรัสด้วยพระองค์เอง หรือท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ให้ความสำคัญเป็นพิเศษด้วยคำพูดและการกระทำของท่าน นั่นหมาย ความว่า สถานที่นั้นจะได้รับความศักดิ์สิทธิ์และได้รับการให้เกียรติอย่างสูงสุด และไม่มีใครมีสิทธิ์ล่วงละเมิดเป็นอันขาด, มัสญิดอัลฮะรอม, อัลกะอ์บะฮ์, มะกอมอิบรอฮีม, ฮะญั้รอิสมาอีล, เนินเขาศ่อฟาและมั้รวะฮ์, ทุ่งอะร่อฟะฮ์, ศาสนสถานมุซดะลิฟะฮ์, ศาสนสถานมินา และมัสญิดทั่วไป ก็รวมความอยู่ในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และล่วงละเมิดมิได้นั่นเอง

อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสถึงความสำคัญของสถานที่หนึ่งและอาณาบริเวณรายรอบนั้นที่มีชื่อว่า “บักกะฮ์” หรือ “มักกะฮ์” นั้นเป็น “บ้านหลังแรก”, นั่นหมายความว่า อัลกะอ์บะฮ์ถูกสร้างขึ้นมาและสถาปนาให้เป็นบ้านหลังแรกหรือจุดศูนย์รวมแรกและสุดท้ายสำหรับมนุษยชาติที่มุสลิมทุกคนต้องหาโอกาสไปเยือนสถานที่นั้นครั้งหนึ่งในชีวิต, นอกเหนือจากความสำคัญเหล่านั้น อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ยังตรัสอีกว่า ณ สถานที่แห่งนั้นตลบอบอวลไปด้วยความจำเริญ ไม่ว่าจะเป็นความจำเริญทางกายภาพที่มนุษย์รับรู้และสัมผัสได้ หรือจะเป็นความจำเริญทางจิตวิญญาณที่จะต้องใช้จิตวิญญาณสัมผัสความจริงในเรื่องนี้, อีกทั้งยังปรากฏความจำเริญอันยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือเป็น “ทางนำ” สำหรับมนุษยชาตินั่นเอง กล่าวคือ หากวันใดก็ตามเขาผู้นั้นหรือสังคมมุสลิมขาดซึ่งทางนำในชีวิต เขาก็จะต้องไม่ละทิ้งการทำฮัจญ์และการไปเยือนอัล  กะอ์บะฮ์เป็นอันขาด เพราะนี่เป็น “รหัสย์” ที่ยืนยันว่า การประกอบศาสนพิธีฮัจญ์จะต้องดำรงอยู่ตราบนานเท่านาน จนกว่าโลกนี้จะสลาย…นี่เป็นความการุณย์แห่งอัลลอฮ์อันหาที่สุดมิได้

ในอาณาบริเวณนั้น ยังมีสิ่งที่แสดงให้เห็นถึง “สัจธรรมปาฏิหาริย์” อีกมากมายหลายประการ เช่น “มะกอมอิบรอฮีม” อันเป็นสถานที่แห่งการหยัดยืน 2 เท้าของบ่าวแห่งพระเจ้า ศาสดาอิบรอฮีมและศาสดาอิสมาอีล เพื่อจะสถาปนาอัลกะอ์บะฮ์ให้อยู่คู่กับโลกนี้ และพยายามปกป้องอาคารหลังนี้ให้พ้นจากเงื้อมมือของศัตรู ให้ทุกคนที่มารวมตัวกัน ณ ที่นั้นได้รับความปลอดภัยเป็นที่สุด, ประวัติศาสตร์บอกเราว่า อันเนื่องด้วยความยิ่งใหญ่และความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แห่งนี้ มุสลิมทุกคนได้รักษา “กฎเกณฑ์อันศักดิ์สิทธิ์” นี้เรื่อยมา ถึงแม้จะมีบางช่วงเวลาอันเล็กน้อยที่อาณาบริเวณเหล่านี้ได้รับการท้าทายจากคนใจบาปที่อำพรางตนในนามของมุสลิมก็ตาม แต่บั้นปลายของคนเหล่านี้ก็มีจุดจบอันเลวร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนในโลกหน้านั้น พวกเขาต้องเผชิญกับการลงทัณฑ์อันเจ็บแสบในฐานะ “ผู้ล่วงละเมิดกฎเกณฑ์แห่งพระเจ้า”[1]

อย่างไรก็ดี สำหรับเรามุสลิมผู้ครองตนเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ ก็จะต้องมีสำนึกในการรักษาความศักดิ์สิทธิ์และความยิ่งใหญ่ของอาณาบริเวณเหล่านี้ ด้วยการรักษา “สัญลักษณ์เชิงศาสนพิธี” ไม่ว่าจะเป็น การเวียนรอบบัยตุ้ลลอฮ์การยืนนมาซ ณ มะกอมอิบรอฮีม การเดินซะแอระหว่างเนินเขาศ่อฟาและมั้รวะฮ์ การพักแรมที่มุซดะลิฟะฮ์ มินา และอะร่อฟะฮ์ และการขว้างเสาหินเป็นต้น ให้คงอยู่ตลอดไป

มีประเด็นที่น่าสนใจจากความหมายของโองการข้างต้น กล่าวคือ:

1) อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ตรัสโดยตรงถึง “มนุษยชาติ” ดังความที่ว่า สำหรับมนุษยชาติ, ซึ่งไม่เหมือนกับการเคารพภักดีและหลักการศาสนาด้านอื่นที่มักจะตรัสถึง “บรรดาผู้ศรัทธา”, นั่นหมายถึงการเชิญชวนสู่การจาริกสู่อัลกะอ์บะฮ์เป็นการเชิญชวนสู่พระผู้สร้างและเป็นการเชิญชวนโดยทั่วไป ในระดับสากล เฉกเช่นความหมายในโองการที่ว่า มนุษย์เอ๋ย จงเคารพภักดีพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า ผู้ซึ่งทรงสร้างพวกเจ้าและบรรดาผู้ซึ่ง (มีชีวิต) อยู่ก่อนหน้าพวกเจ้า เผื่อว่าพวกเจ้าจะมีความยำเกรง.[2] , ใน “ตัฟซี้รอัลกะบี้ร” ของอัลลามะฮ์ฟัครุดดีน อัรรอซี ในตอนอธิบายความท้ายโองการ เขาได้ยกรายงานหนึ่งมากล่าวความว่า : เมื่อโองการเกี่ยวกับฮัจญ์ถูกประทานลงมา ท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ได้เชิญชวนผู้คนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นมุสลิม ผู้ที่มิใช่มุสลิม ยะฮูดี นัศรอนี มะญูซี และ    ศาสนิกชนอื่น ๆ ให้มาทำฮัจญ์, ท่านได้กล่าวว่า ; “พระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกนี้ได้กำหนดให้การทำฮัจญ์เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติสำหรับพวกท่านทุกคน”, แต่คนที่มิใช่มุสลิมปฏิเสธที่จะทำศาสนกิจนี้ ซึ่งท้ายโองการก็กล่าวถึงคนกลุ่มนี้ด้วย.

ใน “ตัฟซี้รอัลมีซาน” เขียนว่า: ในหน้าประวัติศาสตร์มีการระบุว่า ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศทำฮัจญ์ในนามของศาสนาอิสลามนั้น, ชาวฮินดู เปอร์เซีย ยะฮูดี นัศรอนี และผู้ที่มีความเชื่อในศาสนาแห่งบรรพชน ก็มาที่นั่น แสดงการให้เกียรติ และมารวมตัวกันที่นั่นในทุกรอบปี.

2) ฉะนั้นอะไรก็ตามที่เป็นผลประโยชน์ คุณูปการ และคุณค่าของการมาร่วมกันในมหาสมาคมแห่งฮัจญ์นี้ ถือว่าทุกคนมีส่วนร่วมด้วยกันทั้งหมด และมันจะต้องตกเป็นของชาวโลกโดยถ้วนหน้ากัน.

มีรายงานวจีธรรมของท่านอิมามอะลี บินมูซา อัรริฎอ ความว่า :

…ومَنْفَعَةُ مَنْ فِي الْمَشْرِقِ وَالْمَغْرِبِ وَمَنْ فِي الْبَرِّ وَالْبَحْرِ مِمَنْ يَحُجُّ وَمِمَّنْ لَا يَحُجّ…

“ผลประโยชน์จากการทำฮัจญ์นั้นตกเป็นของมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในตะวันออกหรือตะวันตก ไม่ว่าจะอยู่บนบกหรือในท้องทะเล และไม่ว่าจะเป็นผู้มาทำฮัจญ์หรือไม่ได้มาทำฮัจญ์ก็ตาม”.

3) ในเรื่องการทำฮัจญ์ซึ่งถือเป็นการเคารพภักดี (อิบาดะฮ์) ประเภทหนึ่งนั้น อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ทรงใช้ถ้อยคำพาดพิงถึงพระองค์โดยตรง ด้วยการเอ่ยพระนามของพระองค์ว่า “อัลลอฮ์” ตามความที่ว่า สิทธิของอัลลอฮ์ อันเป็นพระนามอันศักดิ์สิทธินั้น ก็เพราะว่า การทำอิบาดะฮ์ประเภทนี้เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับ “ระบอบแห่งการเคารพภักดีพระเจ้าองค์เดียว” ที่ไม่มีเหตุผลอื่นมาประกอบเลย, อย่างเช่นการถือศีลอดนั้นอาจมีประเด็นเรื่องสุขภาพและสุขภาวะของร่างกายมาเกี่ยวข้อง หรือการจ่ายซะกาตอาจมีประเด็นเรื่องทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นต้น.

…

الخطبة الثانية

اَلْحَمْدُ لِلَّهِ الَّذِي جَعَلَ يَوْمَنَا هَذَا لِلْمُسْلِمِيْنَ عَيْدًا وَلِمُحَمَّدٍ صلى الله عليه وآله وسلّم ذُخْرًا وَشَرَفًا وَمَزِيْدًا،

اَللّـهُمَّ اِنّي اَسْاَلُكَ خَيْرَ مَا سَأَلَكَ عِبَادُكَ الصَّالِحُوْنَ، وَاَعُوذُ بِكَ مِمَّا اسْتَعَاذَ مِنْهُ عِبَادُكَ الْصَّالِحُوْنَ.

اَللَّهُ أَكْبَرُ، اَللَّهُ أَكْبَرُ، اَللَّهُ أَكْبَرُ، اَللَّهُ أَكْبَرُا، اَللَّهُ أَكْبَرُ، اَللَّهُ أَكْبَرُ، اَللَّهُ أَكْبَرُ،

มิติทางศาสนาและสังคมของอีดุ้ลอัฎฮา

ก. มิติทางศาสนาและการเคารพภักดีของวันอีด

วันอีดถือเป็น “ศาสนพิธีเชิงสัญลักษณ์” ประการหนึ่งของศาสนาอิสลาม ซึ่งจะต้องทำให้มันปรากฏในสังคมอิสลาม ไม่ว่าจะเป็น “การกล่าว  ตักบี้ร” ในช่วงเช้าของวันอีด และการร่วมนมาซเป็นหมู่คณะ (นมาซอีด) ดัง วจนธรรมของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ที่ว่า:

زَيِّنُوا الْعَيْدَيْنِ بِالتَّهْلِيْلِ وَالتَكْبِيْرِ وَالتَّحْمِيْدِ وَالتَّقْدِيْسِ

“พวกท่านต้องประดับประดาวันอีดทั้งสองด้วยการกล่าวตะฮ์ลี้ล (ลาอิลาฮะอิ้ลลัลลอฮ์) การกล่าวตักบี้ร (อัลลอฮุอักบัร) การกล่าวถวายการสรรเสริญ (อัลฮัมดุลิ้ลลาฮ์) และการกล่าวถวายความศักดิ์สิทธิ์ (ซุบบูฮุนกุดดูส)”

ข. มิติทางสังคมของวันอีด

การพบปะ การสนทนาปราศรัย การเยี่ยมเยียน และการขออภัยซึ่งกันและกันนั้น เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความสมานฉันท์ และการประสานสัมพันธ์ในหมู่พี่น้องมุสลิมอันเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมุสลิมที่สมควรกระทำให้ยิ่งใหญ่และคงอยู่ตราบนานเท่านาน, ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) เล็งเห็นความสำคัญในประเด็นดังกล่าว จึงได้กล่าว วจนธรรมออกมาเพื่อเป็นอนุสติและแนวทางการดำเนินชีวิตสำหรับมุสลิมทุกคน ความว่า:

مَنْ زَارَ أَخَاهُ الْمُؤْمِنَ إِلَى مَنْزِلِهِ لَا حَاجَةً مِنْهُ إِلَيْهِ كُتِبَ مِنْ زُوَّارِ اللهِ، وَ كَانَ حَقًّا عَلَى اللهِ أَنْ يُكْرِمَ زَائِرَهُ.

“บุคคลใดที่ไปเยี่ยมเยียนพี่น้องผู้ศรัทธาของเขาถึงบ้านของเขา โดยที่ไม่มีความต้องการอื่นใดเลย เขาจะถูกบันทึก (รางวัล) ว่าเป็นผู้มาเยือน-เข้าเฝ้า-อัลลอฮ์ และเป็นหน้าที่ที่อัลลอฮ์จะทรงให้เกียติแขกผู้มาเยือนที่ได้เข้าเฝ้าพระองค์”

ค. ประดับประดาบ้านเรือนและแสดงความปีติสุขออกมา

การประดับประดาและการตกแต่งทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นการสวมใส่เสื้อผ้าใหม่และสะอาดในวันอีดนั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่า มุสลิมทุกคนให้เกียรติวันอีด อีกทั้งการพบปะกันด้วยรอยยิ้มและแสดงความปีติสุขออกมานั้นถือเป็นการสร้างบรรยากาศให้สังคมอิสลามมีความรู้สึกที่ดีและยินดีต่อการมาเยือนของวันอีด และถือเป็นสิ่งหนึ่งที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ทรงโปรดให้ปวงบ่าวของพระองค์กระทำเช่นนั้น ดังวจนธรรมที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัล ลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) กล่าวความว่า:

إِنَّ اللهَ يُحِبُّ إِذَا خَرَجَ عَبْدُهُ الْمُؤْمِنُ إِلَى أَخِيْهِ أَنْ يَتَهَيَّأَ لَهُ وَأَنْ يَتَجَمَّلَ

“อัลลอฮ์ทรงโปรดการที่บ่าวผู้ศรัทธาของพระองค์ได้ออกไปหาพี่น้องของเขาโดยที่เขาได้มีการตระเตรียมและสวมใส่อาภรณ์ให้ดูดี”.

ง. ให้การช่วยเหลือคนยากจน

มุสลิมที่มีความพร้อมและมีความสามารถแสวงหาปัจัยยังชีพได้มากกว่าบุคคลอื่น และมีศักยภาพที่พอจะช่วยเหลือผู้อื่นได้นั้น สมควรที่จะคิดถึงคนยากคนจนในวันอีดนี้ ก็เพื่อที่จะให้พวกเขามีความรู้สึกรื่นเริงยินดีไปพร้อมกับทุกคนได้

…

วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน 2568 / อีดุ้ลอัฎฮา ฮ.ศ. 1446

  • เชิงอรรถ

[1] เช่น ฮัจญาจญ์ บินยูซุฟ เป็นต้น.

[2] يَا أَيُّهَا النَّاسُ اعْبُدُوا رَبَّكُمُ الَّذِي خَلَقَكُمْ وَالَّذِينَ مِن قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ – البقرة : ٢١