เดือนร่อมะฎอนไม่ได้เป็นเพียงช่วงเวลาสำหรับการถือศีลอดและประกอบศาสนกิจส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการฝึกฝนตนเองให้เป็นผู้ที่มีคุณค่าต่อสังคม โดยนำผลจากการปฏิบัติศาสนกิจมาสู่มิติของการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
บทความนี้นำเสนอแนวทางการสร้างตนเองให้มีคุณค่าในสังคมอิสลามผ่านคำสอนของท่านศาสดาแห่งอิสลาม โดยกล่าวถึง จรรยามารยาทอันงดงาม การบริจาคทาน และการเชื่อมสัมพันธ์ทางเครือญาติ ซึ่งล้วนเป็นการฝึกฝนที่มุ่งให้การปฏิบัติศาสนกิจส่งผลดีทั้งต่อตนเองและสังคมโดยรวม
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا كُتِبَ عَلَيْكُمُ الصِّيَامُ كَمَا كُتِبَ عَلَى الَّذِينَ مِن قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ . أَيَّامًا مَّعْدُودَاتٍ ۚ فَمَن كَانَ مِنكُم مَّرِيضًا أَوْ عَلَىٰ سَفَرٍ فَعِدَّةٌ مِّنْ أَيَّامٍ أُخَرَ ۚ وَعَلَى الَّذِينَ يُطِيقُونَهُ فِدْيَةٌ طَعَامُ مِسْكِينٍ ۖ فَمَن تَطَوَّعَ خَيْرًا فَهُوَ خَيْرٌ لَّهُ ۚ وَأَن تَصُومُوا خَيْرٌ لَّكُمْ ۖ إِن كُنتُمْ تَعْلَمُونَ. شَهْرُ رَمَضَانَ الَّذِي أُنزِلَ فِيهِ الْقُرْآنُ هُدًى لِّلنَّاسِ وَبَيِّنَاتٍ مِّنَ الْهُدَىٰ وَالْفُرْقَانِ ۚ فَمَن شَهِدَ مِنكُمُ الشَّهْرَ فَلْيَصُمْهُ ۖ وَمَن كَانَ مَرِيضًا أَوْ عَلَىٰ سَفَرٍ فَعِدَّةٌ مِّنْ أَيَّامٍ أُخَرَ ۗ يُرِيدُ اللَّـهُ بِكُمُ الْيُسْرَ وَلَا يُرِيدُ بِكُمُ الْعُسْرَ وَلِتُكْمِلُوا الْعِدَّةَ وَلِتُكَبِّرُوا اللَّـهَ عَلَىٰ مَا هَدَاكُمْ وَلَعَلَّكُمْ تَشْكُرُونَ. وَإِذَا سَأَلَكَ عِبَادِي عَنِّي فَإِنِّي قَرِيبٌ ۖ أُجِيبُ دَعْوَةَ الدَّاعِ إِذَا دَعَانِ ۖ فَلْيَسْتَجِيبُوا لِي وَلْيُؤْمِنُوا بِي لَعَلَّهُمْ يَرْشُدُونَ – البقرة : 183-186
บรรดาผู้มีศรัทธาเอ๋ย การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติแก่พวกเจ้า (ให้ปฏิบัติ) เสมือนดังที่เคยถูกบัญญัติแก่บรรดาคนรุ่นก่อนพวกเจ้ามาแล้ว เผื่อว่าพวกเจ้าจะมีความยำเกรง. (โดยมี) ช่วงเวลาปฏิบัติที่ได้ถูกกำหนดไว้ ดังนั้นบุคคลใดในหมู่พวกเจ้าเกิดเจ็บป่วย หรือเดินทาง ก็ให้กำหนดวันอื่น และสำหรับบรรดาผู้ที่มีความยากลำบากอย่างมาก ก็ให้จ่ายค่าชดเชยเป็นอาหารแก่คนยากจนขัดสน บุคคลที่ทำกุศลกรรมโดยสมัครใจ นั่นก็เป็นกุศลกรรมสำหรับเขา และการที่พวกเจ้าได้ถือศีลอดนั้นเป็นกุศลกรรมสำหรับ พวกเจ้า หากพวกเจ้ารู้. เดือนร่อมะฎอน ซึ่ง (เป็นเดือนที่) อัลกุรอานถูกประทานลงมาในเดือนนั้น (เพื่อ) เป็นทางนำสำหรับมนุษยชาติ เป็นหลักฐานแยกแยะทางนำ และเป็นตัวจำแนกความถูกผิด ดังนั้นบุคคลใดในหมู่พวกเจ้า (มีชีวิต) อยู่ในเดือนนั้น ก็ให้เขาถือศีลอด ส่วนบุคคลใดเกิดเจ็บป่วย หรือเดินทาง ก็ให้กำหนดวันอื่น อัลลอฮ์ทรงปรารถนา (ให้เกิด) ความสะดวกแก่พวกเจ้า พระองค์ไม่ทรงปรารถนาให้เกิดความยาก ลำบากแก่พวกเจ้า เพื่อให้พวกเจ้าทำตามกำหนดเวลาดังกล่าวให้สมบูรณ์ และเพื่อให้พวกเจ้าได้ถวายความเกรียงไกรแด่อัลลอฮ์ต่อการที่พระองค์ได้ทรงชี้นำพวกเจ้า เผื่อว่าพวกเจ้าจะสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ. และเมื่อปวงบ่าวของข้าถามเจ้าเกี่ยวกับข้า (ว่าอยู่ที่ไหน อยู่อย่างไร, ก็จงตอบไปว่า) แท้จริงข้านั้นอยู่ใกล้ ข้าตอบรับการวิงวอนขอของผู้วอนขอเมื่อเขาได้วอนขอต่อข้า ดังนั้นพวกเขาต้องตอบรับคำเชิญชวนของข้าและจงศรัทธามั่นต่อข้า เผื่อว่าพวกเขาจะพบทางที่ถูกต้อง (สู่ความผาสุกที่แท้จริง). (อัลอิสรออ์ / 183-186)
ฝึกฝนตนให้เป็นคนที่มีคุณค่าในสังคมอิสลาม
ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าเดือนร่อมะฎอนอันจำเริญนั้นคือโอกาสทองสำหรับการประสานสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมมุสลิมและสังคมมนุษยชาติโดยรวม และเป็นการทบทวนกระทำสิ่งที่ยังไม่ได้กระทำในเดือนอื่น
เดือนร่อมะฎอนมิใช่เดือนแห่งการถือศีลอดและระมัดระวังตนเองในเรื่องส่วนบุคคลโดยปฏิบัติศาสนกิจและกระทำอะมั้ลอิบาดะฮ์เป็นการเฉพาะเพียงเท่านั้น ทว่ายังต้องระมัดระวังตนในมิติทางสังคมอีกด้วย, ทุกวันนี้เราต้องการทำให้การปฏิบัติศาสนกิจของเรานั้นผ่านพ้นจากรูปแบบและวิธีการสู่มิติอันเป็นผลพลอยได้จากการปฏิบัติตนดังในในเชิงสังคม อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของการสร้างสังคมอันปลอดภัยที่มีอิสลามเป็น “เครื่องมือ” ในการอำนวยความสุขสวัสดีของผู้ปฏิบัติและสังคมที่เขามีชีวิตอยู่.
ท่านศาสดาแห่งอิสลามให้ความเอาใจใส่ในประเด็นดังกล่าว โดยท่านเพียรพยายามที่จะอธิบายความจริงแท้ของอิสลามในฐานะที่เป็น “ศาสนาปัจเจกที่สัมพันธ์กับสังคม” และยืนยันอย่างชัดเจนว่า ปวงบ่าวของอัลลอฮ์ ซูบฮานะฮ์ จะได้รับความสุขสวัสดีทั้งในโลกนี้และโลกหน้าก็ด้วยการปฏิบัติศาสนกิจให้บังเกิดผลต่อตนเองและสังคม, ท่านได้กล่าวในคุฏบะฮ์ (โอวาทธรรม) ถึงประเด็นทางสังคมที่ “ผู้ถือศีลอดในเดือนร่อมะฎอน” สมควรสร้างตนเองให้มีคุณค่าในสังคมเพื่อให้ส่งผลดีต่อสังคมโดยรวมดังนี้:
(1) จรรยามารยาทอันงดงาม
ท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ได้มี วจนธรรมเรื่องการสร้างตนเองให้มีจรรยามารยาทอันงดงามในเดือนร่อมะฎอนอันจำเริญนี้ว่า “เสมือนเป็นใบเบิกทาง” สำหรับ “การเดินข้ามผ่านสะพาน ศิรอฏุ้ลมุสตะกีม” อันเป้นบทพิสูจน์สุดท้ายของการปฏิบัติศาสนกิจ และการแสดงความจงรักดีต่อพระเจ้าใน “วันฟื้นคืนชีพ” (กิยามะฮ์) กล่าวคือ ปวงบ่าวของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ คนใดที่เชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮ์ ศาสนทูตของพระองค์ และบรรดาผู้ปกครองอันชอบธรรมของเขาในโลกนี้ เขาก็จะสามารถเดินข้ามผ่าน “สะพานศิรอฏุ้ลมุสตะกีม” ได้อย่างราบรื่นและมั่นคง ในทางกลับกัน บุคคลใดก็ตาม “สอบไม่ผ่าน” ในโลกนี้ เขาก็อาจ ”สอบไม่ผ่าน” ในโลกนี้ ที่เขาจะต้องข้ามผ่านสะพานดังกล่าวก้วยความทุลักทุเล ไม่ราบรื่น และเต็มไปด้วยความยากลำบาก และหากพระเมตตาของอัลลอฮ์ ซูบฮานะฮ์ ได้แผ่ซ่านคุ้มกันเขา เขาก็อาจตกลงไปในไฟนรกได้อย่างง่ายดาย, ดังความสรุปที่ท่านกล่าวว่า
يَا أَيُّهَا النَّاسُ مَنْ حَسَّنَ مِنْكُمْ فِي هَذَا الشَّهْرِ خُلُقَهُ كَانَ لَهُ جَوَازٌ عَلَى الصِّرَاطِ يَوْمَ تَزِلُّ فِيْهِ الْأَقْدَامُ
“มนุษยชาติเอ๋ย, บุคคลใดในหมู่พวกท่านที่ทำให้จรรยามารยาทของเขางดงามขึ้นนในเดือนนี้ เขาก็จะได้ได้รับอนุญาตให้เดินข้ามผ่านสะพานนั้น (ได้อย่างมั่นคงและราบรื่น) ในวันที่ซึ่งเท้าทั้งหลายสั่นไหว”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คำว่า “ทำให้งดงามขึ้น” นั้นให้ความหมายว่า มีการพัฒนาการไปสู่จุดสูงสุด, การทำให้จรรยามารยาทของเขางดงามขึ้นนั้นจำเป็นต้องใช้การระมัดระวังตนเองและใส่ใจในสถานการณ์ที่รายล้อมเขาอยู่
ท่านอิมามศอดิก (อะลัยฮิสซะลาม) ได้กรุณาตอบคำถามผู้ที่ถามท่านถึงเรื่อง “จรรยามารยาทอันงดงาม” ว่า
تُلَيِّنُ جِنَاحَكَ وَتُطَيِّبُ كَلَامَكَ وَتَلْقَى أَخضاكَ بِبِشْرٍ حَسَنٍ
“ท่านได้ทำให้อากัปกิริยาของท่านสุภาพนุ่มนวล ทำให้คำพูดของท่านไพเราะเพราะพริ้ง และพบปะพี่น้องของท่านด้วยใบหน้ายิ้มแย้มงดงาม”
ท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีน อะลี บินอะบีฏอลิบ (อะลัยฮิสซะลาม) ได้กรุณาอธิบายถึง “จรรยามารยาทอันงดงามของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์” อันเป็นเสมือนเป็น “จรรยามารยาทต้นแบบของผู้ศรัทธา” ว่า
كَانَ أَجْوَدَ النَّاسِ كَفًّا وَأَرْحَبَ النَّاسِ صَدْراً وَأَصْدَقَ النَّاسِ لَهْجَةً وَأَوْفَى النَّاسِ ذِمَّةً وَأَلْيَنَهُمْ عَرِيْكَةً وَأَكْرَمَهُمْ عِشْرَةً، مَنْ رَآهُ بَدِيْهَةً هَابَهُ وَمَنْ خَالَطَهُ مَعْرِفَةً أَحَبَّهُ، لَمْ أَرَ قَبْلَهُ وَلَا بَعْدَهُ مِثْلَهُ
“ท่านเป็นผู้ใจบุญสุนทานยิ่งกว่ามนุษย์คนใด มีจิตใจต้อนรับผู้คนยิ่งกว่ามนุษย์คนใด พูดแต่ความสัจจริงยิ่งกว่ามนุษย์คนใด ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ยิ่งกว่ามนุษย์คนใด มีบุคลิกอ่อนโยนยิ่งกว่ามนุษย์คนใด มีปฏิสัมพันธ์ที่มีเกียรติยิ่งกว่ามนุษย์คนใด, บุคคลใดพบเห็นท่านโดยบังเอิญ เขาจะเลื่อมใสท่าน บุคคลใดคลุกคลีกับท่านแบบรู้จักท่าน เขาก็จะรักท่าน, ฉันไม่เคยเห็นใครเหมือนท่านเลยก่อนหน้านี้และหลังจากนี้”
จริงอยู่ การมีจรรยามารยาทอันงดงามในเดือนอื่นนั้นย่อมส่งผล “ตราชั่งคุณงามความดี” ที่ต้องหนักขึ้น, “ความผิด” ถูกลบล้าง และผู้ปฏิบัติจะได้รับการยกย่องและให้เกียรติในหมู่มนุษย์ ทว่ามันจะส่งผลให้ก้าวเดินแต่ละก้าวในการเดินผ่าน “สพานศิรอฏุ้ลมุสตะกีม” ของเขาในวันกิยามะฮ์นั้นมีความมั่นคงและปลอดภัยยิ่งขึ้น…อามีน
(2) การบริจาคทาน
การบริจาคเป็นกิจหนึ่งที่ผู้ศรัทธาทุกคนควรปฏิบัติ มันเป้นการสร้างความรู้สึกของการแบ่งปันและเห้นใจเพื่อนมนุษย์, อิสลามได้เน้นย้ำในเรื่องการแบ่งปันนี้ และถือว่ามันเป็น “ศาสนกิจหนึ่ง” ที่สร้างความผาสุกและความมั่นคงใน “สังคมมุสลิม”, ผลพลอยได้จากการให้และการบริจาคนอกเหนือจากสร้างความสุขให้เกิดขึ้นแล้ว มันยังเป็น “ตัวกรอง” ความรู้สึกของ “การไม่ยึดติดในทรัพย์สิน” ซึ่งมุสลิมทุกคนก็ทราบดีว่า ทรัพย์สินเหล่านั้นเป้นสิ่งที่อัลลออ์ ซุบฮานะฮวะตะอาลา ทรงประทานมาให้เขา มันมิได้เป็นของเขามาแต่แรก, เมื่อใดก็ตามที่ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นในจิตวิญญาณของเขา, ความเชื่อ ความศรัทธา และการมอบหมายตนต่ออัลลอฮ์ ซุบฮานะอ์ ของเขาผู้นั้นก็จะเพิ่มขึ้น นั่นคือ “กระบวนการชำระตัวตนให้สะอาดบริสุทธิ์โดยอาศัพย์ทรัพย์สิน” ตามความที่ปรากฏในอัลกุรอานซูเราะฮ์อัตเตาบะฮ์ อายะฮ์ที่ 103 ความว่า
خُذْ مِنْ أَمْوَالِهِمْ صَدَقَةً تُطَهِّرُهُمْ وَتُزَكِّيهِم بِهَا وَصَلِّ عَلَيْهِمْ ۖ إِنَّ صَلَاتَكَ سَكَنٌ لَّهُمْ ۗ وَاللَّـهُ سَمِيعٌ عَلِيمٌ ﴿التوبة١٠٣
เจ้าจงรับเอาทรัพย์สินของพวกเขาเป็นทานบังคับ (ซะกาต), (โดยอาศัยสิ่งนั้น) ที่เจ้าจะทำให้พวกเขาสะอาดบริสุทธิ์และขัดเกลาพวกเขา และ (ขณะที่รับเอาซะกาตนั้นก็) จงประสาทพรให้พวกเขาด้วย แท้จริงการประสาทพรของเจ้านั้นเป็น (เหตุอันนำมาซึ่ง) ความร่มเย็นให้พวกเขา อัลลอฮ์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้. (103)
“การบริจาคทาน” ในความหมายตามศาสนาและเจตนารมณ์ของผู้บริจาคนั้น มันมิได้เป็นเพียง “สนองตอบความต้องการของผู้ขอ” เท่านั้น ทว่ามันยังเป็น “กระบวนการขัดเกลาจิตวิญญาณของผู้บริจาคให้สะอาดบริสุทธิ์”, ฉะนั้น เราท่านทั้งหลายควรระลึกอยู่เสมอว่า เมื่อเราทำการบริจาคทานนั้น อย่าได้ถือเอาว่านั่นเป็นหนี้บุญคุณที่เรามีต่อ “ผู้รับบริจาค” แต่ควรสำนึกในทางกลับกันว่า “ผู้รับบริจาคนั้น” มีบุญคุณที่ให้เรานั้นได้เข้าสู่กระบวนการขัดเกลาจิตวิญญาณและทรัพย์สินของเราให้สะอาดบริสืทธิ์นั่นเอง, ดังความตามนัยยะที่ท่านอิมามศอดิก (อะลัยฮิสซะลาม) ที่ได้กล่าวแก่ “ผู้บริจาคทาน” คนหนึ่งที่กำลังให้ทานคนยากคนจนความว่า
أَنْتَ أَحْوَجُ لِمَالِكَ فِي آخِرَتِكَ مِنَ السَّائِلِ إِلَيْهِ فِي دُنْيَاهُ
“ท่านมีความต้องการต่อทรัพย์สินของท่านในโลกหน้าของท่านมากยิ่งกว่าผู้ที่ขอทรัพย์สินนั้นในโลกนี้ของเขาเสียอีก”.
การบริจาคทานในเดือนร่อมะฎอนนี้ เป็นศาสนกิจหนึ่งซึ่งสมควรที่จะต้องมีการเอาใจใส่และระมัดระวังให้เกิดผลดีงามที่สุด กล่าวคือ ท่านต้องคิดตลอดว่า ท่านได้บริจาคทานบ้างแล้วหรือยัง ? ท่านได้บริจาคทานอะไรไปบ้าง ? ทำไมท่านต้องบริจาคท่านเหล่านั้น ? ท่านรู้สึกอย่างไรเมื่อได้บริจาคทานไปแล้ว ? การบริจาคทานนั้นเป็นไปโดยเจตนาอันบริสุทธิ์เพื่อแสวงหาความพึงพอพระทัยในอัลลอฮ์ หรือว่ามีอะไรอื่นอแบแฝง ? ท่านได้บริจาคทานไปในลักษณะซ่อนเร้นหรือเปิดเผย และทำอย่างนั้นเพื่ออะไร ? เป็นต้น.
มีสิ่งหนึ่งที่ควรย้ำเตือน ณ ที่นี้ก็คือ ควรบริจาคทานให้แก่เครือญาติที่มีความต้องการและมีความจำเป็นก่อนบุคคลอื่น, ดังความที่ท่านศาสดาแห่งอิสลามกล่าวไว้ว่า
لَا صَدَقَةً وَذُو رَحِمٍ مُحْتَاجٌ
“ไม่ใช่การบริจาคทาน (แก่บุคคลอื่น) ในสภาพที่เครือญาติยังมีความต้องการอยู่”
เราอาจทำความเข้าใจในกุศโลบายนี้ของท่านศาสดาได้ว่า อาจมีการตั้งคำถามสำหรับสังคมก็คือบุคคลหนึ่งบริจาคทานแก่ผู้อื่นโดยใสนใจเครือญาติของตนเองนั้น เขาบริจาคทานไปเพื่ออะไร ถ้ามิใช่เพื่อความโอ้อวด ? อีกทั้งเครือญาติคือผู้ที่จะคอยให้กำลังใจและขอพรให้แก่เราได้อย่างบริสุทธิ์ใจมากกว่าผู้อื่น กอปรกับคำสอนในเรื่อง “ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ” นั้นก็เป็นคำสอนที่เราควรใส่ใจให้มาก.
(3) การเชื่อมสัมพันธ์ทางเครือญาติ
เดือนร่อมะฎอนคือเดือนแห่งการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เราท่านทั้งหลายควรใช้โอกาสทองนี้ปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเครือญาติของเราเป็นประการแรก เพราะเขาเหล่านั้นมีสิทธิเหนือเราในหลายประการด้วยกัน ดังความที่ปรากฏในอัลกุรอานว่า
(อัรรูม / 38)
ท่านศาสดาแห่งอิสลามกล่าวในโอวาทธรรมของท่านความว่า
“พวกท่านควรเชื่อมความสัมพัน์ในหมู่เครือญาติของพวกท่าน…บุคคลใดก็ตามเชื่อมความสัมพันธ์ต่อเครือญาติของเขา อัลลอฮ์จะทรงเชื่อมสัมพันธ์กับเขาด้วยกับความการุณย์ของพระองค์ในวันที่เขาเข้าเฝ้าพระองค์ ส่วนบุคคลใดที่ตัดเขาเครือญาติของเขาในเดือนนี้ อัลลอฮ์จะทรงตัดขาดเขาจากความการุณย์ของพระองค์ในวันที่เขาเข้าเฝ้าพระองค์…”.
ในเดือนร่อมะฎอนนี้ควรเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ที่ต้องการทำกุศลกรรมให้มากขึ้น ในห้วงเวลาดังกล่าวนี้การทำคุณงามความดีจะได้รับการตอบสนองให้ได้รับผลานิสงส์เพิ่มพูนขึ้น ในทางกลับกันเราก็ต้องระวังไม่กระทำสิ่งอันเป็นเหตุให้ต้องได้รับโทษทัณฑ์เช่นกัน เพราะนั่นก็อาจเป็นเหตุให้ต้องได้รับการลงโทษเพิ่มมากขึ้น, การเชื่อมสัมพันธ์ทางเครือญาติเป็นประตูข้ามผ่านเข้าไปยังความการุณย์ของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ในเดือนนี้ เช่นเดียวกับที่การตัดความสัมพันธ์ทางเครือญาติก็เป็นประตูข้ามผ่านไปยังการถูกจำกัดสิทธิ์ไม่ให้ได้รับความการุณย์ของพระองค์ในวันฟื้นคืนชีพ.
ประเด็นเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของ “การกระทำอันประเสริฐหนึ่งที่สมควรกระทำในเดือนนี้” และ “การกระทำอันหยาบช้าที่ไม่สมควรกระทำในเดือนนี้”.
การเชื่อมสัมพันธ์ทางเครือญาตินี้มิใช่เป็นเพียงการสนองตอบที่ญาติมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อเราเท่านั้น ทว่าเราควรมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อเครือญาติที่เขาตัดความสัมพันธ์กับเราด้วยเช่นกัน, ดังวจนธรรมของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ความว่า
“แท้จริงแล้วเครือญาติคือลวดสลิงเชื่อมบัลลังก์ (แห่งอัลลอฮ์), ผู้เชื่อสัมพันธ์มิได้เป็นไปเพราะต่างตอบแทน ทว่าผู้เชื่อมสัมพันธ์นั้นคือผู้ซึ่งเมื่อเครือญาติของเขาตัดขาดเขา เขาก็เชื่อสัมพันธ์กับเครือญาตินั้น”.
การเชื่อมสัมพัน์กับผู้ที่เขาเชื่อมสัมพัน์มายังท่านนั้นมิใช่เรื่องที่ชวนสงสัยแต่ประการใด แต่เมื่อเรารุ้สึกว่ามีบางคนกำลังพยายามตัดสัมพันธ์กับเราอยู่ เราก็รีบที่จะตัดสัมพันธ์กับเขาก่อน เราจะตอบแทนการตัดขาดด้วยการตัดขาดเช่นกัน ตอบแทนการเหินห่างด้วยการเหินห่าง ตอบแทนความบาดหมางด้วยความบาดหมาง แล้วสายใยแห่งความรักความผูกพัน ความปรองดอง ความร่วมมือกัน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันก็ขาดสะบั้นลง, เสาหลักของความเมตตาและความรักใคร่ก็จะพังทลายลง, ด้วยเหตุนี้เองที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์และอะฮ์ลุลบัยต์ต่างก็เชิญชวนผู้คนสู่การสร้างสัมพันธ์ทางเครือญาติในทุกสภาพการณ์ .






