ความสัมพันธ์ระหว่างปรัชญากับเทววิทยาอิสลาม

48
This entry is part 4 of 4 in the series ท่องโลกปรัชญาอิสลาม

ในการเข้าใจปรัชญาอิสลามการรับรู้ในศาสตร์ด้านเทววิทยาอิสลามถือว่ามีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะการจะเข้าใจปรัชญาอิสลามโดยไม่มีความรู้ใดๆ เกี่ยวกับเทววิทยาอิสลามย่อมขาดความสมบูรณ์ เพราะการพัฒนาในด้านความคิดเกี่ยวกับปรัชญาอิสลามนั้นส่วนหนึ่งได้มาจากการวิพากษ์ของบรรดานักเทววิทยา

ตลอดระยะเวลาของประวัติศาสตร์ความคิดในโลกอิสลามระหว่างนักปรัชญาอิสลามกับนักเทววิทยาอิสลามมีความขัดแย้งทางความคิดอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งมีการโต้ตอบกันอยู่เสมอโดยที่ความสำคัญในเรื่องนี้จะพบเจอได้ในบทต่อๆ ไปของหนังสือเล่มนี้ ฉะนั้นในบทนี้จึงนำเสนอศาสตร์ด้านเทววิทยาอิสลามอย่างพอสังเขปเพื่อสร้างความเข้าใจให้ถูกต้องในการศึกษาต่อไป

ความจำเป็นในการแยกแยะขอบเขตระหว่างศาสตร์

หนึ่งในปัญหาและอุปสรรคของผู้ที่ทำการศึกษาปรัชญาอิสลามก็คือไม่สามารถที่จะแยกแยะประเด็นปัญหาที่อยู่ภายใต้ปรัชญาอิสลามกับศาสตร์อื่นได้อย่างชัดเจน และบางครั้งสำหรับนักวิชาการเองก็ยังเกิดความสับสน เนื่องจากว่าประเด็นปัญหาที่มีอยู่ในปรัชญากับประเด็นปัญหาที่มีอยู่ในศาสตร์อื่นนั้นมีความคล้ายคลึงกันเช่นเรื่องที่เกี่ยวกับพระเจ้า เพราะนอกจากปรัชญาแล้วยังมีศาสตร์อื่นที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพระเจ้าอีกเช่นกัน เช่น เทววิทยาอิสลามกับรหัสยนิยมภาคทฤษฎี

ฉะนั้นจึงมีอยู่สามศาสตร์ด้วยกันเป็นอย่างน้อยที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพระเจ้า และเพื่อที่จะให้เห็นความชัดเจนถึงขอบเขตของแต่ละศาสตร์จึงจำเป็นที่จะต้องแยกแยะขอบเขตของศาสตร์เหล่านี้ให้ออกจากกันก่อน นอกจากนี้การศึกษาในศาสตร์ด้านเทววิทยาอิสลามกับรหัสยนิยม ภาคทฤษฎีมีส่วนในการสร้างความเข้าใจต่อปรัชญาอิสลามได้เป็นอย่างดีเพราะการพัฒนาในด้านความคิดเกี่ยวกับปรัชญาอิสลามส่วนหนึ่งได้มาจากการวิพากษ์ของบรรดานักเทววิทยาอีกส่วนหนึ่งก็ได้รับมุมมองอันลึกซึ้งที่มาจากรหัสยนิยมภาคทฤษฎีอีกด้วย ซึ่งในบทนี้เราจะนำเสนอและเปรียบเทียบระหว่างปรัชญาอิสลามกับเทววิทยาอิสลามก่อนและในบทต่อไปจะเปรียบเทียบระหว่างปรัชญาอิสลามกับรหัสยนิยมภาคทฤษฎี ทั้งนี้ในบทที่ผ่านมาได้นำเสนอเกี่ยวกับอภิปรัชญาไปบ้างแล้วฉะนั้นในบทนี้จึงขอนำเสนอเทววิทยาอิสลามในเบื้องต้นก่อนดังนี้

เทววิทยาอิสลาม

เทววิทยา (Theology) หมายถึงวิชาที่ว่าด้วยพระเจ้าและความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ซึ่งในศาสนาที่เชื่อในพระเจ้าใช้ศาสตร์นี้ในการอธิบายความเชื่อศรัทธาของตน ใช้เหตุผลและปัญญาในการถกเถียงเพื่อทำความเข้าใจอีกทั้งยังใช้ปกป้องการกล่าวโต้วิจารณ์ เช่น เทววิทยาศาสนาคริสต์ (Christian theology)

ในศาสนาอิสลามก็มีศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับหลักศรัทธาของศาสนาอิสลามเช่นกัน โดยใช้เหตุผลและปัญญาในการอธิบายหลักความเชื่อทางศาสนา อีกทั้งใช้ข้อพิสูจน์ต่างๆในการถกเถียงเพื่อสร้างความเข้าใจพร้อมทั้งขจัดข้อสงสัยที่มีต่อความเชื่อทางศาสนา นอกจากนี้ยังใช้เหตุผลและปัญญาปกป้องเมื่อถูกกล่าวโต้วิจารณ์ ในหมู่ของนักวิชาการมุสลิมศาสตร์นี้ถูกรู้จักในนามของ “อิลมุลกะลาม1” (Ilm al-Kalam) และเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ง่ายขึ้นขอเรียกศาสตร์นี้ในภาษาไทยว่า “เทววิทยาอิสลาม” (Islamic theology) ฉะนั้นต่อจากนี้ไปจนถึงบทสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ คำว่า “อิลมุลกะลาม” กับ “เทววิทยาอิสลาม” จึงหมายถึงศาสตร์เดียวกัน ส่วนผู้ที่เชี่ยวชาญในศาสตร์นี้จะถูกเรียกว่า “มุตะกัลลิม2” หรือนักเทววิทยาอิสลาม

เหตุใดถึงเรียกศาสตร์นี้ว่า “อิลมุลกะลาม”

คำว่า “อิลมุลกะลาม” หากแยกตามคำของมันก็คือ “อิลมุ” หมายถึงความรู้ ส่วน “กะลาม” หมายถึงคำพูดหรือคำกล่าว รวมเข้าด้วยกันก็คือ “ความรู้ที่เกี่ยวกับคำกล่าว” เมื่อพิจารณาถึงคำของมันอาจเกิดข้อสงสัยตามมาว่าทำไมถึงเรียกศาสตร์นี้ว่าคำพูดหรือคำกล่าวด้วย?เกี่ยวกับประเด็นนี้มีการอธิบายไว้หลายแง่มุมด้วยกัน

1- นักวิชาการส่วนหนึ่งมีความเห็นว่าเนื่องจากในศาสตร์นี้มีการกล่าวถึงพระดำรัสของพระเจ้า “กะลามุลลอฮ์” เป็นพิเศษ จึงเลือกใช้คำว่า “กะลาม” แทนที่ประเด็นอื่นๆ ที่มีอยู่ในศาสตร์นี้

2- นักวิชาการบางคนกล่าวว่าสาเหตุที่ถูกเรียกว่า “อิลมุลกะลาม” ก็เพราะเป็นวิธีการและธรรมเนียมในการเริ่มต้นเขียนหัวข้อเรื่องในงานเขียนของเขา ซึ่งมักจะเริ่มต้นด้วยคำว่า “อัลกะลามุ ฟี…” ที่แปลว่าคำกล่าวในประเด็น…ฉะนั้นจึงเรียกศาสตร์นี้ว่า “อิลมุลกะลาม”

3- นักวิชาการอีกส่วนหนึ่งกล่าวว่าการที่เรียกชื่อศาสตร์นี้ว่า “อิลมุลกะลาม” (ที่หมายถึงศาสตร์แห่งคำกล่าว) เป็นการแสดงตนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับนักปรัชญาเพราะนักปรัชญาใช้เรียกตรรกวิทยาว่า “มันติก3” (ตามรากศัพท์ของมันหมายถึงคำพูด) ฉะนั้นจึงเลือกใช้อีกคำหนึ่งที่มีความหมายใกล้เคียงกันเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่าง

4- ส่วนประเด็นที่น่าจะมีน้ำหนักมากที่สุดในการเรียกศาสตร์นี้ว่า “อิลมุลกะลาม” ก็คือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเด็นการถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่อง “กะลามมุลลอฮ์4” (คำดำรัสของพระเจ้า) ซึ่งหมายถึงคัมภีร์อัลกุรอาน ประเด็นที่ถกเถียงกันก็คือคำดํารัสของพระเจ้ามีความเป็นสิ่งเดิม (กอดีม5) เหมือนกับพระเจ้า หรือว่าเป็นสิ่งใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมา (มัคลู๊ค6) ข้อถกเถียงนี้สร้างความขัดแย้งรุนแรงอย่างกว้างขวางระหว่างสำนักคิดอะฮ์ลุลหะดีษ7 กับสำนักคิด      มุอ์ตะซิละฮ์8 ถึงขั้นที่กาหลิบมะอ์มูนแห่งราชวงค์อับบาสิดเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องและตัดสินความเข้าข้างกลุ่มมุอ์ตะซิละฮ์ที่มีความเชื่อว่าเป็นสิ่งใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมา (มัคลู๊ค) แล้วลงโทษจับขังกลุ่มอะฮ์ลุลหะดีษ และเนื่องจากข้อถกเถียงในเรื่องคำดํารัสของพระเจ้านี้เอง ต่อมาศาสตร์นี้จึงได้ถูกรู้จักในนามว่า “อิลมุลกะลาม”

แม้ว่าประเด็นของการเรียกชื่อมิใช่สาระสำคัญของศาสตร์นี้ แต่เมื่อกล่าวถึงศาสตร์นี้ก็ไม่มีนักวิชาการคนใครก้าวข้ามประเด็นดังกล่าวนี้ได้เช่นกัน นอกจากที่เรียกศาสตร์นี้ว่า “อิลมุลกะลาม” แล้วนักวิชาการบางส่วนยังได้เรียกศาสตร์นี้ด้วยนามอื่นอีกว่า “อะกออิด9” (หมายถึงความเชื่อศรัทธา) หรือ “อุศูลุดดีน10” (หมายถึงรากฐานศาสนา) และยังมีปราชญ์บางคน เช่น อบูหะนีฟะฮ์ ผู้ก่อตั้ง สำนักปฏิบัติหะนะฟีได้เรียกศาสตร์นี้ว่า “ฟิกฮุลอักบัร11

นิยามและเนื้อหาเทววิทยาอิสลาม

แม้ว่าบรรดานักเทววิทยาอิสลามต่างได้ให้นิยามของศาสตร์นี้แตกต่างกันแต่มีสิ่งหนึ่งที่กล่าวไว้เหมือนกันก็คือเป็นศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการใช้สติปัญญาในการพิสูจน์ความเชื่อศรัทธาทางศาสนา มิใช่เป็นการยึดถือเชื่อฟังต่อกันมา ประเด็นสำคัญที่ต้องอยู่ในนิยามก็คือรากฐานความเชื่อศรัทธาทางศาสนา ฉะนั้นจึงมีการให้นิยามหรือคำจำกัดความของเทววิทยาอิสลามว่า “เป็นศาสตร์ที่มีศักยภาพในการพิสูจน์ความเชื่อศรัทธาทางศาสนาต่อผู้อื่นโดยผ่าน     ข้อพิสูจน์และมีศักยภาพในการปกป้องจากข้อสงสัย” ดังนั้นจากคำจำกัดความนี้สามารถที่จะชี้ให้เห็นถึงหน้าที่หลักของนักเทววิทยาอิสลามได้ดังนี้คือ

หนึ่ง: พิสูจน์ความเชื่อศรัทธาทางศาสนาพร้อมกับทำให้ผู้อื่นยอมรับ

สอง: ปกป้องศาสนาด้วยการตอบโต้ต่อข้อสงสัยต่างๆ ที่มีต่อศาสนา นักเทววิทยาบางคนได้เพิ่มเติมในเรื่องของข้อพิสูจน์เข้าไปอีกว่าข้อพิสูจน์ที่ถูกนำมาใช้นั้นต้องเป็นข้อพิสูจน์ที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ด้วย

ส่วนเนื้อหาของเทววิทยาอิสลามมีการกล่าวถึงไว้ด้วยกันดังนี้

–สิ่งที่ดำรงอยู่ตามสภาวะที่แท้จริงของมัน

–ซาต12 (อาตมันหรือแก่นแท้ที่เป็นสัจธรรมสูงสุด) และคุณลักษณะต่างๆ ของพระเจ้า

–รากฐานทางความเชื่อศาสนา

–สภาวะโดยรวมของศาสนา

แม้ว่าเนื้อหาของเทววิทยาอิสลามในทัศนะของบรรดานักเทววิทยาตั้งแต่ยุคแรกจนถึงปัจจุบันจะมีความแตกต่างกันบ้างก็ตาม ทั้งนี้สามารถสรุปใจความของมันได้อย่างสั้นๆ ก็คือเป็นศาสตร์ที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับซาต (คือแก่นแท้ที่เป็นสัจธรรมสูงสุด–เป็นคำที่สื่อถึงความเป็นแก่นแท้ของพระเจ้า) และคุณลักษณะต่างๆ ของพระเจ้าอย่างบูรณาการ นอกจากนั้นยังศึกษาเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อศรัทธาที่มีรากฐานมาจากการมีอยู่ของพระเจ้า เอกานุภาพของพระองค์ คุณลักษณะของพระองค์ สภาวะของผู้เป็นศาสนทูตและเกี่ยวกับเรื่องโลกหน้า

นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการส่วนหนึ่งมีความเห็นว่าเทววิทยาอิสลามมีประเด็นปัญหาที่เป็นสหวิทยาการหมายถึงนำความรู้ที่อยู่ในหลายสาขาวิชามาใช้ภายใต้ศาสตร์ของตน ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีเนื้อหาที่ต้องระบุไว้ชัดเจน เพียงแค่มีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

หากจะอธิบายให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่าบรรดานักวิชาการได้แบ่งคำสอนของศาสนาอิสลามออกเป็นสามภาคด้วยกันคือ

1-ภาคศรัทธา

2-ภาคปฏิบัติ

3-ภาคจริยธรรม

ภาคศรัทธา: คือส่วนที่เกี่ยวกับความคิด,ความเชื่อศรัทธา ศาสตร์ที่มีหน้าที่ในการพิสูจน์ อธิบายและให้ความกระจ่างอีกทั้งคอยปกป้องเมื่อถูกโจมตีทางความคิดก็คือ “อิลมุลกะลามหรือเทววิทยาอิสลาม”

ภาคปฏิบัติ: หมายถึงส่วนที่เป็นบทบัญญัติทางศาสนาที่อยู่บนพื้นฐานของคำสั่งใช้หรือคำสั่งห้าม กล่าวคือหน้าที่ในการปฏิบัติศาสนกิจของผู้ที่เป็นมุสลิมไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เป็นปัจเจกหรือส่วนที่เกี่ยวข้องกับสังคม  ศาสตร์ที่มีหน้าที่วินิจฉัยและให้คำตอบในส่วนนี้ก็คือ “ฟิกฮ์13 หรือนิติศาสตร์อิสลาม”

ภาคจริยธรรม: คือส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับจิตใจ  เป็นเรื่องของจิตวิญญาณที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกับรักษาความบริสุทธิ์ของจิตวิญญานนั้นไว้ เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิธีขัดเกลาทาง           จิตวิญญาณ โดยศาสตร์ที่มีหน้าที่ชี้นำพร้อมทั้งอธิบายขั้นตอนในการขัดเกลาจิตวิญญาณก็คือ  “อัคลาค14 หรือจริยศาสตร์อิสลาม”

ฉะนั้นเมื่อพิจารณาดูถึงคำสอนทางศาสนาที่แบ่งออกเป็น 3 ภาค วิชาเทววิทยาอิสลามจึงมีความเกี่ยวข้องกับภาคศรัทธาเท่านั้น

เหตุปัจจัยในการกำเนิดขึ้นและการเติบโตของศาสตร์เทววิทยาอิสลาม

ในการเกิดขึ้นและเติบโตของศาสตร์ด้านเทววิทยาอิสลามมีเหตุปัจจัยอยู่หลายประการด้วยกัน

1-จากคำสอนที่มีอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอานและวจนะต่างๆ ของท่านศาสนทูต: เมื่อได้ศึกษาโดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับพระเจ้าและคุณลักษณะต่างๆ ของพระองค์ก็ย่อมมีคำถามเกิดขึ้นตามมา จนเกิดเป็นประเด็นทางเทววิทยา

2-จากความขัดแย้งในด้านการเมืองที่เกิดขึ้นภายในโลกอิสลาม: เริ่มต้นด้วยประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในความเป็นตัวแทนของท่านศาสดา เรื่องผู้นำภายหลังจากท่านศาสดาถือเป็นประเด็นความขัดแย้งที่ใหญ่ที่สุดของเทววิทยาอิสลาม นอกจากนั้นยังมีประเด็นขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องความศรัทธาและผลของการกระทำบาปใหญ่จนเกิดกลายเป็นแนวคิดแบบคอวาริจญ์ (เป็นหนึ่งในสำนักคิดที่เกิดขึ้นในยุคต้นของอิสลามโดยเชื่อว่าการกระทำบาปใหญ่เป็นเหตุให้ออกจากศาสนา)

3-จากการผสมผสานระหว่างชาวมุสลิมกับผู้มิใช่มุสลิมภายหลังจากการพิชิตดินแดน: การที่สังคมของชาวมุสลิมได้ขยายตัวขึ้น มีการไปมาหาสู่ระหว่างชาวมุสลิมกับคนต่างศาสนิก ย่อมมีการตั้งคำถามเพื่อความเข้าใจศาสนาอิสลามจากคนต่างศาสนิก ซึ่งรวมไปถึงคำถามที่ต้องการเหตุผลในความเชื่อต่างๆ ที่ชาวมุสลิมเชื่อศรัทธาอยู่

4-จากการสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับผู้ที่นับถือในศาสนาอื่น: คล้ายกับประเด็นก่อนหน้า ที่ต่างกันก็คือคนส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้เข้ารับนับถืออิสลามพยายามหาเหตุผลที่ดีกว่าในการจะเปลี่ยนศาสนา หลายประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นมีที่มาจากการเปรียบเทียบระหว่าง ความเชื่อที่มีอยู่ในศาสนาเดิมกับศาสนาอิสลาม

5-จากยุคของการแปลตำราจากภาษาอื่นเป็นภาษาอาหรับ: ในยุคสมัยนั้นศาสตร์ด้านเทววิทยาได้ถือกำเนิดขึ้นก่อนแล้ว แต่การแปลตำราต่างๆ เข้ามาสู่ภาษาอาหรับมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ทำให้ศาสตร์ด้านนี้เติบโตยิ่งขึ้น

ความเหมือนและความต่างระหว่างปรัชญาอิสลามกับเทววิทยาอิสลาม

โดยทั่วไปในการเปรียบเทียบเพื่อแยกแยะระหว่างศาสตร์สองศาสตร์ในความเหมือนและความต่างใช้เกณฑ์ดังต่อไปนี้คือ

หนึ่ง : พิจารณาดูจากเนื้อหาของศาสตร์ 

เนื้อหาของอภิปรัชญาอิสลามตามที่ทราบกันดีก็คือ “สิ่งที่มีอยู่ตามสภาวะที่มันมีอยู่จริง”

สาระสำคัญของเนื้อหาทางอภิปรัชญาก็คือ ภวันต์ (Being)  ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ครอบคลุมเหนือทุกสรรพสิ่ง

ส่วนเนื้อหาของเทววิทยาอิสลามมีการกล่าวถึงไว้ด้วยกันดังนี้

–สิ่งที่มีอยู่ตามสภาวะที่แท้จริงของมัน

–ซาตและคุณลักษณะต่างๆของพระเจ้า

–รากฐานทางความเชื่อของศาสนา

–สภาวะโดยรวมของศาสนา

ฉะนั้นถ้าหากเนื้อหาของเทววิทยาอิสลามคือสิ่งที่มีอยู่ตามสภาวะที่แท้จริงของมัน ก็ย่อมไม่แตกต่างกันกับเนื้อหาของปรัชญาอิสลาม ดังนั้นเพื่อแยกแยะให้เห็นถึงความแตกต่างของเนื้อหา นักเทววิทยาอิสลามกลุ่มหนึ่งจึงได้เพิ่มเติมคำว่า “อยู่บนหนทางของกฎเกณฑ์อิสลาม” เข้าไป แต่ถ้าเนื้อหาของเทววิทยาอิสลามคือความเชื่อศรัทธาที่มีอยู่ในศาสนาอิสลามก็ต้องถือว่ามีความแตกต่างกันชัดเจนขึ้น

โดยทั่วไปความแตกต่างระหว่างศาสตร์หนึ่งที่มีต่ออีกศาสตร์หนึ่งอยู่ที่เนื้อหาของศาสตร์นั้นๆ เช่นเนื้อหาของคณิตศาสตร์คือตัวเลขและจำนวน ส่วนเนื้อหาของวิชาแพทย์ศาสตร์คือร่างกายของมนุษย์ จากความแตกต่างกันในเนื้อหาทำให้เห็นถึงความแตกต่างกันระหว่างศาสตร์ทั้งสองอย่างชัดเจน แต่ถ้าเป็นคณิตศาสตร์กับเศรษฐศาสตร์ที่มีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างใกล้ชิดย่อมจะยากขึ้นสำหรับการแยกแยะ ในกรณีของอภิปรัชญากับเทววิทยาก็เช่นกันไม่สามารถแยกแยะได้อย่างง่ายเนื่องจากว่าเนื้อหาของทั้งสองศาสตร์นี้มีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก

สอง : เป้าประสงค์

บางครั้งการแยกแยะในความแตกต่างระหว่างศาสตร์ที่มีต่อกันนั้น ต้องดูที่วัตถุประสงค์และเป้าหมายของศาสตร์ ซึ่งเป้าหมายของเทววิทยาอิสลาม คือการพิสูจน์ความเชื่อทางศาสนาพร้อมทั้งอธิบายรายละเอียดในสิ่งที่เชื่อศรัทธาอีกทั้งปกป้องจากความคิดที่บิดเบือนและหลงผิด ส่วนเป้าหมายของอภิปรัชญาก็คือการแสวงหาความจริงพร้อมทั้งสามารถแยกแยะได้ว่าอะไรมีอยู่จริงและอะไรไม่มีอยู่จริง ส่วนในยุคหลังนี้เป้าประสงค์ของปรัชญาได้ถูกอธิบายพร้อมกับนิยามของปรัชญาก็คือการสร้างความสมบูณ์ของภาวะจิตมนุษย์ไปสู่ความสมบูรณ์แบบด้วยการรับรู้ถึงความจริงของสรรพสิ่งทั้งหลายตามสภาวะความเป็นจริงของมัน พร้อมกับใช้ศักยภาพของความเป็นมนุษย์ที่มีชี้ขาดถึงการมีอยู่ของมันด้วยการใช้ข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนมิใช่ด้วยการคาดเดาหรือเชื่อฟังความคิดของผู้อื่น15

ในที่นี้สามารถสรุปออกมาเป็นข้อๆ ได้ว่า เทววิทยามีเป้าหมายอยู่ 3 อย่างด้วยกันคือ

1) พิสูจน์ความเชื่อทางศาสนา

2) อธิบายรายละเอียดในสิ่งที่เชื่อศรัทธา

3) ปกป้องจากความคิดที่บิดเบือนและหลงผิด

ส่วนปรัชญามีเป้าหมายอยู่ 3 อย่างด้วยกันคือ

1) การแสวงหาความจริง

2) การสามารถแยกแยะว่าอะไรมีอยู่จริงและอะไรไม่มีอยู่จริง

3) สร้างความสมบูรณ์แบบแก่ภาวะของจิต

สาม : วิธีวิทยา (Methodology)

ในศาสตร์ด้านเทววิทยาอิสลาม ใช้เหตุผลและปัญญาควบคู่ไปกับตัวบท (หมายถึงคัมภีร์อัลกุรอานและคำสอนของศาสนา) ในการพิสูจน์และอธิบายความเชื่อศรัทธา ส่วนอภิปรัชญาจะใช้เพียงเหตุผลและปัญญาเท่านั้น ในการพิสูจน์หาความจริง

ความแตกต่างอีกประการหนึ่งในวิธีวิทยาระหว่างปรัชญาอิสลามกับเทววิทยาอิสลามก็คือการนำเอาตรรกวิทยา (Logic) มาใช้เป็นเครื่องมือในศาสตร์ทั้งสอง แม้ทั้งสองศาสตร์นี้จะใช้ตรรกวิทยาเหมือนกัน แต่ทว่ารูปแบบในการใช้นั้นแตกต่างกัน ปรัชญาอิสลามแม้จะใช้ตรรกวิทยาเป็นเครื่องมือในการใช้ แต่ทว่าได้ใช้ในวงที่แคบกว่าเทววิทยาอิสลาม เนื่องจากว่าปรัชญามีเป้าหมาย เพื่อแสวงหาความจริง ฉะนั้นวัตถุดิบของการหาเหตุผลในข้อพิสูจน์จะต้องมาจากประพจน์ที่เป็นสัจพจน์เท่านั้น (หมายถึงข้อความที่ยอมรับกันว่าเป็นจริงโดยไม่ต้องพิสูจน์) หรือไม่ก็ต้องเป็นประพจน์ที่ต้องย้อนกลับไปหาสัจพจน์ ส่วนเทววิทยาอิสลามมีเป้าหมายเพื่อการพิสูจน์ความเชื่อศรัทธาพร้อมกับอธิบายอีกทั้งยังมีหน้าที่ปกป้องความเชื่อศรัทธาจากความคิดที่บิดเบือนและ  หลงผิดจึงใช้ตรรกวิทยาในขอบเขตที่กว้างกว่า หมายความว่านอกเหนือจากที่ใช้ข้อพิสูจน์ที่มาจากสัจพจน์แล้ว ยังใช้ข้อพิสูจน์จากประพจน์ที่มาจากการยอมรับและความเชื่อถือของผู้คน อีกทั้งยังใช้การคิดหาเหตุผลเชิงโต้ซึ่งเป็นวิธีการถกเถียงของตรรกวิทยาวิภาษวิธี (Dialettical Logic หมายถึงการคิดหาเหตุผลเชิงโต้เพื่อที่จะได้มาซึ่งบทสรุปที่ถูกต้อง) อีกด้วย ดังนั้น             นักเทววิทยาอิสลามจึงมีเครื่องมือในการใช้ที่มากกว่านักปรัชญาอิสลาม

ส่วนความแตกต่างอีกประการหนึ่งระหว่างปรัชญาอิสลามกับเทววิทยาอิสลามก็คือในเทววิทยาอิสลามมีการตั้งธงไว้ล่วงหน้าแล้ว หมายความว่ามีผลลัพธ์ที่ตั้งรอไว้แล้วหลังจากนั้นถึงค่อยหาเหตุผลมาทำการพิสูจน์ ส่วนในอภิปรัชญาพิสูจน์หาความจริงโดยมิได้มีการตั้งธงไว้ล่วงหน้า

ฉะนั้นถ้าหากไม่สามารถแยกแยะระหว่างศาสตร์ด้านปรัชญาอิสลามกับเทววิทยาอิสลามได้ก็จะทำให้ไม่เข้าใจมุมมองที่แตกต่างกันระหว่างนักปรัชญากับนักเทววิทยาอีกทั้งยังสับสนในตัวบุคคลที่เป็นนักปรัชญาหรือว่าเป็นนักเทววิทยา ดังที่ได้เห็นความสับสนนี้เกิดขึ้นในตำราวิชาการต่างๆ เมื่อกล่าวถึงนักปรัชญาอิสลาม

เทววิทยาใหม่ (Modern Theology – อิลมุลกะลามิลญะดีด16)

ในยุคปัจจุบันนักวิชาการส่วนหนึ่งได้แยกประเด็นปัญหาของศาสตร์ด้านเทววิทยาออกเป็นสองส่วนด้วยกัน

หนึ่ง:กะลามมุลก่อดีม หมายถึงประเด็นปัญหาที่เคยมีอยู่ในเทววิทยาอิสลาม กล่าวคือประเด็นปัญหาที่เคยอธิบายและถกเถียงในเทววิทยาที่ผ่านมาเช่น พิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า พิสูจน์การมีอยู่ของคุณลักษณะต่างๆ ของพระองค์ พิสูจน์สถานะของผู้เป็นศาสนทูตแห่งพระเจ้า เรื่องเกี่ยวกับโลกหน้า ฯลฯ

สอง:กะลามมุลญะดีด หมายถึงประเด็นปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคหลังโดยได้รับอิทธิพลจากคำถามที่มีอยู่ในปรัชญาศาสนา (Religious philosophy) ศัพท์เฉพาะที่เรียกว่า “อิลมุลกะลามิลญะดีด” หรือ “เทววิทยาใหม่” เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานนี้เอง ในความเป็นจริงแล้วประเด็นหัวข้อนี้ได้ถูกกล่าวถึงตั้งแต่ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่19 เป็นประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตก เป็นคำถามที่ถูกตั้งขึ้นต่อศาสนาคริสต์ ภายหลังจากนั้นประเด็นคำถามเหล่านี้ได้เข้าสู่โลกอิสลามโดยได้ถูกนำเข้าสู่ดินแดนอียิปต์เป็นที่แรก หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ทยอยเข้าสู่ศูนย์กลางวิชาการในแหล่งอื่นๆ ของโลกอิสลาม

เมื่อประเด็นปัญหาทางเทววิทยาใหม่ได้เข้าสู่สังคมมุสลิม ถือเป็นการจุดประเด็นทางความคิดซึ่งได้สร้างความคลุมเครืออีกทั้งความสับสนให้กับผู้ที่ศึกษามันในเบื้องต้น ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของนักเทววิทยาอิสลามที่จะต้องอธิบาย สร้างความเข้าใจและปกป้องความเชื่อศรัทธาของผู้คนในสังคม หากมองถึงพัฒนาการในประเด็นของการตั้งคำถามทางเทววิทยาแล้ว ประเด็นปัญหาของเทววิทยาใหม่ถือเป็นพัฒนาการในการตั้งคำถามต่อศาสนา กล่าวคือตราบใดที่ศาสนายังดำรงอยู่ การตั้งคำถามหรือการตั้งข้อสงสัยที่มีต่อศาสนาก็ยังจะมีอยู่เช่นนี้ต่อไป ซึ่งหากพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วนแล้วมันก็คือการต่อยอดประเด็นปัญหาทางเทววิทยาแบบเดิมนั่นเอง และเมื่อพิจารณาดูถึงประเด็นการตั้งข้อสงสัยที่มีต่อศาสนา ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างกะลามมุลก่อดีมกับกะลามมุลญะดีด (เทววิทยาเก่าและเทววิทยาใหม่) ก็คือประเด็นการตั้งข้อสงสัยที่มีในกะลามมุลก่อดีม (เทววิทยาเก่า) มักจะเป็นความสงสัยในเรื่องที่มีอยู่ภายในหลักคำสอนของศาสนา ส่วนในการตั้งข้อสงสัยที่มีในกะลามมุลญะดีด (เทววิทยาใหม่) มักจะเป็น  ความสงสัยที่มีต่อตัวของศาสนาโดยตรง

ตัวอย่างของประเด็นข้อสงสัยทางเทววิทยาใหม่

– ศาสนาคืออะไร ที่มาของศาสนาและขอบเขตของศาสนามีอยู่แค่ไหน

– ศาสนาให้อะไรกับมนุษย์

– ส่วนไหนคือเปลือกและส่วนไหนคือแก่นแท้ของศาสนา

– ภาษาที่ศาสนาใช้สื่อสาร

– ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์

– ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุผลและปัญญากับศาสนา

– ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการใช้ชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน

– จุดยืนในเรื่องพหุนิยมทางศาสนา

ฉะนั้นเมื่อได้เห็นถึงข้อสงสัยที่มีในกะลามมุลญะดีด (เทววิทยาใหม่) ก็คงจะแยกแยะระหว่างกะลามมุลก่อดีมกับกะลามมุลญะดีดได้ไม่ยากนัก ท้ายนี้ขอย้ำว่าเรื่องกะลามมุลญะดีดยังถือว่าเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับผู้ที่ศึกษาด้านเทววิทยาอิสลาม

กระแสการต่อต้านเทววิทยาอิสลาม

การปะทะกันทางความคิดบนหน้าประวัติศาสตร์ทางความคิดของศาสนาอิสลามมีมายาวนาน สำหรับปรัชญาอิสลามเป็นเรื่องปกติที่ถูกโจมตีและต่อต้านมาโดยตลอดแต่ในที่นี้เรากำลังกล่าวถึงเทววิทยาอิสลาม ซึ่งก็ไม่ได้ถูกยกเว้นจากการถูกโจมตีและต่อต้านเช่นกัน โดยส่วนใหญ่กลุ่มที่มีความขัดแย้งและต่อต้านการใช้เหตุผลและปัญญา ก็คือบรรดาอะฮ์ลุลหะดีษ และบรรดาฟะกีฮ์ ถึงแม้ว่าเป้าหมายหลักของนักเทววิทยาอิสลามก็คือพิสูจน์และอธิบาย          ความเชื่อในศาสนาอีกทั้งยังปกป้องศาสนาจากการถูกโจมตีทางความคิดก็ตามแต่ก็ยังไม่รอดพ้นจากการถูกต่อต้านโดยมีการต่อต้านอย่างเปิดเผยจากบรรดาฟะกีฮ์ที่มีชื่อเสียง อาทิ “อิมามชาฟิอี” (Al-Shafi’i ฮ.ศ.150-204/ค.ศ.767-820 ผู้วางรากฐานสำนักปฏิบัติชาฟิอี) และ “อิมามอะห์มัด บินฮัมบัล” (Ahmad ibn Hanbal ฮ.ศ.164-241/ค.ศ.780-855 ผู้วางรากฐานสำนักปฏิบัติฮัมบาลี) ซึ่งทั้งสองอิมามนี้มีอิทธิพลเป็นอย่างสูงในหมู่ประชาชาติอิสลาม

นอกจากนี้ยังมีบรรดาอะฮ์ลุลหะดีษ (Ahl al-Hadith) ตั้งแต่ยุคต้นจนถึงยุคของ “อิบนุ  ตัยมียะฮ์” (ibn Taymiyyah ฮ.ศ.661-728/ค.ศ.1263-1328) ซึ่งได้ต่อต้านมาโดยตลอด ต่อมาก็ยังมีการต่อต้านอย่างเนืองนิจจวบจนปัจจุบัน ซึ่งบุคคลที่เป็นเป้าหมายหลักในการถูกโจมตีก็คือ “อบุลหะซัน อัลอัชอะรีย์” (Al-Ash’ari ฮ.ศ.260-324/ค.ศ.874-936 ผู้ก่อตั้งสำนักคิดอะชาอิเราะฮ์17) และอบูมันซูร อัลมาตุรีดี (Abu Mansur al-Maturidi เสียชีวิตในปีฮ.ศ.333/ค.ศ.944 ผู้ก่อตั้งสำนักคิดมาตุรีดียะฮ์18)

ข้อกล่าวหาส่วนใหญ่ก็คือการสร้างความขัดแย้งในหมู่ประชาชาติมุสลิมด้วยการสร้างความเชื่อที่หลากหลาย ในขณะที่ในคัมภีร์อัลกุรอานได้เรียกร้องไปสู่ความเป็นเอกภาพ และหลักคำสอนของท่านศาสดาก็ห้ามมิให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกออกเป็นกลุ่มก้อน อีกทั้งห้ามมิให้ถกเถียงโต้แย้ง  นอกจากนั้นศาสตร์ด้านเทววิทยาอิสลามถือเป็นสิ่งอุตริกรรมที่เกิดขึ้นในศาสนา (บิดอะฮ์19)ที่นำพาไปสู่ความหลงผิดและยังนำพาออกนอกแนวทางที่เที่ยงตรง ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ถูกโจมตีเป็นอย่างมากก็คือเทววิทยาเป็นศาสตร์ที่มาจากภายนอกศาสนา

คำตอบของบรรดานักเทววิทยาอิสลามในเบื้องต้นก็คือ อะไรคือสิ่งที่ชี้วัดความไม่แตกแยก แล้วอะไรคือบรรทัดฐานของความเป็นเอกภาพในประชาชาติอิสลาม หากพิจารณาดูให้ดีในศาสตร์ด้านนิติศาสตร์อิสลามเองก็มิได้มีมุมมองทัศนะไปในทิศทางเดียวกัน แหล่งความรู้ที่ใช้เป็นพื้นฐานในการวินิจฉัยบทบัญญัติทางศาสนาก็ยังแตกต่างกัน  ฉะนั้นการรักษาเอกภาพในหมู่ประชาชาติย่อมมิใช่การห้ามมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างแน่นอน ส่วนในประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องบิดอะฮ์ที่หมายถึงสิ่งอุตริกรรมที่เกิดขึ้นในศาสนา  ต้องทำความเข้าใจในเรื่องนี้ก่อนว่า สิ่งที่ถูกกล่าวถึงในเทววิทยาอิสลามนั้นเกิดขึ้นภายหลังจากท่านศาสดา แต่เป็นเรื่องที่มีพื้นฐานมาจากคัมภีร์อัลกุรอานและแบบฉบับของท่านศาสดา มิฉะนั้นหลายเรื่องด้วยกันที่บรรดานักนิติศาสตร์อิสลามได้สร้างหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยบทบัญญัติทางศาสนา (อุศูลุลฟิกฮ์20) ท่านศาสดาก็มิได้กล่าวถึงไว้เช่นกัน ฉะนั้นการพูดในประเด็นที่เกิดขึ้นใหม่มิได้หมายความว่าจะเป็นบิดอะฮ์เสมอไป  อีกหนึ่งตัวอย่างที่จะกล่าวเสริมได้ในที่นี้ก็คือ แม้แต่ในยุคของบรรดาตาบิอีน (ยุคสานุศิษย์ของบรรดาเหล่าสาวก) รวมถึงยุคของบรรดาอิมามทางด้านนิติศาสตร์อิสลาม (ฟิกฮ์–โดยเฉพาะในยุคของอิมามอะห์มัด บินฮัมบัล) มีการถกเถียงกันในเรื่อง “ค็อลกุลกุรอาน” หมายถึงอัลกุรอานเป็นสิ่งที่มีความเป็นสิ่งเดิมหรือเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ หากการเสนอแนวความคิดและการอธิบายในเรื่องเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องบิดอะฮ์ แล้วทำไมผู้ที่ต่อต้านเทววิทยาอิสลามถึงกล่าวหานักเทววิทยาว่านำเสนอในเรื่องที่เป็นบิดอะฮ์! ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอีกหลายเรื่องที่เหล่าศอฮาบะฮ์ (สาวกของท่านศาสดา) ได้อธิบายไว้ภายหลังจากท่านศาสดาก็เป็นสิ่งที่ท่านศาสดาไม่เคยกล่าวถึงไว้เช่นกัน ฉะนั้นสามารถนับได้ว่าเป็นบิดอะฮ์ (อุตริกรรม) หรือไม่  ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการทำความเข้าใจกับความหมายของบิดอะฮ์ให้ถูกต้องเสียก่อน ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ถูกกล่าวหาก็คือเทววิทยาเป็นศาสตร์ที่มาจากภายนอกศาสนาอิสลาม หากใครก็ตามที่มีความเป็นธรรมทางวิชาการจะเห็นได้เลยว่าประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ถูกนำมาถกเถียงแล้วนำมาอธิบายนั้นเป็นเรื่องที่อยู่ภายในศาสนาอิสลามทั้งสิ้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพระเจ้า, เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคุณลักษณะ ต่างๆ ของพระองค์, เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถานะของศาสนทูต, เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสภาวะ       การกำหนด (กอฎอกอดัร21) และเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับวันกิยามะฮ์ (เรื่องโลกหน้า) ฉะนั้นการกล่าวหา เช่นนี้จึงเป็นการกล่าวหาที่ปราศจากความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

ใครคือนักปรัชญา และใครคือนักเทววิทยา?

คำถามนี้ถ้าหากมองอย่างผิวเผินก็คงตอบไม่ยากนัก แต่ถ้าหากมองจากการกล่าวถึงสถานะของปวงปราชญ์จากคนในยุคหลังก็จะพบว่ามีความสับสนในการแยกแยะระหว่างนักปรัชญาอิสลามกับนักเทววิทยาอิสลาม เพราะความใกล้เคียงกันที่มีอยู่ในประเด็นปัญหาของศาสตร์ทั้งสองอีกทั้งมีการใช้ปรัชญาในงานเขียนของนักเทววิทยา

แม้ว่าจะมีปราชญ์หลายคนด้วยกันที่เป็นนักคิดที่ยิ่งใหญ่ของโลกอิสลามและมีหลายคนด้วยกันที่มีคุณูปการอย่างมากต่อการพัฒนาทางความคิดด้านปรัชญาอิสลาม แต่จุดยืนกับทัศนคติของเขาที่มีต่อปรัชญาสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดได้ว่าเขานั้นเป็นนักปรัชญาหรือว่าเป็นนักเทววิทยา กล่าวคือเราจะใช้บรรทัดฐานใดในการที่จะชี้วัดว่าบุคคลใดเป็นนักปรัชญาและบุคคลใดเป็นนักเทววิทยาโดยการพิจารณาสิ่งที่ปรากฏอยู่ในงานเขียนของพวกเขาหรือจุดยืนของเขาที่มีต่อปรัชญา? ซึ่งหากใช้บรรทัดฐานแรกก็จะต้องเรียกนักเทววิทยากลุ่มหนึ่งว่าเป็นนักปรัชญาด้วยเช่นกัน เพราะในตำราของพวกเขาระบุถึงประเด็นปัญหาทางปรัชญาและมีข้อพิสูจน์ทางปรัชญา แต่หากใช้บรรทัดฐานที่สองซึ่งก็คือจุดยืนของพวกเขาที่มีต่อศาสตร์ด้านปรัชญา (คือปฏิเสธและต่อต้าน) ก็ต้องตัดนักเทววิทยากลุ่มหนึ่งออกจากความเป็นนักปรัชญา ในความเป็นจริงแล้วหากจะต้องเลือกหนึ่งจากสองบรรทัดฐานนี้ก็ควรเลือกบรรทัดฐานที่สองเพราะถือเป็นการเคารพต่อจุดยืนของปวงปราชญ์เอง เพราะพวกเขาได้แสดงออกอย่างเด่นชัดถึงการต่อต้านปรัชญาอีกทั้งตอกย้ำด้วยการเขียนตำราต่อต้านปรัชญาแล้วทำไมยังต้องเรียกพวกเขาในฐานะนักปรัชญาอีกเล่า!

หากพิจารณางานเขียนทั่วไปของนักวิชาการยุคหลังหลายต่อหลายคนที่เป็นนักเทววิทยาอิสลามได้ถูกระบุว่าเป็นนักปรัชญาอิสลาม ยกตัวอย่างเช่น “อบูฮามิด อัลฆอซาลี”22 (ฮ.ศ.450-505/ค.ศ.1058-1111) ซึ่งเป็นผู้ที่ต่อต้านปรัชญาอิสลามแต่กลับถูกเรียกว่าเป็นนักปรัชญาอิสลาม “ฆอซาลี” กล่าวหาว่าบรรดานักปรัชญาเป็นผู้ที่มีจุดยืนย้อนแย้ง ขาดการปะติดปะต่อทางความคิด และมีความคิดที่หลงทางอีกทั้งเป็นความคิดที่พาออกนอกศาสนา แม้การวิพากษ์วิจารณ์ของเขาที่มีต่อปรัชญาอิสลามได้สร้างคุณูปการต่อการใช้ความคิดที่ลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม แต่ต้องพิจารณาดูด้วยว่าตัวเขาเองอยากถูกนับรวมว่าเป็นนักปรัชญาหรือไม่? หรือเมื่อพิจารณาถึง “ฟัครุดดีน อัรรอซี”23 (ฮ.ศ.543-606/ค.ศ.1149-1209) นักคิดที่ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งของโลกอิสลาม ซึ่งมีความเข้มข้นในการเป็นนักเทววิทยาอิสลามแต่ถูกนักวิชาการยุคหลังบางคนเรียกเขาว่าเป็นนักปรัชญาอิสลาม แม้ว่าในหลายแนวคิดของเขาได้ใช้ประโยชน์และมีพื้นฐานมาจากความคิดทางปรัชญา หรือแม้แต่วิธีการตอบโต้ของเขาที่มีต่อบรรดานักปรัชญาก็ใช้ข้อพิสูจน์ทางเหตุผลและปัญญาในแบบปรัชญาก็ตาม แต่เขาก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่วิพากษ์แนวความคิดทางปรัชญาอย่างจริงจัง พร้อมกับถูกนับรวมว่าเป็นหนึ่งในปราชญ์ที่ต่อต้านปรัชญา ที่ยิ่งไปกว่านั้นนักปราชญ์อย่าง “อิบนุคอลดูน“24 (ฮ.ศ.732-808/ค.ศ.1332-1406) นักประวัติศาสตร์และนักสังคมศาสตร์ที่มี ชื่อเสียงโด่งดัง ก็ถูกนับรวมเข้าเป็นหนึ่งในนักปรัชญาอิสลามด้วย การที่ได้ศึกษาปรัชญาหรือมีความรู้ในด้านปรัชญามิได้หมายความว่าเขาผู้นั้นจะต้องเป็นนักปรัชญาด้วย ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการให้ความหมายของปรัชญา ถ้าหากใช้ในความหมายที่กว้างเหมือนในอดีตก็สามารถครอบคลุมเหนือนักวิชาการในอีกหลายสาขาวิชาการ

ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างนักเทววิทยาอิสลามกับนักปรัชญาอิสลามเป็นสิ่งที่เห็นอยู่อย่างชัดเจนบนหน้าประวัติศาสตร์ทางความคิด ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะลดทอนหรือด้อยค่าสถานภาพทางวิชาการของเหล่าบรรดานักเทววิทยาหรือกล่าวหาว่าพวกเขาไม่ได้ศึกษาปรัชญาหรือไม่มีความรู้ทางปรัชญา แต่ทั้งหมดนี้ต้องการที่จะแยกแยะให้เห็นถึงขอบเขตที่แท้จริงระหว่างนักเทววิทยาอิสลามกับนักปรัชญาอิสลาม

สรุป

การแยกแยะขอบเขตของแต่ละศาสตร์ถือเป็นความจำเป็นในการศึกษา แต่ในบางครั้งก็พบว่าในบางศาสตร์มีเนื้อหาและประเด็นปัญหาที่คล้ายคลึงกับอีกศาสตร์หนึ่งซึ่งความคล้ายคลึงกันนี้กลายเป็นความสัมพันธ์ที่สามารถเกื้อกูลต่อกันได้

การรู้จักและเรียนรู้ในศาสตร์ด้านเทววิทยาอิสลามมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อความเข้าใจในปรัชญาอิสลาม เพราะว่าในประวัติศาสตร์ทางความคิดของโลกอิสลามนั้นทั้งสองศาสตร์นี้มีการกระทบกระทั่งกันมายาวนาน ซึ่งหลายต่อหลายประเด็นทางปรัชญาเกิดขึ้นจากการกระทบกระทั่งดังกล่าวนี้

ถ้าหากได้ศึกษาค้นคว้าตำราเทววิทยาอิสลามจากสำนักคิดต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นสำนักคิดมุอ์ตะซิละฮ์ (Mutazila) สำนักคิดอะชาอิเราะฮ์ (Al-Ash ari) สำนักคิดมาตุรีดียะฮ์ (Maturidi) รวมถึงสำนักคิดของชีอะฮ์ (Shia) จะเห็นได้ว่าก่อนหน้าศตวรรษที่หกของฮิจเราะห์ศักราช วิชาเทววิทยามีความแตกต่างกันกับอภิปรัชญาอย่างสิ้นเชิง แม้จะมีการใช้ข้อพิสูจน์ทางเหตุผลและปัญญาในบางส่วนของความเชื่อ แต่ทั้งนี้ก็มิได้อยู่ในรูปแบบของปรัชญา แต่หลังจากศตวรรษที่หกเป็นต้นมามีการเขียนถึงเทววิทยาในความหมายทั่วไปก่อน (ซึ่งเทววิทยาในความหมายทั่วไปก็คือพื้นฐานเบื้องต้นของอภิปรัชญา) ที่จะเข้าสู่บริบทของเทววิทยาโดยตรงหรือบางครั้งก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีการนำหลักอภิปรัชญามาปรับใช้ในการพิสูจน์หลักความเชื่อ ในขณะที่ในแวดวงของนักวิชาการ ตำราเหล่านี้แม้จะใช้ข้อพิสูจน์ทางอภิปรัชญาก็ตามกลับไม่ถือว่าเป็นตำราด้านปรัชญาอิสลาม แต่ถูกนับว่าเป็นตำราด้านเทววิทยาอิสลาม

ทั้งนี้ไม่อาจที่จะก้าวข้ามความเกื้อกูลระหว่างศาสตร์ที่มีต่อกัน จะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเป็นไปได้ยากยิ่งในการจะเข้าใจปรัชญาอิสลามโดยไม่มีความรู้ใดๆ เกี่ยวกับเทววิทยาอิสลาม เพราะการพัฒนาในด้านความคิดเกี่ยวกับปรัชญาอิสลามนั้นส่วนหนึ่งได้มาจากการวิพากษ์ของบรรดานักเทววิทยา และในทางกลับกันการจะเข้าใจเทววิทยาอิสลามอย่างถ่องแท้โดยปราศจากการเรียนรู้ปรัชญาอิสลามก็เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง เนื่องจากว่ามีนักเทววิทยาอิสลามที่ทรงอิทธิพลทางความคิดบางคนได้นำปรัชญาเข้าไปสู่ตำราของพวกเขา ฉะนั้นทั้งสองศาสตร์นี้แม้จะกระทบกระทั่งกันแต่ก็มีความเกี่ยวพันกันอีกทั้งยังเกื้อกูลต่อกันมายาวนาน


เชิงอรรถ

1- ภาษาอาหรับ علم الکلام
2- ภาษาอาหรับ متکلم
3-ภาษาอาหรับ منطق
4-ภาษาอาหรับ کلام الله
5-ภาษาอาหรับ قدیم
6-ภาษาอาหรับ مخلوق
7-ภาษาอาหรับ اهل الحدیث : เป็นกลุ่มบุคคลที่ยึดมั่นในตัวบททางศาสนาเท่านั้น
8-ภาษาอาหรับ معتزله : เป็นสำนักคิดหนึ่งที่นิยมการใช้สติปัญญาในความเข้าใจหลักคำสอนทางศาสนา
9-ภาษาอาหรับ عقاید
10-ภาษาอาหรับ اصول الدین
11-ภาษาอาหรับ فقه الاکبر
12- ซาตหมายถึงความเป็นแก่นแท้ ภาษาอาหรับ
ذات 13-ภาษาอาหรับ
فقه 14-ภาษาอาหรับ اخلاق
15-เป็นทัศนะของมุลลาศ็อดรอในหนังสืออัซฟารุลอัรบะอะฮ์ เล่ม1หน้า20
16-ภาษาอาหรับ علم الکلام الجدید
17-ภาษาอาหรับ الأشاعرة
18-ภาษาอาหรับ الماتريدية
19-ภาษาอาหรับ البدعة
20-ภาษาอาหรับ اصول الفقه
21-ภาษาอาหรับ قضا وقدر
22-ภาษาอาหรับ ابو حامد الغزالی
23-ภาษาอาหรับ فخرالدین الرازی
24-ภาษาอาหรับ ابن خلدون

Series Navigation<< ปรัชญาอิสลาม หมายถึงอะไร?