- ท่องโลกปรัชญาอิสลาม : คำนิยม
- ท่องโลกปรัชญาอิสลาม : อารัมภบท
- ปรัชญาอิสลาม หมายถึงอะไร?
- ความสัมพันธ์ระหว่างปรัชญากับเทววิทยาอิสลาม
ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ผู้ทรงเมตตาผู้ทรงกรุณายิ่ง
หนึ่งในชุดคำถามที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ก็คือ ฉันเป็นใคร? เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ?แล้วสุดท้ายมีที่ๆ จะต้องไปหรือไม่? คำถามทั้งหมดนี้เป็นชุดคำถามที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์แต่ทว่าเป็นชุดคำถามที่ไม่เคยล้าสมัยเลย อาจจะมีมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ไม่ใส่ใจต่อชุดคำถามนี้เลยด้วยซ้ำโดยใช้ตรรกะที่ว่า จะต้องไปสนใจต่อชุดคำถามนี้ทำไม? เมื่อได้เกิดมาแล้วก็เสพสุขกับชีวิตให้ได้มากที่สุดเป็นพอ สิ่งที่ดีที่สุดก็คือแสวงหาความสุขใส่ตัวให้ได้มากที่สุด กล่าวคือมองว่าชุดคำถามนี้เป็นชุดคำถามที่ไร้สาระ จะต้องคิดให้ปวดเศียรเวียนเกล้าไปทำไม เพียงแค่ใช้ชีวิตให้ผ่านไปในแต่ละวันอย่างมีความสุขก็เพียงพอแล้ว เพราะสุดท้ายแล้วมนุษย์ทุกคนก็ต้องตายเหมือนกัน เมื่อความตายมาถึงทุกสิ่งทุกอย่างก็จบสิ้น!
แต่ทว่ามีมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่งที่สนใจต่อชุดคำถามนี้ โดยมุ่งตามหาความหมายของชีวิตและต้องการไขปัญหาเหล่านี้เพื่อแสวงหาความจริง เนื่องจากรู้สึกว่าการใช้ชีวิตไปวันๆ โดยปราศจากจุดหมาย มันเคว้งคว้างสับสน หากชีวิตไม่มีความหมายมนุษย์กับสิงสาราสัตว์ก็มิได้มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด! หรือว่ามันง่ายไปไหมที่จะบอกกับตัวเองว่ามนุษย์ โลก จักรวาลเกิดขึ้นมาด้วยความบังเอิญ! และความตายเป็นที่สิ้นสุดของมนุษย์จริงหรือ? คนกลุ่มนี้จึงได้พยายามค้นหาคำตอบในเรื่องนี้เรื่อยมา ซึ่งบางเรื่องก็ได้รับคำตอบโดยไม่ยากนัก ส่วนบางเรื่องก็ไม่ง่ายต่อการได้รับคำตอบ แต่ทว่าคำตอบที่กระจ่างชัดสำหรับชุดคำถามนี้ก็มิใช่จะได้มาอย่างง่ายดาย สำหรับบางคนอาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพียงเพื่อหาข้อสรุปความหมายในการมีอยู่ของตัวเอง แต่ชุดคำถามนี้มันก็ยังวนเวียนอยู่ในความคิดของมนุษย์เรื่อยมา ธรรมชาติของการสงสัยคือการก้าวไปข้างหน้า ส่วนการตั้งคำถามที่หาสาเหตุโดยเพื่อมุ่งหาคำตอบได้กลายเป็นบ่อเกิดของความคิดทางปรัชญา
ฉะนั้นความคิดทางปรัชญาจึงเป็นความคิดที่มีมายาวนานจนมีคำกล่าวที่ว่าความคิดทางปรัชญามาพร้อมกับมนุษย์ในยุคแรก ความคิดทางปรัชญาจึงเป็นสิ่งที่อยู่ควบคู่กับสังคมมนุษย์มายาวนาน เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างอารยธรรมอีกทั้งยังมีบทบาทในสังคมมนุษย์เสมอมา
แม้แต่ในปัจจุบันความคิดทางปรัชญาก็ไม่เคยจางหายไปจากสังคมของมนุษย์แม้ว่าจะอยู่ในยุคสมัยที่มีความเจริญทางด้านเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดก็ตาม ยังมีการเรียนการสอนวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาอย่างกว้างขวาง ส่วนที่มีการบันทึกในประวัติศาสตร์ความคิดของมนุษย์ วิชาปรัชญาได้มีการเรียนการสอนตั้งแต่ยุคสมัยอารยธรรมกรีกเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้วและยังมีการเรียนการสอนด้านปรัชญาอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน
เมื่อกล่าวถึงวิชาปรัชญาคนส่วนใหญ่มักจะมองว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว เข้าใจยาก แต่ประเด็นหลักก็คือไม่มีใครอธิบายให้เข้าใจก่อนว่าวิชาปรัชญาที่กล่าวถึงอยู่นี้หมายถึงเรื่องอะไร เนื้อหาของวิชาปรัชญาคืออะไร จนทำให้เกิดความสับสน ซึ่งควรทำความเข้าใจกับความหมายของวิชาปรัชญาในที่นี้ก่อน หลังจากนั้นค่อยพิจารณาถึงเนื้อหาของมันเพราะจะทำให้ง่ายต่อความเข้าใจในเบื้องต้น
วิชาปรัชญาในที่นี้ถูกใช้ในความหมายที่เฉพาะ หมายถึงเมตาฟิสิกส์ (Metaphysics) ที่ในภาษาไทยได้บัญญัติด้วยคำว่า “อภิปรัชญา” ซึ่งหมายถึงศาสตร์ที่เน้นในเรื่องสิ่งที่มีอยู่ตามความเป็นจริงของมัน เป็นการค้นหาเรื่องสภาวะแห่งความเป็นจริง โลกคืออะไร มนุษย์คืออะไร วัตถุหรือจิตสิ่งใดคือความจริง จักรวาลมีได้อย่างไร เหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัญหาที่จะหาคำตอบได้จากอภิปรัชญา ทั้งนี้หากแยกแยะเนื้อหาของวิชาอภิปรัชญาได้ ก็จะง่ายต่อความเข้าใจ (หมายเหตุ:ขอทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่าเมื่อใดก็ตามที่ใช้คำว่าปรัชญาในหนังสือเล่มนี้ เป้าหมายที่ต้องการจะสื่อถึงก็คือวิชาอภิปรัชญา)
ศาสตร์อื่นๆ ก็เช่นกันจะง่ายขึ้นสำหรับความเข้าใจหากได้รู้ถึงเนื้อหาของมันก่อน อย่างเช่น วิชาฟิสิกส์เนื้อหาของมันก็คือการศึกษาธรรมชาติที่เกี่ยวกับวัตถุ สสารและพลังงาน วิชาคณิตศาสตร์เนื้อหาของมันก็คือตัวเลขและจำนวน วิชาเรขาคณิตเนื้อหาของมันก็คือรูปทรง วิชาแพทย์ศาสตร์เนื้อหาของมันก็คือร่างกาย ส่วนวิชาปรัชญาเนื้อหาของมันก็คือ “สิ่งที่มีอยู่หรือสิ่งที่ดำรงอยู่ตามสภาวะที่มันมีอยู่จริง” จะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับสรรพสิ่งมีอยู่ทั้งหมด ซึ่งการมีอยู่ของมันนั้นมีอยู่จริงหรือไม่? ถ้าหากว่ามันมีอยู่จริงมันจะมีอยู่ในสภาวะใด เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องดำรงอยู่หรือเป็นสิ่งที่การดำรงของมันมีความเป็นไปได้ไหม? มีความเป็นเหตุปัจจัยหรือมีความเป็นผล? อยู่ในภาวะจริงหรือภาวะแฝง? เป็นต้น ดังนั้นในเบื้องต้นนี้จึงจำเป็นที่จะต้องรู้ก่อนว่าเนื้อหาของปรัชญานั้นคืออะไร
ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการศึกษาด้านปรัชญาอีกประการหนึ่งก็คือการเริ่มอธิบายปรัชญาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย มิได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับศัพท์เฉพาะ หรือมิได้แยกแยะเกี่ยวกับศาสตร์ที่มีความใกล้เคียงกับปรัชญาจึงทำให้เกิดความสับสนตั้งแต่เริ่มต้นศึกษา (ปรัชญา เทวิทยา และรหัสยวิทยา) นอกจากนี้การไม่รู้ถึงประวัติความเป็นมาก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ไม่เห็นถึงความจำเป็นที่ควรศึกษา
ส่วนศาสตร์ด้านปรัชญาก็มีอยู่หลายแนวคิดด้วยกัน ขึ้นอยู่กับวิธีในการแสวงหาความจริงกับการตกผลึกทางความคิดและความเข้าใจ หนึ่งในแนวคิดนั้นก็คือ “ปรัชญาอิสลาม” เป็นแนวคิดทางปรัชญาที่ตั้งอยู่บนการใช้เหตุผลและปัญญาโดยถูกบ่มเพาะมาจากหลักคําสอนของศาสนาอิสลาม มีความเป็นมาที่ยาวนานนับพันปีโดยมีรายละเอียดอยู่อย่างมากมาย
อย่างไรก็ตามอาจมีการตั้งข้อสังเกตว่าวิชาปรัชญาเป็นศาสตร์ที่มาจากภายนอกของศาสนาอิสลามจึงไม่ควรที่จะศึกษา หากพิจารณาให้ดีถึงศาสตร์ต่างๆ ที่มีอยู่ในแวดวงวิชาการของอิสลามไม่ได้มีวิชาปรัชญาเท่านั้นที่มาจากภายนอกของศาสนาอิสลาม แต่ยังมีอีกหลายศาสตร์ด้วยกันที่มาจากด้านนอกของศาสนาอิสลามแต่ได้รับการศึกษาพัฒนาเติบโตขึ้นเป็นอย่างมากภายในสังคมนักวิชาการในโลกอิสลาม อีกทั้งยังได้รับการยอมรับในวงกว้าง เช่นแพทย์ศาสตร์ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ฯลฯ ฉะนั้นแค่เพียงกล่าวอ้างว่าเป็นศาสตร์มาจากภายนอกแล้วจำเป็นจะต้องปฏิเสธย่อมเป็นวิธีคิดที่ไม่ถูกต้องแต่อย่างใด
หนึ่งในวัตถุประสงค์ของงานเขียนชิ้นนี้ก็เพื่อพิสูจน์และยืนยันถึงการมีอยู่ของกระแสความคิดในโลกอิสลามที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและปัญญา นอกจากนี้ยังยืนกรานถึงความสำคัญของศาสตร์นี้ที่มีมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน เพียงแค่เหลียวมองถึงกระแสความคิดในยุคสมัยใหม่ที่ต่อต้านความศรัทธาที่มีต่อศาสนาและปฏิเสธพระเจ้า ประกอบกับสื่อออนไลน์ในยุคปัจจุบันที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในวงกว้างต่อระบบการสื่อสาร ทำให้เราสามารถเชื่อมต่อความสัมพันธ์กันอย่างกว้างขวาง ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ กระแสโจมตีต่อความเชื่อทางศาสนาและพระเจ้าเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย คำถามสำหรับผู้ที่เชื่อศรัทธาในศาสนาและพระเจ้าก็คือเราควรนิ่งเฉยและไม่สนใจต่อกระแสเหล่านี้ใช่ไหม? เราสามารถสร้างกำแพงล้อมรอบสังคมของผู้ศรัทธาโดยไม่ต้องแยแส เวลาถูกตั้งคำถามจากกลุ่มคนที่คิดต่างใช่ไหม? เราใช้วิธีการปลูกฝังทางความเชื่อให้กับคนรุ่นใหม่ของเรากับกระแสความคิดที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันเป็นการเพียงพอแล้วใช่ไหม? เวลาที่มีผู้ใดเกิดความสงสัยในหลักความเชื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของพระเจ้าให้พวกเขาไปหาคำตอบกันเองในคัมภีร์อัลกุรอานกระนั้นหรือ? และยังมีอีกหลายคำถามในเรื่องนี้
หากยังจำกันได้ในยุคที่ลัทธิคอมมิวนิสต์เติบโต จนทำให้คนหนุ่มสาวส่วนหนึ่งหลงใหลไปกับอุดมการณ์นั้น ศูนย์กลางทางวิชาการอิสลามทั้งหลายใช้วิธีการใดในการยับยั้ง! ในปัจจุบันที่โลกศาสนากำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มเอทิสต์ที่กำลังขยายตัวเป็นวงกว้างจะใช้แนวทางใดในการตอบโต้แนวคิดนี้! ยิ่งกว่านั้นกระแสความคิดทางปรัชญาตะวันตกที่เปรียบดังเส้นขนานกับแนวคิดของอิสลามที่ลดทอนบทบาทของพระเจ้าไปสู่มนุษย์นิยม ปัญหาดังกล่าวเหล่านี้จะใช้ความรู้จากศาสตร์ใดไปโต้ตอบ! ในงานเขียนนี้พยายามที่จะสะท้อนให้เห็นว่าศาสตร์ด้านปรัชญาอิสลามมีศักยภาพพอในการให้คำตอบต่อข้อสงสัยต่างๆ ที่มีต่อศาสนาและพระเจ้า โดยที่บรรดานักปรัชญาอิสลามได้เคยทำหน้าที่นี้ไปแล้วและกำลังทำอยู่ในปัจจุบัน มีคำกล่าวในหมู่ของผู้ที่ศึกษาปรัชญาว่าเสน่ห์ของปรัชญาอิสลามมิใช่เพียงแค่ใช้พิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้าเท่านั้น แต่ศาสตร์ๆนี้สามารถนำมาใช้ปกป้องความเชื่อทางศาสนาจากการรุกรานทางความคิดที่มาจากภายนอกได้ในทุกยุคสมัย
หนังสือเล่มนี้ได้ใช้ชื่อว่า “ท่องโลกปรัชญาอิสลาม” โดยเน้นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของแนวคิดทางปรัชญาในโลกอิสลาม เป็นเนื้อหาที่นำเสนอเกี่ยวกับความเป็นมา, ปัญหาและอุปสรรค,ข้อกล่าวหาตลอดจนพัฒนาการทางความคิดที่ผ่านยุคสมัย ตลอดจนการทำหน้าที่ของนักปรัชญาในการปกป้องพิทักษ์ความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะในประเด็นความศรัทธา ที่มีต่อพระเจ้าองค์เดียว
ก่อนที่จะเข้าสู่บทต่างๆ ของหนังสือเล่มนี้ขออธิบายและทำความเข้าใจในเบื้องต้น ก่อนว่า
1- การที่มนุษย์ใช้ความคิดมีมาก่อนหน้าอารยธรรมกรีกโบราณ แต่ความคิดในด้านปรัชญาตามบันทึกที่มีอยู่พบได้ในนักปรัชญากรีกโบราณ ศาสตร์บางศาสตร์ที่เกี่ยวกับระบบทางความคิด เช่นตรรกวิทยา เป็นระบบทางความคิดที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ อริสโตเติลนักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ชาวกรีกเป็นเพียงผู้ค้นพบและอธิบายกระบวนความคิดเหล่านั้นออกมา มิใช่เป็นผู้ที่สร้างระบบความคิดนั้นขึ้นมา
2- ปรัชญาอิสลาม ที่กล่าวถึงในที่นี้ก็คือกระบวนทัศน์ที่เกี่ยวกับการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งตามสภาวะความเป็นจริงโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและปัญญาซึ่งได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากคำสอนของศาสนาอิสลาม
3-หนังสือเล่มนี้เน้นในเรื่องประวัติศาสตร์ทางความคิดด้านปรัชญาอิสลาม โดยมีเนื้อหาทางปรัชญาส่วนหนึ่งผสมผสานอยู่บ้าง
4- พยายามรักษาลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับเวลาให้ได้มากที่สุด เปรียบเสมือนกับการเดินทางเข้าสู่โลกแห่งความคิดผ่านกาลเวลาที่มีอยู่ในโลกอิสลาม
5- ในงานเขียนนี้ได้ใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ของท่านดร.อิบรอฮีมี ดีนานี (ในหนังสือThe Adventure of Philosophical Thought in Muslim World ที่เขียนเป็นภาษาฟาร์ซี) ปราชญ์ร่วมสมัยผู้เชี่ยวชาญในด้านปรัชญาอิสลามและรหัสยนิยม
6-สิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในงานเขียนนี้ก็คือการใช้ศัพท์เฉพาะทางปรัชญาอิสลาม โดยผู้เขียนพยายามถ่ายทอดความหมายของมันให้ใกล้เคียงที่สุด นอกจากนี้การใช้ตัวสะกดภาษาไทยก็พยายามเน้นการออกเสียงให้ใกล้เคียงและถูกต้องที่สุด ทั้งนี้ต้องทำความเข้าใจด้วยว่ามีอยู่หลายคำด้วยกันที่ไม่มีตำแหน่งออกเสียงในภาษาไทย
7- ในเรื่องเกี่ยวกับการระบุเวลาในช่วงประวัติศาสตร์ ที่พยายามใช้ทั้งฮิจเราะฮ์ศักราช (ฮ.ศ.) และคริสต์ศักราช (ค.ศ.) เพื่อสะดวกต่อการเปรียบเทียบเหตุการณ์และลำดับเวลา (แต่หากขาดหายไปในบางส่วนก็ต้องขออภัยไว้ด้วย)
8-ไม่มีงานชิ้นใดที่ปราศจากข้อผิดพลาด งานเขียนนี้ก็เช่นกัน ซึ่งถ้าหากผู้อ่านท่านใดที่ได้เห็นความผิดพลาดไม่ว่าจะในส่วนใดพร้อมรับคำแนะนำ และช่วยกรุณาชี้แนะให้กับผู้เขียนด้วยเพื่อจะได้ทำการแก้ไขต่อไป (ส่วนการวิพากษ์ที่จะมีต่องานเขียนนี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติทั่วไปในแวดวงวิชาการ แต่ขอความกรุณาให้อ่านจนจบทั้งหมดก่อน แล้วได้ทำการวิพากษ์ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้เขียนเป็นอย่างยิ่ง)
9- ขออนุญาตอธิบายคำที่ใช้บ่อยครั้งในงานเขียนนี้ เพื่อจะได้เข้าใจอย่างถูกต้องตามเป้าหมายของผู้เขียน
นักจารีตนิยมหรือพวกจารีตนิยม: ในที่นี้หมายถึงกลุ่มคนที่ยึดมั่นเพียงตัวบททางศาสนา รวมถึงส่วนใหญ่ของบรรดานักนิติศาสตร์อิสลาม
นักปรัชญากับปราชญ์: นักปรัชญาหมายถึงผู้ที่มีความแตกฉานในด้านวิชาปรัชญา (เวลาที่กล่าวถึงจะเน้นเฉพาะในศาสตร์ด้านปรัชญา ในขณะที่บุคคลผู้นี้อาจมีความเชี่ยวชาญและแตกฉานในอีกหลายๆ ศาสตร์ก็เป็นได้) ส่วนการใช้คำว่าปราชญ์หมายถึงนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านต่างๆที่มีอยู่ในอิสลาม อาจจะเป็นผู้รู้ในศาสตร์ด้านปรัชญาด้วยหรืออาจไม่มีความรู้ในศาสตร์ด้านปรัชญาก็เป็นได้
นักการศาสนากับนักคิดปัญญาชนด้านศาสนา: นักการศาสนา หมายถึงผู้ที่ผ่านการศึกษาเล่าเรียนความรู้ด้านศาสนาจากสถาบันการศึกษาศาสนาโดยตรง ถูกรับรู้ในฐานะอาลิมหรืออุละมาอ์ ส่วนนักคิดปัญญาชนด้านศาสนาที่หมายถึงในที่นี้คือนักวิชาการที่ได้ศึกษาค้นคว้าวิชาที่เกี่ยวพันกับศาสนศาสตร์ มนุษยวิทยา สังคมวิทยาหรือปรัชญา จากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาแบบอคาเดมี (Academi) ไม่ได้มีสถานะอุละมาอ์หรือนักการศาสนา
เป็นที่ทราบกันดีว่าการสร้างผลงานทางวิชาการชิ้นหนึ่งมิได้เกิดขึ้นด้วยจากการทำงานของคนเพียงคนเดียว หากแต่ยังมีผู้ที่มีส่วนร่วมอีกหลายท่านในการสร้างผลงานชิ้นนี้ให้เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งในท้ายที่สุดนี้จึงต้องขอกล่าวขอบคุณ คุณจิตรา อินทร์เพ็ญและพี่ชาตรี นนทเกษ ที่ช่วยแนะนำ,ตรวจทานและแก้ไขในเรื่องของการใช้ภาษา ขอขอบคุณ คุณมารียะฮ์ ขาวจันทร์ บุตรสาวของข้าพเจ้าที่ช่วยเรียบเรียงและประสานงาน ขอขอบคุณพี่สุรัสวดี สุวรรณโอษฐ์ ที่ได้ช่วยแก้ไขและจัดหน้า และขอขอบคุณ คุณเอกวัฒน์ ปะดุกา บรรณาธิการบริหารของเดอะพับลิกโพสต์ ที่ได้อนุเคราะห์ในการจัดวางรูปเล่มและให้คำแนะนำที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก
ท้ายสุดนี้ขอขอบคุณต่อพระผู้เป็นเจ้าที่ได้ทรงประทานโอกาสในการสร้างงานวิชาการชิ้นนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับโอกาสในการสรรค์สร้างงานวิชาการในชิ้นต่อๆ ไป
กอซิม อัสการี
(อัษฎางค์ ขาวจันทร์)
23/3/2022


