รากฐานอิสลาม (5)

52
This entry is part 5 of 5 in the series รากฐานอิสลาม

รากฐานที่ 21 : ความสัมพันธ์ระหว่างความก้าวหน้าและความล้าหลังของประชาชาติขึ้นอยู่กับความเชื่อและจริยะของประชาชาตินั้น

ความก้าวหน้าและความล้าหลังของประชาชาติหนึ่งประชาชาติใดล้วนมีต้นกำเนิดมาจากสาเหตุและตัวแปรภายในที่ส่วนมากขึ้นอยู่กับความเชื่อและ   จริยะของประชาชาตินั้น และสิ่งที่ตามมาก็คือตัวของพวกเขาก็ปฏิบัติไปตามครรลองที่ว่านั้น ประกอบกับตัวแปรภายนอกบางประการ

ด้วยรากเหง้านี้เองที่ไม่เกิดความย้อนแย้งกับเรื่องปฐมเหตุของ “เกาะฎอเกาะดั้ร” (การลิขิตสภาวะแห่งพระเจ้า) เพราะรากเหง้าเช่นนี้ (ผลแห่งพฤติกรรมของประชาชาติในภาพรวม) ก็ถือว่าเป็น “ตัวจำแลงการลิขิตสภาวะแห่ง      พระเจ้า” นั่นเอง

หมายความว่า พระประสงค์ของพระเจ้าในภาพรวมย่อมเกี่ยวข้องกับการที่ประชาชาติทั้งหลายสร้างครรลองของตน ดังเช่นการที่สังคมได้จัดการให้เกิดความสัมพันธ์ทางสังคมที่วางอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมนั้นก็จะได้รับชีวิตที่ดีงาม มั่นคง และสภาพของประชาชาติที่ได้จัดการให้เกิดความสัมพันธ์ทางสังคมในลักษณะที่ตรงกันข้ามก็จะได้แต่สิ่งที่เลวร้าย และสภาพของประชาชาตินั้นก็จะเสื่อมทรุด

รากเหง้านี้เอง ตามคำนิยามของอัลกุรอานถูกเรียกว่าเป็น “แบบแผนแห่งพระเจ้า” โดยที่อัลกุรอานกล่าวว่า

‭… ‬فَلَمَّا‭ ‬جَاءَهُمْ‭ ‬نَذِيرٌ‭ ‬مَّا‭ ‬زَادَهُمْ‭ ‬إِلَّا‭ ‬نُفُورًا‭ ‬﴿٤٢﴾‭ ‬اسْتِكْبَارًا‭ ‬فِي‭ ‬الْأَرْضِ‭ ‬وَمَكْرَ‭ ‬السَّيِّئِ‭ ‬ۚ‭ ‬وَلَا‭ ‬يَحِيقُ‭ ‬الْمَكْرُ‭ ‬السَّيِّئُ‭ ‬إِلَّا‭ ‬بِأَهْلِهِ‭ ‬ۚ‭ ‬فَهَلْ‭ ‬يَنظُرُونَ‭ ‬إِلَّا‭ ‬سُنَّتَ‭ ‬الْأَوَّلِينَ‭ ‬ۚ‭ ‬فَلَن‭ ‬تَجِدَ‭ ‬لِسُنَّتِ‭ ‬اللَّـهِ‭ ‬تَبْدِيلًا‭ ‬ۖ‭ ‬وَلَن‭ ‬تَجِدَ‭ ‬لِسُنَّتِ‭ ‬اللَّـهِ‭ ‬تَحْوِيلًا‭ ‬﴿٤٣﴾

… หากมีผู้ตักเตือนมายังพวกเขา พวกเขาจะต้องเป็นหนึ่งในหมู่ประชาชาติที่ได้รับทางนำอย่างแน่นอน แต่เมื่อมีผู้ตักเตือนมายังพวกเขา มันก็มิอาจเพิ่มเติมอะไรให้พวกเขาได้นอกจากการเตลิดหนี. (นอกจาก) การแสดงความยโสบนหน้าผืนแผ่นดินและการวางแผนชั่ว การวางแผนชั่วใดไม่อาจล้อมกรอบผู้ใดได้นอกจากเจ้าของมัน (ผู้วางแผนชั่ว) เท่านั้น พวกเขารอคอยอะไรหรือที่มิใช่แบบแผนของชนรุ่นก่อน ? เจ้าจะไม่พบเลยว่าแบบแผนของอัลลอฮ์มีการเปลี่ยนแปลง และเจ้าจะไม่พบเลยว่าแบบแผนของอัลลอฮ์มีการเปลี่ยนสภาพ. (ฟาฏิ้ร / 42-43)

‭… ‬وَأَنتُمُ‭ ‬الْأَعْلَوْنَ‭ ‬إِن‭ ‬كُنتُم‭ ‬مُّؤْمِنِينَ‭ ‬﴿١٣٩﴾‭ … ‬وَتِلْكَ‭ ‬الْأَيَّامُ‭ ‬نُدَاوِلُهَا‭ ‬بَيْنَ‭ ‬النَّاسِ‭ … ‬﴿١٤٠﴾

… พวกเจ้านั้นเหนือกว่า หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธา. (139) … ช่วงเวลาดังกล่าวนั้น เราได้ให้มันผ่านไปเป็นลำดับในหมู่ประชาชน … (อาลิอิมรอน / 139-140)

รากฐานที่ 22 : อนาคตแห่งมนุษยชาติที่ชัดเจน

อนาคตแห่งมนุษยชาติมีความชัดเจนไม่คลุมเครือแต่อย่างใด เป็นการถูกต้องแล้วที่พูดว่า ชีวิตมนุษย์ส่วนมากผูกพันอยู่กับสีสรรอันหลากหลายที่มาจากการแบ่งแยกและความยุ่งเหยิง แต่สภาพเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะดำเนินไปเป็นนิรันดร์ ประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติย่อมต้องเคลื่อนไหวไปสู่อนาคตอันสดใสที่มีความยุติธรรมเป็นผู้นำทาง ความเที่ยงธรรมอันครอบคลุมได้แผ่ปกคลุม และผู้ปกครองผืนแผ่นดินนี้ก็จะเป็นของผู้ที่อัลกุรอานขนานนามพวกเขาว่า “ผู้ทรงคุณธรรม” เมื่ออัลลอฮ์ตรัสว่า

وَلَقَدْ‭ ‬كَتَبْنَا‭ ‬فِي‭ ‬الزَّبُورِ‭ ‬مِن‭ ‬بَعْدِ‭ ‬الذِّكْرِ‭ ‬أَنَّ‭ ‬الْأَرْضَ‭ ‬يَرِثُهَا‭ ‬عِبَادِيَ‭ ‬الصَّالِحُونَ‭ ‬﴿١٠٥﴾

แน่นอนยิ่งเราได้บันทึกใน (คัมภีร์) อัสซะบูรหลังจาก (คัมภีร์) อัสซิกร์  ว่า ปวงบ่าวของข้าผู้มีคุณธรรมความดีจะเป็นทายาทสืบมรดก (อำนาจปกครองแห่ง) แผ่นดิน. (อัลอันบิยาอ์ / 105)

وَعَدَ‭ ‬اللَّـهُ‭ ‬الَّذِينَ‭ ‬آمَنُوا‭ ‬مِنكُمْ‭ ‬وَعَمِلُوا‭ ‬الصَّالِحَاتِ‭ ‬لَيَسْتَخْلِفَنَّهُمْ‭ ‬فِي‭ ‬الْأَرْضِ‭ ‬كَمَا‭ ‬اسْتَخْلَفَ‭ ‬الَّذِينَ‭ ‬مِن‭ ‬قَبْلِهِمْ‭ … ‬﴿٥٥﴾‭ ‬

อัลลอฮ์ทรงสัญญาไว้กับบรรดาผู้มีศรัทธาในหมู่พวกเจ้าและปฏิบัติคุณธรรมความดีว่า พระองค์จะทรงแต่งตั้งพวกเขาให้เป็นตัวแทน (พระองค์) บนหน้าผืนแผ่นดิน ดังเช่นที่พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งบางคนก่อนหน้าพวกเขาให้เป็นตัวแทน (พระองค์) … (อันนู้ร / 55)

ด้วยพื้นฐานดังกล่าวนี้, การช่วยเหลือสุดท้ายก็อยู่ในอนาคตข้างหน้า, บทสรุปในสนามประลองกำลังความขัดแย้งที่ดำเนินเรื่อยมาระหว่างธรรมะกับอธรรม ชัยชนะย่อมตกเป็นของธรรมะ มิใช่อื่นใด, ถึงแม้มันจะทำให้บางสิ่งบางอย่างต้องทอดเวลายาวนานออกไปและความหวังต้องเนิ่นนานก็ตาม ดังที่ อัลกุรอานอันจำเริญกล่าวว่า

بَلْ‭ ‬نَقْذِفُ‭ ‬بِالْحَقِّ‭ ‬عَلَى‭ ‬الْبَاطِلِ‭ ‬فَيَدْمَغُهُ‭ ‬فَإِذَا‭ ‬هُوَ‭ ‬زَاهِقٌ‭ … ‬﴿١٨﴾

แต่ทว่าเราได้จัดวางสัจธรรมเหนือสิ่งอันเป็นโมฆะ แล้วสัจธรรมก็จะบดขยี้สิ่งอันเป็นโมฆะนั้น เมื่อนั้นมันก็จะมลายสิ้น … (อัลอันบิยาอ์ / 18)

รากฐานที่ 23 : คุณวิเศษของมนุษย์และความเป็นอิสระเสรีของเขา

มนุษย์มีลักษณะพิเศษหนึ่งที่ถือเป็นคุณวิเศษเฉพาะตัวเขา-ตามทัศนะของอัลกุรอาน-ถึงระดับที่กลายเป็น “ผู้ได้รับการแสดงคารวะสูงสุด” จากบรรดามะลาอิกะฮ์ ดังความที่ว่า

وَلَقَدْ‭ ‬كَرَّمْنَا‭ ‬بَنِي‭ ‬آدَمَ‭ ‬وَحَمَلْنَاهُمْ‭ ‬فِي‭ ‬الْبَرِّ‭ ‬وَالْبَحْرِ‭ ‬وَرَزَقْنَاهُم‭ ‬مِّنَ‭ ‬الطَّيِّبَاتِ‭ ‬وَفَضَّلْنَاهُمْ‭ ‬عَلَىٰ‭ ‬كَثِيرٍ‭ ‬مِّمَّنْ‭ ‬خَلَقْنَا‭ ‬تَفْضِيلًا‭ ‬﴿٧٠﴾‭ ‬

แน่นอนยิ่ง เราได้ยกย่องลูกหลานอาดัม เราได้นำพาพวกเขา (โดยสาร) ไปบนบกและในทะเล เราได้ประทานปัจจัยยังชีพอันมาจากสิ่งสะอาดบริสุทธิ์แก่พวกเขา และเราได้เทิดเกียรติพวกเขาให้เหนือกว่าผู้ที่เราได้สร้างมาอย่างมากมาย. (อัลอิสรออ์ / 70)

โดยที่เนื้อแท้แห่งชีวิตของมนุษย์แฝงอยู่กับการรักษาสถานะที่เป็นคุณวิเศษและเกียรติยศ, ด้วยเหตุนี้เองที่อิสลามห้ามมิให้กระทำการอันก่อให้เกิดผลเสียหายต่อพรสวรรค์ดังกล่าวนี้, หรือจะให้ความหมายที่กระจ่างชัดยิ่งกว่าก็คือ ทุกการกระทำที่เป็นการบีบบังคับผู้อื่นและการยอมรับการบีบบังคับจากผู้อื่นเป็นที่ต้องห้ามตามทัศนะแห่งอิสลาม ฉะนั้น มนุษย์จึงต้องมีชีวิตอย่างอิสระ มีเกียรติ และออกห่างจากการกระทำที่แสดงถึงความต่ำต้อยและด้อยค่าในทุกรูปแบบ

ท่านอิมามอะมีรุ้ลมุอ์มินีน อะลีบินอะบีฏอลิบ (อะลัยฮิสซะลาม) มีวจีธรรมว่า

وَلاَ‭ ‬تَكُنْ‭ ‬عَبْدَ‭ ‬غَيْرِهِ‭ ‬وَقَدْ‭ ‬جَعَلَكَ‭ ‬اللهُ‭ ‬حُرًّا‭.‬

“ท่านอย่าได้เป็นบ่าวของผู้อื่นนอกจากพระองค์ เพราะอัลลอฮ์ทรงบันดาลให้ท่านมีความเป็นเสรีชน”

إِنَّ اللهَ تَبَارَكَ وَتَعَالَى فَوَّضَ إِلَى الْمُؤْمِنِ كُلَّ شَيْئٍ إِلاَّ إِذْلاَلَ نَفْسِهِ.

“แท้จริงอัลลอฮ์ ตะบาเราะกะวะตะอาลา ทรงให้อำนาจผู้ศรัทธาได้ครอบครองทุกสรรพสิ่ง ยกเว้นการทำให้ตนเองต้องต่ำต้อย”

รากฐานที่ 24 : โลกทัศน์อิสลามเรื่องปัญญามนุษย์

ปัญญามนุษย์มีสถานะพิเศษหนึ่งตามโลกทัศน์และทัศนคติแห่งอิสลาม ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า มันเป็นสิ่งที่จำแนกมนุษย์ออกจากสิ่งมีชีวิตทั้งมวล อีกทั้งสิ่งที่ทำให้เขามีความประเสริฐเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็คือปัญญาและพลังความคิดของเขานั่นเอง

นั่นเองที่มนุษย์ได้รับการเชิญชวน-ในหลายโองการแห่งอัลกุรอาน-ให้ใช้ความคิดและการพินิจพิจารณา ไตร่ตรองและใช้ปัญญา จนถึงระดับหนึ่งที่เรียก ว่า “ความเจริญก้าวหน้าทางการใช้พลังความคิด”, ความใคร่ครวญสภาพภาย นอกของสิ่งถูกสร้างทั้งหลายถือเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของผู้มีปัญญาและชนผู้รู้จักใช้ปัญญาอันลุ่มลึก ดังที่อัลลอฮ์ (ซุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

الَّذِينَ يَذْكُرُونَ اللَّـهَ قِيَامًا وَقُعُودًا وَعَلَىٰ جُنُوبِهِمْ وَيَتَفَكَّرُونَ فِي خَلْقِ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ رَبَّنَا مَا خَلَقْتَ هَـٰذَا بَاطِلًا سُبْحَانَكَ فَقِنَا عَذَابَ النَّارِ ﴿١٩١﴾

(คือ) บรรดาผู้ซึ่งระลึกถึงอัลลอฮ์ทั้งในยามยืน ยามนั่ง และยามนอนตะแคง และพวกเขาคิดใคร่ครวญเรื่องการสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและผืนแผ่นดิน  (แล้วกล่าวว่า) “โอ้พระผู้อภิบาลของเหล่าข้าพระองค์ พระองค์มิได้ทรงสร้างสิ่งเหล่านี้อย่างไร้สาระ มหาบริสุทธิ์ยิ่งเป็นของพระองค์ ฉะนั้น ได้โปรดปกป้องเหล่าข้าพระองค์จากการลงทัณฑ์แห่งไฟนรกด้วยเทอญ” (อาลิอิมรอน / 191)

โองการนี้และอีกหลายโองการที่เกี่ยวข้องกับความจำเป็นในเรื่องการใช้ความคิดและการใคร่ครวญสภาพภายนอกและความเป็นไปของสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย มีมากมายเกินกว่าจะบรรยายได้หมด ณ ที่นี้

ตามพื้นฐานความคิดดังกล่าวนี้เองที่เราพบว่า อัลกุรอานได้สั่งห้ามมิให้มนุษย์ปฏิบัติตามผู้อื่นอย่างหูหนวกตาบอดและปฏิบัติตามบรรพชนอย่างอวิชชา

รากฐานที่ 25 : ความสอดคล้องกันระหว่างความเป็นอิสรชน และมาตรฐานแห่งความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณ

แท้จริง ความเป็นปัจเจกชนที่มีความเป็นอิสระเสรีในบริบททางเศรษฐกิจการเมืองนั้นในทัศนะอิสลามแล้วมีข้อจำกัดที่ว่า ต้องไม่ขัดแย้งกับมาตรฐานแห่งความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณของมนุษย์ ดังที่มีข้อจำกัดว่า ต้องไม่เป็นอันตรายหรือสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์โดยรวม

ในความเป็นจริง วิทยปัญญาของการทำตามหน้าที่และศาสนบัญญัติที่จำเป็นต้องทำในอิสลามนั้นล้วนสอดแทรกอยู่ในคำสอนที่ว่า อิสลามต้องการให้หน้าที่ที่มนุษย์ต้องปฏิบัตินี้นั้นเป็นการรักษาและปกป้อง “ภาวะอันเป็นคุณวิเศษของตัวตนมนุษย์” ในขณะเดียวกันก็มีส่วนร่วมใน “สภาวะแห่งความสงบสันติ” และการดำเนินการไปตามผลประโยชน์โดยรวมของสังคม

การที่อิสลามห้ามการเคารพบูชาสิ่งอื่นและคำสอนที่เป็นบัญชาห้ามเรื่องการดื่มน้ำเมาหรือสิ่งอื่นที่คล้ายคลึงกันนี้ ก็เพื่อรักษาและปกป้อง “คุณวิเศษแห่งความเป็นมนุษย์ทั้งปัจเจกชนและสังคม”, การพิพากษาและการตัดสินความผิดตามบทบัญญัติศาสนาก็เช่นกัน

ในอัลกุรอาน ได้กล่าวพาดพิงถึงการพิจารณาความผิดฐานฆาตรกรรม (กิศอศ) ว่า เป็นการทำให้ความมีชีวิตชีวากลับคืนมาสู่สังคม ดังความที่ว่า

وَلَكُمْ فِي الْقِصَاصِ حَيَاةٌ يَا أُولِي الْأَلْبَابِ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ ﴿١٧٩﴾

บรรดาผู้ปัญญาอันลุ่มลึกเอ๋ย ใน (บทบัญญัติเรื่อง) การพิจารณาความผิดฐานฆาตกรรมนี้สำหรับพวกเจ้าแล้วเป็นการสร้างความมีชีวิตชีวา (ให้กับสังคมโดยรวม) เผื่อว่าพวกเจ้าจะมีความยำเกรง. (๑๗๙) (อัลบะเกาะเราะฮ์ / 179)

ท่านศาสดาแห่งอิสลามผู้จำเริญ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) มีวจนธรรมว่า

إِنَّ الْمَعْصِيَةَ إِذَا عَمِلَ بِهَا الْعَبْدُ لَمْ تَضُرُّ إِلاَّ عَامِلَهَا، فَإِذَا عَمِلَ بِهَا عَلاَنِيَةً وَلَمْ يُغَيِّرْ أَضَرَّتْ بِالْعَامَّةِ

“แท้จริงการทำชั่วนั้น เมื่อบ่าวคนหนึ่งได้กระทำมันลงไปนั้น มันก็เกิดผลเสียต่อผู้กระทำเอง, แต่เมื่อเขากระทำมันอย่างเปิดเผยและไม่ยอมเปลี่ยนแปลง มันจะส่งผลต่อสังคมโดยรวม”

ท่านอิมามญะอ์ฟัร อัศศอดิก (อะลัยฮิสซะลาม) ได้กรุณากล่าวเพิ่มเติมจากฮะดีษดังกล่าวว่า

ذَلِكَ أَنَّهُ يُذِلُّ بِعَمَلِهِ دِيْنَ اللهِ، يَقْتَدِي بِهِ أَهْلُ عَدَاوَةِ اللهِ

“นั่นก็เพราะว่า เขาผู้นั้นได้ทำให้ศาสนาของอัลลอฮ์ตกต่ำด้วยการกระทำของเขา และคนที่มีความเป็นศัตรูต่ออัลลอฮ์ก็จะกระทำตามเขา”

รากฐานที่ 26 : ไม่มีการบังคับในการนับถือศาสนา

หนึ่งในประเด็นความเป็นอิสรชนในทัศนะของอิสลาม ก็คือ บุคคลใดก็ตามไม่อาจถูกบีบบังคับให้มีการยอมรับและนับถือศาสนา ดังที่พระองค์ตรัสว่า

لَا إِكْرَاهَ فِي الدِّينِ قَد تَّبَيَّنَ الرُّشْدُ مِنَ الْغَيِّ … ﴿٢٥٦﴾

ไม่มีการบังคับกันในศาสนา  (เพราะ) ทางชี้นำได้กระจ่างชัดจากทางหายนะแล้ว … (อัลบะเกาะเราะฮ์ / 256)

นั่นเป็นเพราะว่า ศาสนาอันเป็นเป้าหมายในอิสลาม ก็คือ ความเชื่อและการมีศรัทธาด้วยหัวใจ ทั้งสองไม่อาจเป็นจริงได้ในหัวใจของมนุษย์ด้วยการบีบบังคับและการขู่เข็ญ แต่มันจะก่อให้เกิดการทำความเข้าใจเรื่องธรรมะและอธรรม และการแยกแยะสิ่งนั้นได้ ภายหลังจากที่ได้รับรู้บทนำแห่งความสำคัญของความเชื่อและการมีศรัทธาดังกล่าว.

เมื่อการรู้จักดังกล่าวได้เกิดขึ้นแล้ว, มนุษย์ก็เลือกธรรมะตามภาวะธรรมชาตินั่นเอง

ถูกต้องแล้ว ที่จะบอกว่าการเพียรพยายามสู้ในวิถีทางศาสนา (ญิฮาด) นั้นเป็นข้อกำหนดหลักและเป็นศาสนบัญญัติอิสลามประการหนึ่งที่มีความสำคัญ แต่ “ญิฮาด” ดังกล่าว ก็มิได้หมายถึงการบีบบังคับผู้อื่นให้น้อมรับเอาศาสนาอิสลาม แต่เป้าหมายที่แท้จริงของศาสนบัญญัตินี้ก็คือ การขจัดอุปสรรคแห่งการเผยแพร่อิสลามและการส่งสารธรรมแห่งพระเจ้าไปยังมนุษย์ที่พร้อมรับฟังเพื่อแยกแยะทางนำและความหลงผิด

โดยธรรมชาติแล้ว เมื่อชนชั้นเศรษฐีและผู้มีอำนาจห้ามการเผยแพร่สารธรรมแห่งพระเจ้าที่พยายามส่งไปยังกลุ่มชนผู้พร้อมรับฟัง โดยเป็นการปกป้องแบบวัตถุนิยมและความเป็นมารร้ายในตัวของเขานั้น, ปรัชญาแห่งการมีศาสดา (ก็คือการชี้นำทางมนุษยชาติ) ย่อมต้องให้บรรดาผู้ที่พร้อมพลีตนสู้ในวิถีทางศาสนานั้นดำเนินการขจัดอุปสรรคดังกล่าว เพื่อสร้างสถานการณ์ที่เหมาะสมและจำเป็นสำหรับการเผยแพร่สัจธรรมไปยังมนุษย์ทุกหมู่เหล่า

สิ่งที่กล่าวผ่านมานั้น ยังมีประเด็นต้องพิจารณาอีกหลายเรื่องด้วยกัน, จะกล่าวถึงในโอกาสต่อไป

Series Navigation<< รากฐานอิสลาม (4)