อัลกุรอาน กับธรรมชาติวิทยา
ทัศนคติอิสลามเกี่ยวกับความรู้
คุณลักษณะพิเศษประการหนึ่งของประชาชาติอิสลาม ก็คือ การเป็นผู้รู้ ในอัลกุรอานและแบบแผนของอิสลามมีการเรียกร้องเชิญชวนให้มวลมุสลิมใฝ่หาความรู้ และมีการพูดถึงคุณค่าและความประเสริฐอย่างมากมายของบรรดาผู้รู้ เราจึงขอนำอัลกุรอานบางโองการและอัลฮะดีษบางบทมานำเสนอควบคู่ไปกับเรื่องที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ โดยขอเริ่มด้วยอัลฮะดีษบทนี้
“การแสวงหาความรู้เป็นหน้าที่เหนือมุสลิมทุกคน”
ซึ่งรายงานมาจากท่านศาสดา (ศ.) ในหลายสายรายงานด้วยกัน (1) ในกรณีเรื่อง การแสวงหาความรู้ประเภทใดที่เป็นข้อกำหนดเฉพาะ (วาญิบอัยนี) สำหรับมุสลิมทุกคนนั้น (2) ได้มีการกล่าวถึงแนวคิดมากมาย ท่านฆ่อซะลีกล่าวในหนังสือ “เอียะฮฺยาอุอุลูมิดดีน” ว่า (3) อุละมาอ์ (นักการศาสนา) ที่อธิบายอัลฮะดีษบทนี้มีอยู่ด้วยกัน 20 กลุ่ม พวกมุตะกัลลิม (ผู้ชำนาญการด้านการโต้ตอบปัญหาทางด้านหลักความเชื่อ) บอกว่า หมายถึงวิชาที่ว่าด้วยเรื่องการโต้ตอบทางหลักความเชื่อ พวกฟุก่อฮาอ์ (ผู้ชำนาญการด้านศาสนบัญญัติ) บอกว่า หมายถึงวิชาที่ว่าด้วยเรื่องศาสนบัญญัติ ส่วนทัศนะของตัวเขาเองบอกว่า (4) ทุกคนต้องเรียนรู้วิธีการทำงานที่เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับเขาตามหลักการศาสนา ตัวอย่างเช่น บุคคลที่ทำงานเกี่ยวกับการเพาะปลูก ก็จำเป็นที่เขาต้องรู้เรื่องการจ่ายซะกาต (ภาษีอิสลาม) หรือหากเขาเป็นพ่อค้าซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องดอกเบี้ย เขาก็ต้องเรียนรู้เรื่องการค้าขายที่มีดอกเบี้ย เพื่อให้ตัวเองออกห่างจากเรื่องเหล่านี้
จากนั้นท่านฆ่อซะลีก็ได้อธิบายเรื่องข้อกำหนดรวม (วาญิบกิฟาอี) ว่า ความหมายของวิชาการในแง่นี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ตามหลักการศาสนา และไม่ใช่หลักการศาสนา (5) ความหมายของเขาในเรื่องวิชาการตามหลักการศาสนา ก็คือ ทุกความรู้ที่มาถึงเราโดยผ่านมาจากท่านศาสดา (ศ.) ถ้านอกเหนือจากนี้ก็ถือว่าเป็นวิชาการที่ไม่ใช่หลักการศาสนา แล้วเขาก็ได้แบ่งวิชาการที่ไม่ใช่หลักการศาสนาออกเป็น วิชาการที่ได้รับการสรรเสริญ วิชาการที่ได้รับการประณาม และวิชาการที่ได้รับการอนุญาต เขาเชื่อว่า ประวัติศาสตร์เป็นวิชาการประเภทที่ได้รับการอนุญาต ส่วนไสยศาสตร์ คุณไสย มายากล เป็นวิชาการประเภทที่ได้รับการประณาม และวิชาการที่ไม่ใช่หลักการศาสนาประเภทที่ได้รับการสรรเสริญก็คือวิชาการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเรียนรู้ซึ่งถือเป็นข้อกำหนดรวม (วาญิบกิฟาอี) ส่วนอื่นจากนี้ก็ถือว่ามีคุณค่าและความประเสริฐ ตามทัศนะของเขา วิชาการแพทย์ การคำนวณ และวิชาการสาขาที่สังคมต้องการนั้นถือว่าอยู่ในประเภทแรก ส่วนถ้าเป็นวิชาการคำนวณชั้นสูงและการค้นคว้าวิจัยทางการแพทย์ในขั้นสูงถือว่าเป็นประเภทที่สอง
ท่านฆ่อซะลีแบ่งวิชาการตามหลักการศาสนาออกเป็นวิชาการที่ได้รับการสรรเสริญและวิชาการที่ได้รับการประณาม ความหมายของวิชาการที่ได้รับการประณาม ก็คือ ความรู้ที่โดยภาพรวมแล้วเป็นไปตามหลักการศาสนาแต่ในความเป็นจริงแล้วมันคือการดัดแปลงมาจากสิ่งที่อยู่ในหลักการศาสนา เขาได้แบ่งวิชาการตามหลักการศาสนาที่ได้รับการสรรเสริญออกเป็น 4 ประเภท คือ
1. รากฐาน (อัลกุรอาน อัลซุนนะฮฺ มติส่วนใหญ่ และผลงานของค่อฮาบะฮฺ)
2. สาขา (ปัญหาศาสนบัญญัติ ศาสตร์ว่าด้วยเรื่องสภาวะจิตใจ และจริยศาสตร์)
3. บทนำ (ภาษา ไวยากรณ์ ฯลฯ)
4. ส่วนเสริมให้สมบูรณ์ (การอ่านอัลกุรอาน การอรรถาธิบายอัลกุรอาน รากฐานศาสนบัญญัติ สภาพนักรายงานฮะดีษ)
และถือว่าการเรียนรู้วิชาการเหล่านี้เป็น ข้อกำหนดรวม (วาญิบกิฟาอี)
ในกรณีเรื่องวิชาการที่ได้รับการสรรเสริญนั้น ต้องเรียนรู้ระดับไหนนั้น เขาที่มีทัศนะว่า วิชาการประเภทความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า คุณลักษณะ การกระทำ และแบบแผนของพระองค์นั้นยิ่งรู้มากเท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้น ส่วนเรื่อง ข้อกำหนดรวมนั้นให้เรียนเท่าที่จำเป็น ขอนำคำพูดของเขามาสรุปดังนี้ “หากมีคนอื่นเรียนรู้แล้ว เจ้าก็ไม่ต้องเรียนรู้อีก และถ้าอยากเรียนรู้ ก็ไม่ต้องทุ่มเททั้งชีวิต ความรู้นั้นมีมากมาย แต่อายุขัยนั้นสั้นยิ่งนัก พวกนี้เป็นแค่สิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ด้วยตัวของมันเองแล้ว ไม่สนใจใจเท่าใดนัก” (6)
ในเรื่องความรู้เกี่ยวกับการโต้ตอบด้านหลักความเชื่อนั้น เขาที่มีทัศนะว่า วิทยาความรู้ด้านนี้จะเป็นประโยชน์ก็ต่อเมื่อมันมีปรากฏอยู่ในอัลกุรอานและอัลฮะดีษ แต่ตอนนี้อุตริกรรมทั้งหลายมีปรากฏอย่างแพร่หลาย และพวกอุตริกรรมก็มักจะสร้างความเคลือบแคลงสงสัยขึ้นมามากมาย ดังนั้น เมื่อพิจารณาในด้านความจำเป็นต้องเรียนรู้วิชาความรู้ด้านนี้ ถือว่าอยู่ในฐานะของ ข้อกำหนดรวม (วาญิบกิฟาอี)
ในเรื่องความรู้ด้านปรัชญา ทัศนะของท่านฆ่อซาลี ก็คือ วิชาปรัชญา ประกอบไปด้วยวิชาการ 4 แขนงด้วยกัน (7)
1. การคำนวณ และเรขาคณิต ซึ่งเป็นประเภทที่ได้รับการอนุญาต
2. ตรรกะวิทยา ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิชาการโต้ตอบด้านหลักความเชื่อ
3. เทววิทยา ซึ่งพูดกันในเรื่ององค์ คุณลักษณะของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ซึ่งก็อยู่ในส่วนหนึ่งของวิชาการโต้ตอบด้านหลักความเชื่อ
4. ธรรมชาติวิทยา อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท กล่าวคือ ประเภทที่พูดกันในประเด็นที่ขัดแย้งกับหลักธรรมคำสอนของศาสนาและสัจธรรม ซึ่งแน่นอนเหลือเกิน เราไม่อาจเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นวิชาความรู้ได้ ส่วนอีกประเภทหนึ่งก็คือพูดกันในเรื่องคุณสมบัติและลักษณะอันจำเพาะของสสาร ส่วนนี้คล้ายกับวิชาการด้านแพทย์ศาสตร์ แต่วิชาการด้านแพทย์ศาสตร์นี้ก็ให้ความสำคัญทั้งส่วนที่ไม่จำเป็นในด้านธรรมชาติวิทยา แต่กลับมีความจำเป็นในด้านการแพทย์ศาสตร์เป็นการเฉพาะ
มุลลามุฮฺชิน ฟัยฎกาชานี กล่าวในหนังสือ “อัลมะฮัจญะตุ้ลบัยฎออ์” ว่า (8) สำหรับมุสลิมทุกคนที่บรรลุศาสนภาวะ ถือว่าเป็นข้อกำหนดหลัก (วาญิบอัยนี) ที่เขาจะต้องเรียนรู้ศาสนบัญญัติในส่วนที่เป็นความจำเป็นเฉพาะส่วนตน ส่วนเรื่องอื่นที่เป็นความจำเป็นทั่วไปอันเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นด้วยนั้น การเรียนรู้มันถือว่าเป็นข้อกำหนดรวม (วาญิบกิฟาอี)
ในเรื่องวิชาปรัชญา ท่านกาชานีกล่าวว่า (9) แขนงวิชาปรัชญาไม่ได้มีจำกัดเฉพาะส่วนที่ท่านอะบูฮามิด (ฆ่อซะลี) กล่าวไว้เท่านั้น แต่มันยังมีส่วนที่ครอบคลุมทั้งวิชาเกี่ยวกับศาสนาและอื่น ๆ อีกมากมาย (เช่น เรื่องของดวงดาว แพทย์ศาสตร์ โวหารศาสตร์…) ส่วนของวิชาการเหล่านี้ที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในโลกหน้านั้น มีกล่าวไว้อย่างสมบูรณ์ในหลักการศาสนา เฉพาะอย่างยิ่งหลักการศาสนาอันสมบูรณ์แบบ ส่วนสิ่งที่ไม่ได้เอื้อประโยชน์กับเรื่องราวของโลกหน้าแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้แต่อย่างใด และบางทีก็ถือว่าเป็นอุปสรรคสำหรับการขัดเกลาจิตวิญญาณสู่ความใกล้ชิดอัลลอฮฺ ในกรณีของวิชาการที่มีผลในด้านการรู้จักอัลลอฮฺ แต่หลักการศาสนาไม่ได้กล่าวถึง (เช่น ดาราศาสตร์) นั้น เฉพาะส่วนที่ถูกกล่าวถึงในหลักการศาสนาในภาพรวมนั้นก็ถือว่าเพียงพอแล้ว (10) อย่างไรก็ตาม ท่านกาชานีมีทัศนะว่า บุคคลใดก็ตามที่ต้องการเรียนรู้วิชาการด้านนี้ เขาจำเป็นต้องเรียนรู้หลักการศาสนาเสียก่อน
ท่านศ็อดรุ้ลมุตะอั้ลลิฮีนแสดงทัศนะที่ไม่เห็นด้วยกับทัศนะของท่านฆ่อซะลีที่กล่าวในเรื่อง จำกัดการเรียนรู้สําหรับมุสลิมทุกคน เฉพาะวิชาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติและความสัมพันธ์ทั่ว ๆ ไปเท่านั้น ((11) ในหนังสือ “ชั้รฮุอุศูลิ้ลกาฟี” ท่านมีทัศนะว่า การเรียนรู้วิชาการที่เกี่ยวข้องกับการรู้จักพระเจ้า (เช่น ความเชื่อในเรื่องความเป็นเอกะของอัลลอฮฺ คุณลักษณะอันประเสริฐ และการกระทำของพระองค์) และการรู้จักมนุษย์ (เช่น จิตใจ การได้รับความผาสุก การประสบกับเสื่อมทราม) นั้นเป็นความจำเป็นสำหรับประชาชนส่วนใหญ่
ณ ที่นี้คง่เป็นการเหมาะสมที่เราจะกล่าวถึงบางประเด็นที่มีความสำคัญ ซึ่ง ท่านศ็อดรุ้ลมุตะอั้ลลิฮีนยกขึ้นมากล่าวอ้างว่า สัมพันธ์กับอัลฮะดีษที่ว่า การแสวงหาความรู้เป็นหน้าที่เหนือมุสลิมทุกคน ดังที่ท่านกล่าวในหนังสือ “ชั้รฮุอุศูลิ้ลกาฟี”
(ก) “คำว่าความรู้ เหมือนกับคำว่า การมีอยู่” ในแง่ที่ว่า ตัวแสดงความหมายด้านนอกของมันนั้นมีความแตกต่างกันทั้งในด้านความเข้มข้น ความอ่อน ความบกพร่อง และความสมบูรณ์ แต่คำว่า ความรู้ ในความหมายเดียว ก็ครอบคลุมทั้งหมด ดังนั้น เมื่อมนุษย์ก้าวไปถึงระดับความรู้หนึ่ง เขาก็จะต้องแสวงหาความรู้ในระดับขึ้นที่สูงขึ้นไป ความหมายของอัลฮะดีษดังกล่าวข้างต้นก็คือ การแสวงหาความรู้เป็นหน้าที่เหนือมวลมุสลิมทุกคน ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นผู้รู้ คนเขลา
คนไม่สมประกอบ หรือคนที่สมบูรณ์แบบ(12) มนุษย์เมื่อก้าวไปถึงความสมบูรณ์ชั้นหนึ่ง เท่ากับว่าเขายังเป็นเด็กน้อยที่เพิ่งจะบรรลุวุฒิภาวะ นั่นหมายความว่าเขาจะต้องเรียนรู้สิ่งที่เมื่อก่อน ยังไม่เป็นหน้าที่สาหรับเขา”
(ข) “จากอัลฮะดีษดังกล่าวข้างต้นได้บทสรุปว่า ความจำเป็นในการแสวงหาความรู้ในทุกกาลเทศะนั้น สำหรับมุสลิมแล้วจะไม่มีวันถูกยกเลิก” (13)
(ค) “ไม่มีความรู้ใดที่ได้รับการประณามด้วยองค์ของความรู้นั้น เพราะความรู้เป็นรัศมีชนิดหนึ่ง ในที่สุดต้องได้รับการสรรเสริญ ฉะนั้น ถ้าจะได้รับการประณามก็ต้องเป็นไปในลักษณะที่ว่า มีความรู้บางประเภทส่งผลในเชิงเสียหาย เมื่อนั้นความรู้ดังกล่าวจึงต้องได้รับการประณาม” (14)
ณ ที่นี้ เราไม่ต้องการพูดถึงความรู้ประเภทที่การเรียนรู้เป็นข้อกำหนดเฉพาะ (วาญิบอัยนี) แต่เราจะให้ความสนใจในประเด็นการเรียนรู้ความประเภทที่เป็นข้อกำหนดรวม (วาญิบกิฟาอี) สำหรับประชาชาติอิสลาม โดยเราจะกล่าวเพียงว่า ทัศนะของเราในเรื่องความรู้ซึ่งเป็นข้อกำหนดเฉพาะนั้นเป็นไปตามคำกล่าวของท่านฟัยฎฺกาชานีที่ได้อธิบายไว้ในหนังสือ “อัลวาฟี” ดังนี้
“ความรู้ที่การแสวงหามันเป็นหน้าที่สำหรับมุสลิมทุกคน คือ ความรู้ที่มนุษย์จะใช้มันไปเพื่อการแสวงหาความสมบูรณ์ในมิติต่าง ๆ ของโลกหน้า และเป็นความจำเป็นสำหรับการทำความรู้จักกับตนเอง พระผู้อภิบาลของเขา ศาสนทูต ศาสดา บุคคลที่เป็นหลักฐานพิสูจน์สัญญาณของพระเจ้า วันตอบแทน และสิ่งที่จะเป็นเหตุให้เขาได้รับความผาสุกและเข้าใกล้ชิดองค์พระผู้อภิบาล หรือเป็นสื่อทำให้ได้รับความตกต่ำและออกห่างจากพระเมตตาของพระองค์ ระดับขั้นของความรู้ประเภทนี้มีความแตกต่างกันตามศักยภาพของบุคคลและแม้กระทั่งสภาวะที่แตกต่างกันของแต่ละคน ตามความสมบูรณ์ที่ต้องเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน ดังนั้น เมื่อมนุษย์คนหนึ่งได้รับความรู้ในระดับขั้นหนึ่งแล้ว การแสวงหาความรู้ในระดับขั้นที่สูงขึ้นไปก็เป็นหน้าที่ของเขา ในกรณีนี้ไม่มีขอบเขตจำกัด” (15)
ส่วนในกรณีประเด็นความรู้ที่การเรียนรู้มันสำหรับประชาชาติอิสลามอยู่ในฐานะข้อกำหนดรวมนั้น เราคิดว่า จากทัศนะของอิมามฆ่อซะลีและฟัยฎฺกาชานีนั้น มีเรื่องต้องวิเคราะห์กันต่อไป
ประการที่หนึ่ง เราไม่อาจยอมรับการแบ่งประเภทความรู้ออกเป็นตามหลักการศาสนาและไม่ใช่หลักการศาสนา เพราะเป็นไปตามที่ท่านชะฮีดมุเฎาะฮฺฮะรีได้ กล่าวเอาไว้แล้ว (16) การแบ่งประเภทดังกล่าวทำให้เกิดความสับสนว่าความรู้ที่ไม่ใช่หลักการศาสนาอาจเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับอิสลาม เข้ากันไม่ได้กับสังคมอิสลาม ศาสนาซึ่งอ้างว่ามาเพื่อความสมบูรณ์พูนสุขอย่างสมบูรณ์สำหรับมนุษยชาติและเชื่อว่าไม่ต้องพึ่งพาแนวคิดใดอีกนั้น ไม่อาจที่จะเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับสิ่งที่มีบทบาทเป็นตัวเสริมสร้างความสะดวกสบายและความเป็นไทของสังคมอิสลาม ดังคำกล่าวของท่านชะฮีดมุเฎาะฮฺฮะรีที่ว่า
“ความเป็นสากลและความเป็นที่สิ้นสุดของอิสลามนั้นสำแดงให้เรารู้ว่าทุกความรู้ที่มีคุณูปการและมีประโยชน์ซึ่งเป็นความจำเป็นสำหรับสังคมอิสลามแล้ว เราเรียกว่า ความรู้ทางศาสนา” ((17)
ประการที่สอง เราเชื่อว่ามีความรู้ที่เป็นข้อกำหนดรวมอีกมากมายเกินกว่าที่อิมามฆ่อซะลียกมากล่าวอ้าง และเราพบว่าการจำกัดขอบเขตในเรื่องการแสวงหาความรู้ว่าเป็นเรื่องเพียงการอนุญาตนั้น (18) ไม่สอดคล้องกับอัลกุรอานและอัลฮะดีษ ดังเหตุผลต่อไปนี้
(1) มีโองการอัลกุรอานมากมายและอัลฮะดีษหลายบทที่พูดถึงความรู้
قُلْ هَلْ يَسْتَوِي الَّذِينَ يَعْلَمُونَ وَالَّذِينَ لَا يَعْلَمُونَ
“…จงกล่าว (ออกไป) บรรดาผู้ซึ่งมีความรู้กับบรรดาผู้ซึ่งไม่มีความรู้นั้น เสมอเหมือนกันหรือ ? …” (อัซ-ซุมั้ร / 9)
عِلْمُ الْإِنْسَانِ مَا لَمْ يَعْلَمْ
“(พระองค์) ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้” (อัล-อะลัก / 5)
وَ عَلَّمَ آدَمَ الْأَسْمَاءَ كُلَّهَا
“และพระองค์ได้ทรงสอนนามทั้งหมดแก่อาดัม…” (อัล-บะก็อเราะฮฺ / 31)
وَ فَوْقَ كُلِّ ذِي عِلْمٍ عَلِيمٌ
“…และเหนือผู้ที่มีความรู้ทุกคนนั้น มีผู้ทรงรอบรู้” (ยูซุฟ / 76)
وَمِنْكُمْ مَنْ يُرَدُّ إِلَى أَرْذَلِ الْعُمُرِ لِكَيْ لَا يَعْلَمَ بَعْدَ عِلْمٍ شَيْئًا
“…บางคนในหมู่พวกเจ้าคือถูกบุคคลที่ถูกนำกลับสู่ (สภาพ) วัยชรา เพื่อที่เขาจะไม่รู้อะไรเลยหลังจากที่เคยมีความรู้ (มาก่อนและหลงลืมไป)…” (อัน-นะฮฺลุ / 70)
และอัลฮะดีษที่ว่า
“บุคคลใดที่ก้าวผ่านวิถีทางหนึ่ง เขาจะได้สัมผัสกับความรู้หนึ่งด้วยวิถีนั้น อัลลอฮฺจะทรงทำให้วิถีทางที่จะเข้าสู่สวรรค์สำหรับเขาง่ายดายยิ่งขึ้น” (19)
(2) มีบางโองการและบางรายงานที่กล่าวชัดเจนว่า ความรู้มิใช่หมายถึงเฉพาะความรู้เรื่องหลักการศรัทธาและหลักการปฏิบัติตามหลักการศาสนาเท่านั้น เราขอยกตัวอย่างพอเป็นสังเขปดังนี้
(ก)
وَ لَقَدْ آتَيْنَا دَاوُدَ وَ سُلَيْمَنَ عِلْمًا وَقَالَا الْحَمْدُ لِلَّهِ الَّذِي فَضَّلَنَا عَلَى كَثِيرٍ مِّنْ عِبَادِهِ الْمُؤْمِنِينَ ، وَ وَرِثَ سُلَيْمَنُ دَاوُدَ وَقَالَ يَأَيُّهَا النَّاسُ عُلِّمْنَا مَنطِقَ الطَّيْرِ وَأُوتِيْنَا مِنْ كُلِّ شَيْءٍ إِنَّ هَذَا لَهُوَ الْفَضْلُ الْمُبِينُ
“แน่นอนยิ่งเราได้ประทานความรู้แก่ดาวูดและซุลัยมาน เขาทั้งสองกล่าวว่า มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเทอดเกียรติเราให้เหนือกว่าบรรดาผู้ศรัทธาที่เป็นปวงบ่าวของพระองค์มากมาย และซุลัยมานได้รับมรดกจากดาวูด เขากล่าวว่าโอ้มนุษยชาติทั้งหลาย เราได้รับการเรียนรู้ภาษานกและเรายังได้รับการประทานทุกสิ่ง แท้จริง สิ่งนี้นับเป็นความเกื้อกูลอันชัดเจนยิ่ง” (อัน-นัมลุ / 15-16)
เราเห็นแล้วว่า ท่านนบีซุลัยมาน (อ.) ยกย่องการเรียนรู้ภาษานกว่าเป็นความเกื้อกูลอย่างหนึ่ง
จากประมวลอัลฮะดีษ ดังต่อไปนี้
“พวกท่านจงแสวงหาความรู้ ถึงแม้ว่ามันอยู่ที่เมืองจีน แท้จริง การแสวงหาความรู้เป็นหน้าที่เหนือมุสลิมทุกคน” (20)
“มนุษย์ที่รู้มากที่สุดคือบุคคลที่รวบรวมความรู้ของผู้คนมาไว้ที่ความรู้ของเขาเอง…และมนุษย์ที่มีคุณค่ามากที่สุดคือผู้ที่มีความรู้มากที่สุดในหมู่พวกเขา และมนุษย์ที่มีคุณค่าน้อยที่สุดคือผู้ที่มีความรู้น้อยที่สุดในหมู่พวกเขา” (21)
“วิทยปัญญาได้หายสาบสูญไปจากผู้ศรัทธาแล้ว ดังนั้น เมื่อใดที่เขาพบมัน เขาก็ทรงสิทธิ์ยิ่งกว่าผู้ใดที่จะเข้าครอบครองมัน” (22)
“วิทยปัญญาได้หายสาบสูญไปจากผู้ศรัทธาแล้ว ดังนั้น พวกท่านจงแสวงหามันถึงแม้ว่าจะอยู่ในมือของผู้ตั้งภาคีก็ตาม พวกท่านเป็นผู้ทรงสิทธิ์ (ยิ่งกว่าผู้ใด) ที่จะครอบครองและเป็นเจ้าของมัน” (23)
และจากอัลฮะดีษที่รายงานมาจากท่านอิมามอะลี (อ.) ความว่า
“จงเอาวิทยปัญญามาจากผู้ที่นำมันมาให้ท่าน จงพิจารณาสิ่งที่เขาพูด แต่ไม่ต้องพิจารณาบุคคลที่พูด” (24)
นั้นเข้าใจได้ว่า การให้ความสนใจแสวงหาความรู้นั้นไม่ได้เจาะจงเฉพาะในหลักการศรัทธาและหลักการปฏิบัติเท่านั้น เพราะชัดเจนว่า เมืองจีนในสมัยนั้น….
(รออัพเดท)


