سُبْحَانَ الَّذِي أَسْرَىٰ بِعَبْدِهِ لَيْلًا مِّنَ الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ إِلَى الْمَسْجِدِ الْأَقْصَى الَّذِي بَارَكْنَا حَوْلَهُ لِنُرِيَهُ مِنْ آيَاتِنَا ۚ إِنَّهُ هُوَ السَّمِيعُ الْبَصِيرُ – الإسراء : ١
มหาบริสุทธิ์ยิ่งเป็นของพระองค์ผู้ซึ่งทรงพาบ่าวของพระองค์ท่องไปในยามค่ำคืนจากมัสญิดอัลฮะรอมไปยังมัสยิดอัลอักศอ ซึ่งเราได้ให้ความจำเริญอยู่รอบอาณาบริเวณนั้น เพื่อที่เราจะให้เขาได้เห็นสัญญาณทั้งหลายของเรา แท้จริง พระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงประจักษ์แจ้ง. (อัลอิสรออ์ / 1)
وَلَقَدْ رَآهُ نَزْلَةً أُخْرَىٰ . عِندَ سِدْرَةِ الْمُنتَهَىٰ. عِندَهَا جَنَّةُ الْمَأْوَىٰ . إِذْ يَغْشَى السِّدْرَةَ مَا يَغْشَىٰ. مَا زَاغَ الْبَصَرُ وَمَا طَغَىٰ . لَقَدْ رَأَىٰ مِنْ آيَاتِ رَبِّهِ الْكُبْرَىٰ – النجم : 13-١٨
แน่นอนยิ่งเขา-มุฮัมมัด-ได้เห็นเขา-ญับรออีล– ลงมาอีกครั้งหนึ่ง. ตรง “ซิดเราะตุ้ลมุนตะฮาอ์”[1]. ณ ที่นั้นคือสวรรค์แห่งการพักพิง. เมื่อสิ่งปกคลุม[2]ได้เข้ามาปกคลุม “ซิดเราะตุ้ลมุนตะฮาอ์”. สายตา (ของมุฮัมมัด) ไม่ได้เฉไฉ และไม่ได้ละเมิด-สิ่งที่เห็นเป็นความจริงแท้-. แน่นอนยิ่งเขาได้เห็นสัญญาณบางอย่างอันยิ่งใหญ่แห่งพระผู้อภิบาลของเขา. (อันนัจญ์มุ / 13-18)
‘อัลอิสรออ์’ : สัจธรรมปาฏิหาริย์ท่องไปบนพื้นแผ่นดิน
อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสเรื่อง “อัลอิสรออ์” (การจรลีภาคพื้นดิน) ไว้ในซูเราะฮ์อัลอิสรออ์ อายะฮ์ที่ 1 ความว่า :
سُبْحَانَ الَّذِي أَسْرَىٰ بِعَبْدِهِ لَيْلًا مِّنَ الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ إِلَى الْمَسْجِدِ الْأَقْصَى الَّذِي بَارَكْنَا حَوْلَهُ لِنُرِيَهُ مِنْ آيَاتِنَا ۚ إِنَّهُ هُوَ السَّمِيعُ الْبَصِيرُ – الإسراء : ١
มหาบริสุทธิ์ยิ่งเป็นของพระองค์ผู้ซึ่งทรงพาบ่าวของพระองค์ท่องไปในยามค่ำคืนจากมัสญิดอัลฮะรอมไปยังมัสยิดอัลอักศอ ซึ่งเราได้ให้ความจำเริญอยู่รอบอาณาบริเวณนั้น เพื่อที่เราจะให้เขาได้เห็นสัญญาณทั้งหลายของเรา แท้จริง พระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงประจักษ์แจ้ง. (อัลอิสรออ์ / 1)
‘อัลอิสรออ์’ หมายถึง การจรลีของท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮีวะซั้ลลัม) จาก ‘‘มัสญิดอัลฮะรอม’’ ไปยัง ‘มัสญิดอัลอักศอ’ (บัยตุ้ล มุก็อดดิส) ในช่วงเวลาหนึ่งคืน ซึ่งเป็นการเริ่มต้นการจรลีสู่ฟากฟ้าทั้งหลาย
เมื่อพิจารณาสภาพปรกติทั่วไป การเดินทางจาก ‘มัสญิดอัลฮะรอม’ ไปยัง ‘มัสญิดอัลอักศอ’นั้น ไม่มีทางเป็นไปได้ว่าจะสิ้นสุดเพียงหนึ่งคืน ฉะนั้น ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่อง ‘มัวะอ์ญิซะฮ์’ (สัจธรรมปาฏิหาริย์) อย่างไม่ต้องสงสัย หรือก็คือ ‘อัลฆ็อยบ์’ (เรื่องอันพ้นญาณวิสัย) ซึ่งมนุษย์ผู้มีความศรัทธาในอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ย่อมต้องน้อมรับโดยดุษณีว่าเป็น “สัจธรรม” ประการหนึ่ง
จากโองการดังกล่าว เราอาจสรุปเป็นบทเรียนทางด้านความเชื่อและความศรัทธาในเรื่อง ‘อัลอิสรออ์และอัลเมียะอ์รอจญ์’ ได้ว่า :
(1) คำว่า ‘อัสรอ’ ให้ความหมายว่า “ทรงพา…ท่องไป” นั้น ตามความหมายศัพท์ภาษาอาหรับบ่งบอกว่าเป็น “การเดินทางในยามค่ำคืน”
(2) คำว่า ‘ลัยลัน’ ให้ความหมายว่า “ค่ำคืน” นั้นเป็นการเน้นย้ำว่า “อัลลอฮ์ทรงพาไปในช่วงหนึ่งคืน” ทั้ง ๆ ที่ระยะทางระหว่างมัสญิดทั้งสองแห่งนั้นต้องใช้เวลาเดินทางปรกติไม่ต่ำกว่า 1 อาทิตย์, แต่นี่คือ “สัจธรรมปาฏิหาริย์” มันจึงอุบัติขึ้นเพียงช่วงคืนเดียวเท่านั้น
(3) คำว่า ‘อับด์’ ให้ความหมายว่า “บ่าวคนหนึ่ง” ซึ่งในที่นี้หมายถึง ท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม), อัลลอฮ์ทรงใช้คำนี้เพื่อแสดงถึง “สถานะความเป็นบ่าวที่มีเกียรติยศสูงสุดของท่านศาสดา มุฮัมมัด”, อีกทั้งยังให้ความหมายในเชิงตัฟซี้ร (การอรรถาธิบายอัลกุรอาน) ได้ว่า การเดินทางจรลีในครั้งนี้เป็นการเดินทางทั้งร่างและจิตวิญญาณ มิใช่เพียง จิตวิญญาณเท่านั้น เพราะโดยหลักการทั่วไปแล้ว หากเราพูดว่า เราได้พาคนหนึ่งไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง นั่นก็หมายความว่า เราพาบุคคลนี้ไปทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ มิใช่พาไปแต่จิตวิญญาณ ซึ่งเป็นไปไม่ได้, อีกทั้งการจาริกทาง จิตวิญญาณ ก็เกิดขึ้นในช่วงของการฝันหรืออื่นใดที่คล้ายคลึงกันนี้เท่านั้น, และยังมีประจักษ์พยานอื่นที่ยืนยันว่า ท่านศาสดา(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) เดินทางจรลีไปทั้งเรือนร่าง
(4) การเริ่มต้นจรลีใครั้งนี้คือ ‘มัสญิดอัลฮะรอม’ ในมักกะฮ์ อาจเป็นที่ ‘อัลกะอ์บะฮ์’ หรืออาณาบริเวณโดยรอบ ซึ่งก็เรียกว่า “อาณาบริเวณมัสญิดอัลฮะรอม” ด้วย และสิ้นสุดที่ ‘มัสญิดอัลอักศอ’
(5) จุดมุ่งหมายของการเดินทางจรลีในครั้งนี้ก็คือ การได้ประจักษ์แจ้งถึงสัญญาณต่าง ๆ อันยิ่งใหญ่แห่งองค์พระผู้อภิบาล อันเป็นการเสริมให้จิตวิญญาณอันสูงส่งของท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ที่ได้รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่และเกรียงไกรนั้นสูงส่งยิ่งขึ้นไปจนหาที่สุดมิได้ มิได้หมายถึง “ท่านศาสดาได้เข้าเฝ้าอัลลอฮ์” เพราะอัลลอฮ์มิทรงต้องอาศัยเรือนร่างและที่อยู่ อย่างไรก็ตาม การประจักษ์แจ้งด้วยสายตานั้นย่อมเสริมสร้างความศรัทธาได้ยิ่งกว่าการได้ยินหรือคำบอกเล่า”
(6) ประโยคที่ว่า เราได้ให้ความจำเริญอยู่รอบอาณาบริเวณนั้น นั้นก็หมายความว่า อาณาบริเวณโดยรอบของ ‘มัสญิดอัลอักศอ’ นั้นมีความศักดิ์สิทธิ์และเต็มไปด้วยความจำเริญ เราจึงเรียกอาณาบริเวณนั้นว่า ‘อัลกุดส์’ อันหมายถึง “ความศักดิ์สิทธ์”, ความจำเริญในที่นี้ อาจเป็นความจำเริญทางกายภาพ กล่าวคือ อาณาบริเวณแถบนี้มีความอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยน้ำและพืชพันธุ์ต่าง ๆ หรืออาจเป็นความจำเริญทางจิตวิญญาณ กล่าวคือ อาณาบริเวณแถบนี้เป็นถิ่นกำเนิดของศาสดาผู้ยิ่งใหญ่หลายท่านด้วยกัน และเป็นจุดเริ่มต้นของความเชื่อใน “เอกภาพแห่งอัลลอฮ์”
(7) ประโยคที่ว่า แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงประจักษ์แจ้ง นั้นก็หมายความว่า อุบัติการณ์ครั้งนี้อยู่ภายใต้การได้ยินและการประจักษ์ของ อัลลอฮ์ ซึ่งก็คือ อยู่ภายใต้การรับรู้ของพระองค์อย่างไม่ต้องสงสัย อันเป็นสัจธรรมที่ไม่อาจปฏิเสธได้นั่นเอง
‘อัลเมียะอ์รอจญ์’ : สัจธรรมปาฏิหาริย์จรลีสู่ฟากฟ้า
ดังที่เราได้สรุปกันมาก่อนหน้านี้ว่า การเดินทางจรลีของท่านศาสดาทั้งภาคพื้นดินและผ่านฟากฟ้านี้เป็นไปในสภาพทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ถึงแม้นว่าอาจมีนักปราชญ์อิสลามบางท่านพยายามอธิบายว่าเป็น “การเดินทางจาริกทางจิตวิญญาณ” ก็ตาม
ประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้ก็คือ อัลกุรอาน อัลฮะดีษ และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์กล่าวถึงเรื่อง ‘อัลเมียะอ์รอจญ์’ นี้อย่างไรบ้าง ทัศนะและความเชื่อของนักปราชญ์อิสลามทั้งสองสำนักธรรมคืออะฮ์ลุสซุนนะฮ์และชีอะฮ์ในประเด็นนี้มีว่าอย่างไร จุดมุ่งหมายของ ‘อัลเมียะอ์รอจญ์’ คืออะไร และความเป็นไปได้ของ ‘อัลเมียะอ์รอจญ์’ ในมุมมองทางวิทยาศาสตร์
อัลเมียะอ์รอจญ์ในทัศนะของอัลกุรอานและอัลฮะดีษ
อัลกุรอานได้กล่าวถึงเรื่อง ‘อัลเมียะอ์รอจญ์’ ไว้ในซูเราะฮ์อันนัจญ์มุ อายะฮ์ที่ 13-18 ความว่า :
وَلَقَدْ رَآهُ نَزْلَةً أُخْرَىٰ . عِندَ سِدْرَةِ الْمُنتَهَىٰ. عِندَهَا جَنَّةُ الْمَأْوَىٰ . إِذْ يَغْشَى السِّدْرَةَ مَا يَغْشَىٰ. مَا زَاغَ الْبَصَرُ وَمَا طَغَىٰ . لَقَدْ رَأَىٰ مِنْ آيَاتِ رَبِّهِ الْكُبْرَىٰ – النجم : 13-١٨
แน่นอนยิ่งเขา-มุฮัมมัด-ได้เห็นเขา-ญับรออีล– ลงมาอีกครั้งหนึ่ง. ตรง “ซิดเราะตุ้ลมุนตะฮาอ์”[3]. ณ ที่นั้นคือสวรรค์แห่งการพักพิง. เมื่อสิ่งปกคลุม[4]ได้เข้ามาปกคลุม “ซิดเราะตุ้ลมุนตะฮาอ์”. สายตา (ของมุฮัมมัด) ไม่ได้เฉไฉ และไม่ได้ละเมิด-สิ่งที่เห็นเป็นความจริงแท้-. แน่นอนยิ่งเขาได้เห็นสัญญาณบางอย่างอันยิ่งใหญ่แห่งพระผู้อภิบาลของเขา. (อันนัจญ์มุ / 18)
สารธรรมจากโองการดังกล่าว
- ท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ได้พบกับท่านญิบรี้ลในรูปลักษณ์เดิมเป็นครั้งที่ 2 ในการจรลีผ่านฟากฟ้าครั้งนี้ ซึ่งท่านเคยพบกับเขาในครั้งแรกเมื่อคราวนำ ‘อัลวะห์ยู’ ลงมาในถ้ำฮิรออ์
- การพบกันในครั้งนี้อยู่ที่ “สวรรค์นิรันดร”
- การประจักษ์แจ้งของท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ในครั้งนี้ เป็นความจริงแท้และไม่มีความผิดพลาดใด
- ท่านศาสดาได้ประจักษ์แจ้งด้วยสายตาถึงความยิ่งใหญ่และความเกรียงไกรแห่งองค์พระผู้อภิบาล
- จากอายะฮ์ที่ว่า สายตา (ของมุฮัมมัด) ไม่ได้เฉไฉ และไม่ได้ละเมิด-สิ่งที่เห็นเป็นความจริงแท้– นั้นหมายความว่า อุบัติการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ท่านศาสดารู้สึกตัว มิได้หลับใหลหรือฝันไป
มี ‘อัลฮะดีษ’ และ ‘ริวายะฮ์’ มากมายที่กล่าวเรื่อง ‘อัลเมียะอ์รอจญ์’ ไว้ในหนังสือและตำราอันเป็นหลักฐานทางศาสนาอิสลาม ซึ่งนักปราชญ์อิสลามต่างกล่าวยืนยันในเรื่อง “ความสอดคล้องของตัวบท” (ตะวาตุ้ร) และ “หลักฐานอันเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป” (มัชฮู้ร) อาทิ :
เชคฏูซีกล่าวใน “ตัฟซี้รอัตติบยาน” ว่า : นักปราชญ์อิสลามของสำนักธรรมชีอะฮ์มีความเชื่อว่า อัลลอฮ์ทรงพาท่านศาสดาแห่งอิสลามผ่านฟากฟ้าในค่ำคืนที่ทรงพาท่านเดินทางจรลีภาคพื้นดิน เพื่อให้ท่านได้ประจักษ์ถึงความยิ่งใหญ่แห่งพระองค์ที่ปรากฏอยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลาย ท่านอยู่ในสภาพ มิได้หลับใหล
ท่านเฏาะบั้รซีกล่าวใน “ตัฟซี้รมัจญ์มะอุ้ลบะยาน” ว่า : เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปในการรายงานเรื่องราวทางศาสนาของเราว่า อัลลอฮ์ทรงพาท่านศาสดาท่องไปในชั้นฟ้าทั้งหลายด้วยร่างกายในสภาพตื่น และนักอรรถาธิบาย อัลกุรอานส่วนใหญ่ก็มีความเชื่อนี้
ท่านอัลลามะฮ์มัจญ์ลิซีกล่าวใน “บิฮารุ้ลอันว้าร” ว่า : การเดินทางจากมัสญิดอัลฮะรอมไปยังบัยตุ้ลมุก็อดดัส และการจรลีสู่ชั้นฟ้าทั้งหลายของท่านศาสดานั้นเป็นประเด็นซึ่งมีหลักฐานสอดคล้องต้องกันทั้งโองการแห่งอัล กรอานและอัลฮะดีษ การปฏิเสธประเด็นเช่นนี้ หรือการพยายามที่จะตีความให้เป็นการจาริกทางจิตวิญญาณ หรือเป็นความฝันของท่านศาสดานั้น ล้วนเป็นประเด็นที่เกิดจากความไม่รู้จริงในตัวบทหลักฐานจากบรรดาอิมามผู้ทรงธรรม์ หรือไม่ก็มีความเชื่อมั่นที่เปราะบางยิ่ง, หากเราต้องการรวบรวมรายงานทางศาสนาที่กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ ก็คงรวบรวมเป็นหนังสือเล่มที่ใหญ่มากทีเดียว
นักวิชาการศาสนาร่วมสมัยของพี่น้องอะฮ์ลุสซุนนะฮ์ท่านหนึ่งคือมันศู้ร อะลีนาศิฟ ซึ่งเป็นนักวิชาการศาสนาของมหาวิทยาลัยอัลอัซฮั้ร และเป็นเจ้าของงานเขียนอันเลื่องลือชื่อ “อัตตาจญ์” ก็ไดรวบรวม ‘อัลฮะดีษ’ ที่กล่าวเรื่อง ‘อัลเมียะอ์รอจญ์’ ไว้ในหนังสือของเขา
ท่านฟัครุ้ลรอซี นักอรรถาธิบายอัลกุรอานที่มีชื่อเสียง ได้เขียนในตอน ท้ายของการอรรถาธิบายโองการดังกล่าว หลังจากได้กล่าวถึงหลักฐานทางปัญญาถึงความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ดังกล่าวว่า : ในประเด็นเรื่องอัลฮะดีษนั้น รายงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอัลเมียะอ์รอจญ์นั้นเป็นรายงานอันเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป ซึ่งถูกนำมาถ่ายทอดในตำราศาสนาของอะฮ์ลุสซุนนะฮ์ที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า ท่านศาสดาแห่งอิสลามได้เดินทางจากมักกะฮ์ไปยังบัยตุ้ลมุก็อดดัส และจากที่นั่นก็ได้เดินทางจรลีสู่ชั้นฟ้าทั้งหลาย
เชคอับดุลอะซีซ บินอับดุลลอฮ์ บินบาซ ประธานฝ่ายการค้นคว้าวิจัย การออกคำวินิจฉัย การเชิญชวน และชี้นำ ซึ่งถือว่าเป็นนักวิชาการศาสนาอิสลามในฝ่ายวะฮาบีสุดโต่งคนหนึ่ง ได้กล่าวในหนังสือ “อัตตะห์ซี้ร มินั้ลบิดะอ์” ว่า : ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า อัลอิสรออ์และอัลเมียะอ์รอจญ์นี้เป็นสัญญาณอันยิ่งใหญ่หนึ่งซึ่งเป็นหลักฐานพิสูจน์ความจริงแท้ของท่านศาสดาแห่งอิสลาม และทำให้สถานภาพและตำแหน่งของท่านนั้นสูงส่งยิ่งขึ้น, มีรายงานเรื่องราวทางศาสนาที่สอดคล้องต้องกันจากท่านศาสดาแห่งอิสลามว่า อัลลอฮ์ทรงนำท่านขึ้นยังชั้นฟ้าทั้งหลาย และประตูแห่งชั้นฟ้าก็เปิดต้อนรับท่าน
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าประเด็นรวมในเรื่อง ‘อัลเมียะอ์รอจญ์’ จะเป็นความจริงแท้หนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็ตาม แต่เนื้อหาในรายละเอียดยังคงมีเรื่องที่เป็นการกุและอ่อนหลักฐานอยู่มิใช่น้อย, เชคเฏาะบั้รซีจึงได้มีคำกล่าวในเรื่องนี้ว่า : สามารถแบ่งรายงานเรื่องราวทางศาสนา (ริวายะฮ์) ที่กล่าวถึงเรื่องอัลเมียะอ์รอจญ์ออกเป็น 4 กลุ่มด้วยกันกล่าวคือ 1) รายงานที่เป็นความจริงแท้และสอดคล้องต้องกัน เช่น ประเด็นเรื่องอัลเมียะอ์รอจญ์ 2) รายงานที่สามารถยอมรับได้และไม่ขัดแย้งกับปัญญาแต่อย่างใด 3) รายงานที่ยังมีความขัดแย้งกับหลักการที่เรามีอยู่ แต่ตีความได้ เช่น ท่านศาสดาเห็นกลุ่มชนต่าง ๆ ในสวรรค์และนรก ซึ่งอาจต้องตีความว่าเป็น “ลักษณะของชาวสวรรค์และชาวนรก” หรือ อาจเป็นสวรรค์และนรกในโลกหลังความตาย (บั้รซัค) และ 4) รายงานที่ไม่น่าเป็นไปได้ และยืนยันได้ว่า น่าจะมีการกุขึ้นมา เช่น เรื่องที่ท่านศาสดาแห่งอิสลามเห็นและนั่งสนทนากับอัลลอฮ์ เป็นต้น
วันเวลาเกิดเหตุการณ์อัลเมียะอ์รอจญ์
นักประวัติศาสตร์อิสลามมีความเห็นขัดแย้งกันในประเด็นดังกล่าว บ้างว่าเกิดขึ้นในวันแห่งการแต่งตั้งท่านศาสดา (มับอัษ) คือวันที่ 27 เราะญับ ปี ฮ.ศ. 10, บ้างก็ว่า เกิดขึ้นในวันที่ 17 เราะมะฎอน ปี ฮ.ศ. 12 และมีบางคนกล่าวว่า เกิดในช่วงแรกของปีแห่งการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม)
อย่างไรก็ตาม ความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องวันเวลาที่เกิดเหตุการณ์ ‘อัลเมียะอ์รอจญ์’ นี้ ก็ไม่อาจทำลายรากเหง้าของเหตุการณ์นี้ได้
สิ่งที่น่าจะมีประโยชน์อีกประเด็นหนึ่งก็คือ : เราอาจกล่าวได้ว่า ความเชื่อเรื่อง ‘อัลเมียะอ์รอจญ์’ นี้มิได้จำกัดวงอยู่เฉพาะมุสลิมเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นที่คล้ายคลึงกันนี้ในศาสนาอื่นด้วย, เราเห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในแนวคิดของชาวคริสต์ที่มีมากกว่าสิ่งที่ถูกกล่าวถึงในเรื่องการจรลีผ่านฟากฟ้า (อัลเมียะอ์รอจญ์) ของท่านศาสดาแห่งอิสลามเสียอีก ดังที่พวกเขากล่าวในบทที่ 21 ของพระคริสต์ธรรม (อินญี้ล) โยฮันนาว่า ; หลังจากที่อีซา (พระเยซู) ถูกตรึงบนไม้กางเขน ถูกสังหาร และถูกฝังแล้ว ท่านได้ลุกขึ้นมาจากหลุมฝังศพ และใช้ชีวิตอยู่กับผู้คนทั่วไปเป็นเวลาถึง 40 ปี ก่อนที่จะเสด็จจรลีสู่ฟากฟ้า เพื่อจะอยู่ที่นั่นในสภาพจรลีถาวร, เราอาจใช้ประโยชน์จากผู้ที่รวบรวมรายงานเรื่องราวศาสนา (ริวายะฮ์) บางรายงานที่มีระบุว่า ; ศาสดาแต่กาลก่อนบางท่านก็ถูกนำตัวจรลีขึ้นสู่ฟากฟ้าด้วยเหมือนกัน
จรลีสู่ฟากฟ้าด้วยเรือนร่างหรือเพียงจิตวิญญาณ
ไม่เพียงแต่เป็นความเห็นอันเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปของนักปราชญ์มุสลิมทั้งชีอะฮ์และซุนนีว่า เรื่องการจรลีผ่านฟากฟ้าของท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) นี้เป็นไปในขณะที่ท่านตื่นอยู่, ยังมีความหมายทั่วไปของโองการแห่งอัลกุรอานไม่ว่าจะเป็นตอนต้นของซูเราะฮ์อัลอิสรออ์หรือซูเราะฮ์ อันนัจญ์มุ ล้วนกล่าวยืนยันว่า ท่านตื่นอยู่
ประวัติศาสตร์อิสลามยังยืนกรานข้อเท็จจริงดังกล่าว, กล่าวคือ เมื่อท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ได้กล่าวถึงเรื่อง ‘อัลเมียะอ์รอจญ์’, บรรดาผู้ตั้งภาคี (มุชริก) ต่างก็ปฏิเสธเรื่องดังกล่าว เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการบดขยี้ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) นั่นเป็นการบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ไม่เคยอ้างว่า เป็นไปในตอนหลับหรือเป็นการจาริกทางจิตวิญญาณแต่อย่างใด มิเช่นนั้นคนกลุ่มนั้นคงไม่ส่งเสียงเอ็ดตะโรโวยวายดังกล่าว
ส่วนที่มีรายงานจากฮะซัน บัศรีที่กล่าวว่า “ท่านฝันเห็นในตอนหลับ” หรือมีรายงานจากท่านหญิง อาอิชะฮ์ที่ว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ร่างของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ไม่ได้จากไปไหน เพียงจิตวิญญาณเท่านั้นที่จรลีสู่ฟากฟ้า”, ล้วนเป็นคำกล่าวที่มีนัยทางการเมืองแฝงอยู่ เพื่อปิดปากพวกที่ชอบโต้เถียงให้เกิดความวุ่นวายในประเด็นปัญหาดังกล่าวเท่านั้น
เป้าหมายของการจรลีสู่ฟากฟ้า
เมื่อพิจารณาในสาระวิชาการที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ก็น่าจะได้รับความกระจ่างว่า เป้าหมายของการ จรลีสู่ฟากฟ้าของท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) นี้มิได้เป็นไปเพื่อการเข้าเฝ้าอัลลอฮ์ในชั้นฟ้าทั้งหลาย-ดังที่พวกเบาความบางคนคิดกัน- เป็นเรื่องเศร้าก็ตรงที่นักวิชาการตะวันตกบางคนกล่าวบางประโยคที่อาจเป็นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือจงใจสั่นคลอนโฉมหน้าอิสลามให้เกิดขึ้นกับคนอื่น เช่น,
Constantin Virgil Gheorghiu กล่าวในหนังสือ “มุฮัมมัด ศาสดาที่ต้องทำความรู้จักกันใหม่” ว่า : ในการจรลีสู่ฟากฟ้านั้น (ศาสดา) มุฮัมมัดได้มาถึงสถานที่หนึ่งซึ่งเขาได้ยินเสียงปากกาของพระเจ้า และเข้าใจได้ว่าพระเจ้าคงง่วนอยู่กับการคิดบัญชีดีชั่วของมนุษย์อยู่ เขาได้ยินเสียงปากกาของพระเจ้าแต่ไม่เห็นองค์ของ พระเจ้า เพราะไม่มีใครเห็นพระเจ้าได้ ถึงแม้นจะเป็นศาสดาก็ตาม.[5]
นั่นแสดงให้เห็นว่า มันเป็นปากกาที่ใช้จดบันทึกบนกระดาษและมีเสียงเวลาจด, นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความเชื่องมงายและเป็นเพียงลมปาก.
เป้าหมายของการจรลีสู่ฟากฟ้าในครั้งนี้ก็เพื่อให้จิตวิญญาณอันสูงส่งของท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ได้ประจักษ์แจ้งในความเร้นลับอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ปรากฏอยู่ถ้วนทั่วสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก เฉพาะอย่างยิ่งโลกเบื้องบนอันเป็นที่รวมแห่งสัญญาณอันยิ่งใหญ่ของพะรองค์ อีกทั้งท่าน ยังได้รับรู้และเห็นสิ่งแปลกใหม่เพื่อการชี้นำและนำพามนุษยชาติให้ได้รับรู้ในสัจธรรมต่อไป.
เป้าหมายนี้ถูกระบุอย่างชัดเจนในตอนต้นของซูเราะฮ์อัลอิสรออ์และอายะฮ์ที่ 18 ในซูเราะฮ์อันนัจญ์มุ
มีรายงานเรื่องราวศาสนา (ริวายะฮ์) บทหนึ่งที่น่าสนใจในประเด็นนี้ โดยท่านอิมามศอดิก (อะลัยฮิส ซะลาม) ได้ตอบคำถามถึงสาเหตุของการจรลีสู่ฟากฟ้าของท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮีวะซั้ลลัม) โดยท่านมีวจีธรรมว่า :
إِنَّ اللهَ لَا يُوْصَفُ بِمَكَانٍ وَلَا يَجْرِي عَلَيْهِ زَمَانٌ، وَلَكِنَّهُ عزّوجلّ أَرَادَ أَنْ يُشَرِّفَ بِهِ مَلَائِكَتَهُ وَسُكَّانَ سَمَاوَاتِهِ وَيُكْرِمَهُمْ بِمُشَاهَدَتِهِ وَيُرِيَهُ مِنْ عَجَائِبِ عَظَمَتِهِ مَا يُخْبِرُ بِهِ بَعْدَ هُبُوْطِهِ.
“อัลลอฮ์ไม่อาจได้รับการระบุลักษณะถึงสถานที่อยู่ได้ กาลเวลาไม่อาจปฏิบัติการณ์กับพระองค์ได้, ทว่าพระองค์ อัซซะวะญั้ลละ ทรงปรารถนาที่จะให้มวลมะลาอิกะฮ์และผู้ที่อยู่ในฟากฟ้าทั้งหลายได้แสดงการให้เกียรติต่อการมาของท่านศาสดา และให้พวกเขาได้ยกย่องท่านด้วยการพบเจอท่าน และให้ท่านศาสดาได้เห็นความพิศวงแห่งความยิ่งใหญ่ของพระองค์ เพื่อให้ท่านได้แจ้งแก่ผู้คนทั่วไปหลังจากที่ท่านกลับลงมาแล้ว”.
การจรลีสู่ฟากฟ้ากับวิทยาการในยุคปัจจุบัน
มีนักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า “ดาวเคราะห์ 8 ดวงในระบบสุริยะ”[6] มีสภาพเป็นชั้นเหมือนเปลือกของหัวหอม ที่พวกเขาคิดว่า อุปสรรคที่สำคัญของการจรลีสู่ฟากฟ้า ในทัศนะทางวิชาการที่มีดาวทั้ง 8 ดวงนั้น จะต้องเกิดการฉีกขาดและแตกสลาย
ด้วยกับการล้มทฤษฎีปโตเลมี[7] ประเด็นปัญหาเรื่องการฉีกขาดและแตกสลายก็ถูกลืมไปด้วย, ทว่าด้วยกับความก้าวหน้าก่อให้เกิดระบบสุริยะแนวใหม่เกิดขึ้น, มีประเด็นใหม่ในเรื่องการจรลีสู่ฟากฟ้าที่ต้องมาวิเคราะห์กันและตอบคำถามดังต่อไปนี้,
1) การดำเนินการท่องไปในอวกาศนั้น อุปสรรคแรกก็คือ “แรงดึงดูด” ซึ่งจะต้องมีอุปกรณ์พิเศษที่สามารถเอาชนะแรงดึงดูดได้ เพราะการจะหลุดออกจาก “แรงดึงดูดของโลก” ได้นั้น ต้องมีความเร็วไม่น้อยกว่า 40,000 กิโลเมตร / ชั่วโมง
2) อุปสรรคอีกอันหนึ่งคือการไม่มีอากาศเมื่อออกไปนอกบรรยากาศโลก (อวกาศ) ถ้าไม่มีอากาศ มนุษย์ก็อยู่ไม่ได้
3) อุปสรรคที่สามก็คือความร้อนของดวงอาทิตย์
4) อุปสรรที่สี่ก็คือรังสีอันตรายซึ่งอยู่นอกชั้นบรรยากาศโลก เช่น รังสีคอสมิกและรังสีเอ็กซ์ เป็นต้น รังสีเหล่านี้หากโดนร่างกายเพียงเล็กน้อยก็อาจไม่ทำลายระบบภายในร่างกาย แต่เมื่ออยู่ในอวกาศการสัมผัสกับรังสีเหล่านี้อาจถึงตายได้ สำหรับผู้อาศัยอยู่บนพื้นโลกนี้มีชั้นบรรยากาศคอยกรองรังสีเหล่านี้ไม่ให้ตกกระทบโดยตรง
5) สภาพไร้น้ำหนัก ถึงแม้นว่ามนุษย์อาจค่อย ๆ ทำความเคยชินกับสภาพไร้น้ำหนักได้ แต่หากถูกนำออกไปนอกโลกและเผชิญกับสภาพไร้น้ำหนักทันที อาจยากที่จะรับสภาพนั้นหรืออาจเป็นไปไม่ได้เลย
6) ประเด็นเรื่องของเวลาก็เป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุด เพราะวิทยาการปัจจุบันบอกว่า “ไม่มีความเร็วเหนือความเร็วของการเดินทางของแสง”, หากใครต้องการเดินทางไปในฟากฟ้า เขาต้องมีความเร็วมากกว่าความเร็วของแสง
คำตอบที่น่าสนใจ
1) เรารู้ว่า มีประเด็นปัญหามากมายในการเดินทางท่องอวกาศ แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์มีความ สามารถทำได้ ด้วยศักยภาพทางด้านองค์ความรู้ เขาสามารถเอาชนะปัญหาเหล่านั้นได้ นอกจากปัญหาเรื่องเวลาแล้ว ทุกปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว ปัญหาเรื่องของเวลาก็เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปยังสถานที่ห่างไกลอยู่แล้ว
2) ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ประเด็นเรื่องการจรลีสู่ฟากฟ้า (อัลเมียะอ์รอจญ์) นั้น มิได้เป็นแง่มุมปรกติ แต่ต้องอาศัยพลังอำนาจอันไร้ขอบเขตของพระเจ้า “สัจธรรมปาฏิหาริย์” (มัวะอ์ญิซาต) ทั้งหลายของบรรดาศาสดาก็อยู่ในประเด็นเหล่านี้
อาจกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น “สัจธรรมปาฏิหาริย์” ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางปัญหา ขอเพียงมีเหตุผลทางปัญญารองรับเท่านั้น ที่เหลือย่อมต้องถูกแก้ไขไปตามพลังอำนาจของพระเจ้า
เมื่อมนุษย์มีความก้าวหน้าทางวิชาการ เขาสามารถสร้างเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่มีความเร็วหลุดพ้นแรงดึงดูดของโลกได้ เขาย่อมสร้างยานที่แก้ไขปัญหาเรื่องรังสีที่จะทำอันตรายได้ เขาสามารถสร้างชุดป้องกันความหนาวเหน็บหรือความร้อนที่เกินปรกติได้ และด้วยกับการทดสอบ เขาก็สามารถทำตัวให้มีสภาพไร้น้ำหนักได้
สรุปก็คือมนุษย์สามารถใช้กำลังที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้เดินหน้าต่อไปได้ แล้วมันจะไม่ถูกแก้ไขปัญหาด้วยกับการแสวงหาความช่วยเหลือจากพลังอำนาจอำนาจอันไร้ของพระเจ้า กระนั้นหรือ ?
เรามั่นใจว่า พระเจ้าทรงมอบยานพาหนะที่มีความเร็วซึ่งเหมาะสมสำหรับการเดินทางในอวกาศแก่ศาสดาของพระองค์ พระองค์ทรงให้ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ผ่านภยันตรายต่าง ๆ ที่มีในการเดินทางนั้นภายใต้การดูแลของพระองค์, ยานพาหนะที่ว่านี้เป็นอย่างไร ? ชื่ออะไร ? บุรอก ? ร็อฟร็อฟ ? หรือยานลำใด ? มันก็ยังคงเป็นยานปริศนาและยังไม่ไม่เป็นที่รับรู้ในทัศนะของเรา ?
การจรลีสู่สถานะอันสมบูรณ์แบบในที่สุดในฐานะมนุษย์ ณ ซิดร่อตุ้ลมุนตะฮาอ์
ใน “ตัฟซี้รอัลกุมมี” ปรากฏรายงานจากบิดาของเขา จากอิบนุอะบีอุมัยร์ จากฮิชามบินซาลิม จากท่านอะบูอับดุลลอฮ์ (อิมามญะอ์ฟั้ร) อะลัยฮิส ซะลาม ความว่า :
ญับรออีล มีกาอีล และอิสรอฟีลได้นำบุรอก[8]มายังท่าน ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม), องค์หนึ่งจับที่บังเหียร อีกองค์จับที่ตัวบุรอก และองค์ที่เหลือจัดตกแต่งผ้าคลุมตัวบุรอก, มันทิ้งตัวลง[9] ญับรออีลตีมันเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “นิ่งเถิด บุรอกเอ๋ย ไม่มีศาสดาท่านใดก่อนหน้าเขาและหลังจากเขาอีกแล้วที่จะได้ขี่เจ้า”,
มันได้พาท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ทะยานไปเรื่อย ใช้เวลาไม่นานนัก พร้อมกันนั้นก็มีญับรออีลคอยแนะนำให้ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ดูปรากฏการณ์อันเป็นสัญญาณแห่งชั้นฟ้าและผืนแผ่นดิน,
ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) กล่าวว่า : ระหว่างทางที่ฉันจรลีไปนั้น มีเสียงร้องเรียกจากทางด้านขวาของฉันว่า “โอ้มุฮัมมัด” ฉันมิได้ตอบ และมิได้หันไปมอง, จากนั้นก็มีเสียงร้องเรียกจากทางด้านซ้ายของฉันว่า “โอ้มุฮัมมัด” ฉันมิได้หันไปมอง, จากนั้นก็มีหญิงคนหนึ่งเปลือยแขนและใส่เครื่องประดับที่มีในโลกนี้ นางพูดว่า “โอ้มุฮัมมัด มองข้าฯหน่อย ข้าฯจะพูดกับท่าน” ฉันมิได้หันไปมอง,
แล้วฉันก็ไปต่อ ฉันได้ยินเสียงที่ทำให้ฉันรู้สึกตระหนก ฉันผ่านมันไป, ญับรออีลได้นำฉันลงจากบุรอก แล้วบอกว่า “โปรดนมาซ” ฉันก็ได้นมาซ เขากล่าวว่า “ท่านทราบไหมว่าท่านนมาซอยู่ที่ใด” ? ฉันตอบว่า “ไม่ทราบ” เขากล่าวว่า “ท่านนมาซที่เทือกเขาซัยนาอ์[10] สถานที่ซึ่งอัลลอฮ์ทรงสนทนาโดยตรงกับศาสดามูซา, จากนั้นฉันก็ขี่บุรอกต่อไป เราได้ผ่านเรื่อยไปตามที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์,
จากนั้นเขาก็กล่าวแก่ฉันว่า “ลงมานมาซเถิด”, ฉันได้นมาซเสร็จ เขากล่าวว่า “ท่านทราบไหมว่าท่านนมาซอยู่ที่ใด” ? ฉันตอบว่า “ไม่ทราบ” เขากล่าวว่า “ท่านนมาซที่บัยตุละห์มิน, บัยตุละห์มินอยู่ข้างบัยตุ้ลมุก็อดดัส เป็นสถานที่ที่อีซาบินมัรยัมถือกำเนิด”,
จากนั้นฉันก็ขี่เรื่อยไป จนเราไปสิ้นสุดที่บัยตุ้ลมุก็อดดัส ฉันผูกบุรอกไว้กับแท่งหินครึ่งวงกลมอันเป็นสถานที่ซึ่งบรรดาศาสดาผูกสัตว์พาหานะ ฉันได้เข้าไปในมัสญิด ญับรออีลอยู่เคียงข้างฉัน ฉันพบท่านอิบรอฮีม มูซา และอีซาอยู่ท่ามกลางบรรดาศาสดานับไม่ถ้วน พวกเขารวมตัวรอฉันอยู่ ศาสนพิธีนมาซได้ถูกจัดขึ้น ญับรออีลอยู่นำหน้าพวกเรา เมื่อพวกเขาตั้งแถวพร้อมแล้ว ญับรออีลได้จับแขนของฉัน และนำฉันไปข้างหน้า ฉันได้นำพวกเขานมาซ,
จากนั้นผู้ดูแลก็ได้นำแก้วน้ำมา 3 ใบ ในนั้นมีน้ำนม น้ำเปล่า และเหล้า ฉันได้ยินเสียงพูดว่า หากเขารับเอาน้ำมา เขาก็ต้องจมน้ำและประชาชาติของเขาก็ต้องจมน้ำ หากเขารับเอาเหล้ามา เขาก็ต้องเมามาย และประชาชาติของเขาก็ต้องเมามาย แต่หากเขารับเอาน้ำนมมา เขาจะได้รับทางนำและประชาชาติของเขาก็จะได้รับการนำทาง, ฉันรับเอาน้ำนมมาและดื่มมัน ญับรออีลกล่าวแก่ฉันว่า “ท่านได้รับทางนำแล้ว และประชาชาติของท่านก็ได้รับทางนำด้วย”,
จากนั้นเขาก็กล่าวแก่ฉันว่า “ท่านเห็นอะไรในระหว่างทางของท่าน ?” ฉันกล่าวว่า “มีเสียงร้องเรียกจากทางด้านขวาของฉัน” เขากล่าวว่า “ท่านตอบเสียงเรียกนั้นไหม ?” ฉันกล่าวว่า “ไม่ ฉันไม่ได้หันไปมอง” เขากล่าวว่า “เป็นเสียงร้องเรียกของชาวยะฮูด หากท่านตอบเสียงเรียกนั้น ประชาชาติของท่านก็จะกลายเป็นชาวยะฮูด[11]ภายหลังท่านจากไป” จากนั้นเขาก็กล่าวว่า “แล้วท่านเห็นอะไรอีก ?” ฉันกล่าวว่า “มีเสียงร้องเรียกจากทางซ้ายของฉัน” เขากล่าวแก่ฉันว่า “แล้วท่านตอบรับเสียงเรียกนั้นไหม ?” ฉันกล่าวว่า “ไม่ ฉันไม่ได้หันไปดู” เขากล่าวว่า “นั่นเป็นเสียงเรียกของชาวนะศอรอ หากท่านตอบเสียงเรียกนั้น ประชาชาติของท่านภายหลังท่านจากไปก็จะเป็นชาวนะศอรอ[12]”
จากนั้นเขาก็กล่าวว่า “มีอะไรมาดักรอท่าน ?” ฉันกล่าวว่า “ฉันเจอผู้หญิงคนหนึ่ง เปลือยแขนทั้งสองข้าง สวมเครื่องประดับของโลกนี้ นางกล่าวว่า โอ้มุฮัมมัด โปรดมองมาที่ข้าฯ ข้าฯจะได้คุยกับท่าน”, เขากล่าวว่า “แล้วท่านได้คุยกับนางไหม ?” ฉันกล่าวว่า “ฉันไม่ได้คุยกับนางและไม่ได้หันไปมอง” เขากล่าวว่า “นั้นคือดุนยา (โลกนี้) หากท่านพูดคุยกับมัน ก็เท่ากับท่านได้เลือกโลกนี้เหนือโลกหน้าให้แก่ประชาชาติของท่าน”,
จากนั้นฉันก็ได้ยินเสียงหนึ่งซึ่งทำให้ฉันตระหนก, ญับรออีลกล่าวแก่ฉันว่า “โอ้มุฮัมมัด ท่านได้ยินไหม ?” ฉันกล่าวว่า “ได้ยิน” เขากล่าวว่า “นี่คือเสียงหินที่ถูกขว้างมาจากขุมลึกของนรกญะฮันนัมตั้งแต่ 70 ปี ตอนนี้เพิ่งจะถึง (ปากขุมนรก)”[13]
ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) กล่าวต่อไปว่า : ญับรออีลได้ทะยานขึ้นบน และฉันก็ทะยานไปยังฟากฟ้าของโลกนี้พร้อมกับเขา ณ ที่นั่นมีมะลาอิกะฮ์องค์หนึ่งนามว่า อิสมาอีล, ใต้ตัวเขามีมะลาอิกะฮ์อีก 70,000 องค์ และใต้มะลาอิกะฮ์แต่ละองค์ก็จะมีมะลาอิกะฮ์อีก 70,000 องค์, เขากล่าวว่า “โอ้ญับรออีล ใครที่มาพร้อมกับท่าน ?” เขาตอบว่า “มุฮัมมัด ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์” เขากล่าวว่า “เขาได้รับการสถาปนาแต่งตั้งแล้วหรือ ?” เขา-ญับรออีล-กล่าวว่า “ใช่แล้ว”, แล้วประตูก็เปิดออก ฉันกล่าวสลามแก่เขา และเขาก็กล่าวสลามแก่ฉัน ฉันขออภัยโทษให้เขา และเขาก็ขออภัยโทษให้ฉัน เขากล่าวว่า “ยินดีต้อนรับ สหายผู้มีคุณธรรมความดี และศาสดาผู้มีคุณธรรมความดี”, มะลาอิกะฮ์ต่างมาพบฉัน จนกระทั่งฉันได้เข้าไปในฟากฟ้าของโลกนี้ ฉันไม่พบมะลาอิกะฮ์องค์ใดอยู่ในอากัปกิริยาอื่นนอกจากหัวเราะยิ้มแย้มแจ่มใส จนมีมะลาอิกะฮ์องค์หนึ่งมาพบฉัน ซึ่งฉันไม่เคยเห็นมะลาอิกะฮ์องค์ใดจะมีร่างใหญ่กว่าเขา ไม่น่ามองเลย มีแต่ความโกรธขึ้ง, เขากล่าวแก่ฉันเหมือนกับทุกองค์กล่าว นอกเหนือจากที่เขาไม่ทำให้ฉันหัวเราะแล้ว ฉันยังไม่เห็นอาการยิ้มแย้มแจ่มใส ดังที่ฉันเห็นการหัวเราะของมะลาอิกะฮ์จากเขาเลย, ฉันกล่าวว่า “นี่ใครกัน ญับรออีลเอ๋ย ฉันรู้สึกขยาดเขา ?” เขากล่าวว่า “เป็นที่อนุญาตให้ขยาดเขาได้ เพราะแม้แต่พวกเราก็ขยาดเขาเหมือนกัน นี่คือเจ้าแห่งขุมนรก เขาไม่เคยหัวเราะเลย นับตั้งแต่วันที่อัลลอฮ์ทรงมอบหมายให้เขาดูแลนรกญะฮันนัม ทุกวันมีแต่จะเพิ่มความโกรธขึ้งและความโหดร้ายต่อศัตรูแห่งอัลลอฮ์และคนชั่วทั้งหลาย อัลลอฮ์ทรงใช้เขาจัดการกับพวกเขาเหล่านั้น หากจะมีใครก่อนหน้าท่านที่เขาหัวเราะด้วย หรือจะมีใครหลังจากท่านที่เขาจะหัวเราะด้วยนั้น เขาก็ต้องหัวเราะต่อท่าน”, ฉันให้สลามแก่เขา และเขาก็ตอบรับสลามฉัน และแจ้งข่าวเรื่องสวรรค์ให้ฉันรับทราบ,
ฉันกล่าวแก่ญับรออีล ผู้มีสถานะซึ่งอัลลอฮ์ทรงระบุลักษณะของเขาว่า ผู้ได้รับการเชื่อฟัง ผู้ได้รับความไว้วางใจ[14] ว่า “ท่านจะไม่มีบัญชาแก่เขา ให้ฉันได้เห็นไฟนรก หรอกหรือ ?”, ญับรออีลได้กล่าวแก่เขาว่า “มาลิก-ผู้ดูแลนรก-ให้ท่านมุฮัมมัดได้เห็นไฟนรกด้วย”, แล้วเขาก็ได้เปิดม่านออก และเปิดประตูบานหนึ่ง ทันใดนั้นก็มีลูกไฟพุ่งไปในชั้นฟ้า มันแตกกระจายไปทั่ว จนฉันคิดว่าสิ่งที่ฉันเห็นนั้นมันจะกลืนกินฉันไปด้วย, ฉันจึงกล่าวว่า “ญับรออีลเอ๋ย บอกเขาให้ปิดม่านกำบังมันเถอะ” แล้วเขาก็มีบัญชาตามนั้น, เขาได้กล่าวแก่บุรอกว่า “กลับได้แล้ว” ฉันจึงกลับมาที่ที่ฉันออกมาจากตรงนั้น,
ฉันได้ดำเนินต่อไป จนฉันเห็นรูปร่างชายคนหนึ่ง, ฉันกล่าวว่า “นี้ใครกัน ญับรออีล ?” เขากล่าวว่า “นี่คือบรรพบุรุษของท่าน อาดัม, เขาได้แนะนำให้ศาสดาอาดัมรู้จักกับลูกหลานของเขา, แล้วเขาก็กล่าวว่า “ดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์ที่มาจากร่างอันบริสุทธิ์, จากนั้นท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ก็ได้อ่าน ซูเราะฮ์อัลมุฏ็อฟฟิฟีน อายะฮ์ที่ 1-17”, ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) กล่าวว่า “ฉันให้สลามแก่บรรพบุรุษของฉัน อาดัม, แล้วเขาก็ตอบรับสลามฉัน ฉันขออภัยโทษให้เขาและเขาก็ขออภัยโทษให้ฉัน, เขากล่าวว่า “ยินดีด้วย ลูกหลานผู้มีคุณธรรมความดี และศาสดาผู้ได้รับการสถาปนาในห้วงเวลาอันเหมาะสม”,
ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) กล่าวว่า : ฉันได้เดินผ่านมะลาอิกะฮ์องค์หนึ่งที่นั่งท่ามกลางที่ประชุม, โลกทั้งผองอยู่บนตักของเขา ในมือของเขามีแผ่นจารึกที่เป็นรัศมี เขาจ้องมองมัน ในนั้นมีจารึกข้อความอยู่ เขามองโดยไม่เหลียวซ้ายแลขวาเลย ข้างหน้าเขามีสภาพเสมือนความหม่นหมอง, ฉันกล่าวแก่ญับรออีลว่า “นี่ใครกัน ?” เขากล่าวว่า “นี่คือมะลิกุ้ลเมาต์ กำลังก้มหน้าก้มตาถอดดวงวิญญาณของมนุษย์อยู่” ฉันกล่าวว่า “ญับรออีลเอ๋ย พาฉันไปใกล้เขา เพื่อจะได้คุยกับเขา”, เขาได้พาฉันเข้าไปใกล้ ฉันให้สลามเขา, ญับรออีลกล่าวแก่เขาว่า “นี่คือท่านมุฮัมมัด ศาสดาแห่งความการุณย์ ซึ่งอัลลอฮ์ทรงส่งเขามายังปวงบ่าว”, เขากล่าวต้อนรับและกล่าวคำคารวะแก่ฉันด้วยการส่งสลาม แล้วกล่าวว่า “โอ้ท่านมุฮัมมัด จงรับข่าวดีไปว่า ฉันเห็นคุณงามความดีทุกประการในประชาชาติของท่าน” ฉันจึงกล่าวว่า “มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์แห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงให้คุณอันอเนกอนันต์ ผู้ทรงครอบครองคุณูปการที่ให้แก่ปวงบ่าว นั่นเป็นความเกื้อกูลแห่งพระผู้อภิบาลของฉันและความการุณย์ของพระองค์ที่ทรงมีแด่ฉัน”, ญับรออีลกล่าวว่า “เขาเป็นมะลาอิกะฮ์ที่ทำงานหนักที่สุด” ฉันจึงกล่าวว่า “ทุกคนต้องตาย และเขาต้องตายด้วยไหม ภายหลังจากเขา วิญญาณของเขาก็ต้องถูกถอดด้วยใช่ไหม ?” เขากล่าวว่า “แน่นอน” ฉันจึงกล่าวว่า “ท่านเห็นพวกเขาตามสภาพที่พวกเขาเป็นและเป็นสักขีพยานยืนยันสภาพพวกเขาด้วยตัวท่านเองใช่ไหม ?” เขากล่าวว่า “แน่นอน”, มะลิกุ้ลเมาต์กล่าวว่า “โลกนี้ในทัศนะของฉัน ตามที่อัลลอฮ์ทรงให้ฉันควบคุมและให้ฉันมีอำนาจเหนือมันนั้น เป็นเพียงเหรียญเงิน 1 เหรียญที่อยู่ในมือของบุคคลหนึ่งที่เขาพลิกไปมาตามที่เขาประสงค์ ฉันจะค้นดูทุกบ้านทุกวันวันละ 5 ครั้ง, ฉันจะกล่าวแก่คนในบ้านเมื่อพวกเขาร้องไห้ต่อผู้ที่เสียชีวิตว่า พวกเจ้าไม่ต้องร้องไปหรอก ฉันจะกลับมาอีกจนกว่าจะไม่มีใครเหลือเลย”,
ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) กล่าวว่า “ญับรออีลเอ๋ย ความตายก็เป็นภัยพิบัติที่เพียงพอแล้ว”, ญับรออีลกล่าวว่า “หลังจากความตายก็ยังมีภัยพิบัติที่สร้างหายนะได้มากกว่าความตาย”,
ท่านกล่าวว่า “ฉันก็ได้ผ่านไป เมื่อนั้นก็มีกลุ่มชนหนึ่งที่ในมือของพวกเขามีสำรับอาหารที่มีชิ้นเนื้อสะอาด และอีกชิ้นสกปรก พวกเขากำลังกินเนื้อสกปรกอยู่ ฉันจึงพูดว่า “เหล่านี้คือใครกัน ญับรออีลเอ๋ย ?” เขากล่าวว่า “เหล่านี้คือพวกที่กินของต้องห้าม (ฮะรอม) และปล่อยปละละเลยของที่อนุมัติ (ฮะล้าล) พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของประชาชาติของท่าน โอ้มุฮัมมัด”,
ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) กล่าวว่า “แล้วฉันก็เห็นมะลาอิกะฮ์องค์หนึ่งที่อัลลอฮ์ทรงดลบันดาลให้เรื่องราวของเขาเป็นเรื่องน่าพิศวง ร่างกายครึ่งหนึ่งของเขาเป็นไฟ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นน้ำแข็ง ไฟก็ไม่ละลายน้ำแข็ง และน้ำแข็งก็ไม่ดับไฟ, เขาร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า “มหาบริสุทธิ์ยิ่งเป็นของพระองค์ ผู้ซึ่งหยุดยั้งความร้อนของไฟนี้ และไม่ทำให้น้ำแข็งละลาย อีกทั้งหยุดยั้งความเย็นของน้ำแข็ง มันจึงไม่ดับความร้อนของไฟนั้น, โอ้อัลลอฮ์ โอ้ผู้ซึ่งหลอมรวมน้ำแข็งเข้ากับไฟ, ได้โปรดหลอมรวมหัวใจของปวงบ่าวผู้ศรัทธาของพระองค์เข้าด้วยกันด้วยเทอญ”, แล้วฉันก็กล่าวว่า “นี่คือใครกัน ญับรออีลเอ๋ย” เขากล่าวว่า “นี่คือมะลาอิกะฮ์ผู้ที่อัลลอฮ์ทรงมอบ หมายให้เขาอยู่เคียงข้างชั้นฟ้าและรอบผืนแผ่นดิน เขาคือมะลาอิกะฮ์ของ อัลลอฮ์ที่คอยเตือนชาวดินทั้งหลายที่เป็นปวงบ่าวของอัลลอฮ์ เขาจะร้องเรียกพวกเขาด้วยเสียงที่ท่านได้ยินนั้น นับตั้งแต่เขาถูกสร้างมา,
ฉันเห็นมะลาอิกะฮ์ 2 องค์กำลังร้องเรียกอยู่ในชั้นฟ้า หนึ่งในนั้นกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮ์ โปรดประทานการทดแทน (อันเป็นรางวัลของการใช้จ่าย) แก่ผู้ที่ได้ใช้จ่าย และโปรดประทานความสูญเสียแก่ผู้ที่ยั้งมือ (พวกตระหนี่)”,
แล้วฉันก็ได้ดำเนินต่อไป ฉันก็พบกับกลุ่มชนหนึ่ง พวกเขามีเปลือกตาเหมือนเปลือกตาของอูฐ เนื้อด้านสีข้างของเขาถูกตัดออก ถูกโยนไปไว้ปากของพวกเขา, ฉันกล่าวว่า “เหล่านี้เป็นใครกัน ญับรออีล ?” เขากล่าวว่า “พวกนี้คือพวกที่ชอบจับผิด พวกที่ชอบใส่ร้าย”[15],
จากนั้นฉันก็ดำเนินไป เมื่อนั้นก็พบกับกลุ่มชนที่ศีรษะของพวกเขาฟกช้ำไปด้วยหิน, ฉันกล่าวว่า “เหล่านี้เป็นใครกัน ญับรออีล ?” เขากล่าวว่า “เหล่านี้คือพวกที่นอนเลยเวลานมาซอิชาอ์”,
จากนั้นฉันก็ดำเนินต่อไป แล้วก็พบกับคนกลุ่มหนึ่งที่ไฟถูกขว้างเข้าไปในปากของพวกเขาและออกมาทางก้นของพวกเขา, ฉันกล่าวว่า “เหล่านี้คือใครกัน ?” เขากล่าวว่า “เหล่านี้คือพวกที่ใช้ทรัพย์สินของเด็กกำพร้าอย่างอธรรม อันที่จริงพวกเขากินไฟเข้าไปในท้องของพวกเขา และพวกเขาก็จะถูกลากตัวไปยังไฟนรกอันลุกโชน”[16],
จากนั้นฉันก็ดำเนินเรื่อยไป จนพบคนกลุ่มหนึ่งที่มีบางคนต้องการยืนขึ้น แต่เขาทำไม่ได้เพราะท้องใหญ่มาก, ฉันกล่าวว่า “เหล่านี้เป็นใครกัน ญับรออีล ?” เขากล่าวว่า “เหล่านี้คือพวกที่กินดอกเบี้ย พวกเขาไม่อาจลุกขึ้นยืนได้ นอกจากต้องลุกขึ้นยืนเหมือนคนที่ชัยฏอนทำให้เขาเดินโซเซจากการขาดสติ,
แล้วท่านก็ไปเจอพลพรรคของฟิ้รอูนที่จมน้ำตาย พวกเขาถูกนำตัวไปเผชิญกับไฟนรกทั้งเช้าค่ำ พวกเขาพูดว่า “โอ้พระผู้อภิบาลแห่งเหล่าข้าพระองค์ วันอวสานจะมาเมื่อใด ?”,
จากนั้นฉันก็ดำเนินเรื่อยไป จนไปพบกลุ่มผู้หญิงที่ถูกจับแขวนด้วยหน้าอกของพวกนางเอง, ฉันกล่าวว่า “เหล่านี้เป็นใครกัน ญับรออีล ?” เขากล่าวว่า “เหล่านี้คือผู้หญิงที่นำเอาลูกของชายอื่นที่มิใช่สามีตนเองมารับมรดกของสามีของพวกนาง”, แล้วท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ได้กล่าวว่า “ความกริ้วโกรธแห่งอัลลอฮ์รุนแรงขึ้นต่อผู้หญิงที่นำเอาผู้ที่มิใช่วงศาคณาญาติของพวกเขาเข้ามาในกลุ่มชนเป็นผู้สืบเชื้อสายของพวกเขา เขาเห็นสิ่งอันพึงสงวนของพวกเขาและกินทรัพย์สินของพวกเขา”,
จากนั้นท่านก็กล่าวว่า “เราได้เดินผ่านกลุ่มมะลาอิกะฮ์แห่งอัลลอฮ์ อัซซะวะญั้ลละ ที่อัลลอฮ์ทรงสร้างพวกเขาตามที่พระองค์ทรงประสงค์ และทรงจัดวางหน้าตาของพวกเขาตามที่พระองค์ทรงประสงค์ เรือนร่างของพวกเขานั้นต่างก็กล่าวตัสเบียะห์[17]และตะห์มีด[18]ต่ออัลลอฮ์ตลอดเวลาด้วยเสียงอันดังที่แตกต่างกันออกไป และร้องไห้ด้วยความเกรงกลัวอัลลอฮ์, ฉันได้ถามญับรออีลเกี่ยวกับพวกเขา, เขากล่าวว่า “ดังที่ท่านเห็น บางองค์ถูกสร้างมาในสภาพที่อยู่เคียงข้างกันแต่ไม่มีการสนทนากันแม้แต่คำเดียว ไม่เงยศีรษะขึ้นมาเลย ไม่มองไปที่ใดเลย อันเนื่องจากความเกรงกลัวอัลลอฮ์”, ญับรออีลกล่าวแก่พวกเขาว่า “นี่คือมุฮัมมัด ศาสดาแห่งความการุณย์ อัลลอฮ์ทรงส่งเขามายังปวงบ่าวในฐานะศาสนทูตและศาสดา เขาคือศาสดาท่านสุดท้ายและเป็นนายของพวกเขา พวกท่านจะไม่สนทนากับเขาหรือ ?” เมื่อพวกเขาได้ยินเช่นนั้นจากญับรออีล พวกเขาก็กล่าวต้อนรับฉันด้วยสลาม ให้เกียรติฉัน และแจ้งเรื่องคุณความดีที่ฉันและประชาชาติของฉันได้รับ”.
ท่านกล่าวว่า : จากนั้นเราก็จรลีสู่ฟากฟ้าชั้นที่ 2 ในนั้นมีผู้ชาย 2 คนที่หน้าตาคล้ายกัน, ฉันจึงกล่าวว่า “ญับรออีล ทั้งสองนี่เป็นใครกัน ?”, เขากล่าวตอบฉันว่า “บุตรทั้งสองของป้า คือ ศาสดายะห์ยาและศาสดา อีซา อะลัยฮิมัสซะลาม”, ฉันให้สลามเขาทั้งสอง และฉันได้วอนขออภัยโทษแทนเขาทั้งสอง และเขาทั้งสองก็ได้วอนขออภัยโทษแทนฉันด้วย ทั้งสองกล่าวว่า “ยินดีต้อนรับ น้องชายผู้มากด้วยคุณธรรมความดี ศาสดาผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมความดี”, ในที่นั้นมีมะลาอิกะฮ์ที่มีสภาพยอมจำนน อัลลอฮ์ทรงจัดวางหน้าตาของพวกเขาตามที่พระองค์ทรงประสงค์ ไม่มีมะลาอิกะฮ์องค์ใดที่ไม่กล่าว “ตัสเบียะห์ และ “ตะห์มีด” แด่อัลลอฮ์ ด้วยเสียงที่แตกต่างกันไป.
จากนั้นเราก็จรลีสู่ฟากฟ้าชั้นที่ 3 ในนั้นมีชายผู้สุดประเสริฐคนหนึ่ง ที่ความงดงามของเขาโดดเด่นเหนือกว่าสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย ประดุจดังดวงจันทร์วันเพ็ญที่มีความสวยงามเหนือกว่าดวงดาวอื่น, ฉันกล่าวว่า “นี่คือใครกัน ?”, เขากล่าวตอบว่า “นี่คือพี่ชายของท่าน ยูซุฟ”, ฉันให้สลามเขา แล้วเขาก็ให้ตอบรับสลามฉันฉันวอนขออภัยโทษแทนเขา แล้วเขาก็วอนขออภัยโทษแทนฉัน, เขากล่าวว่า “ยินดีต้อนรับ ศาสดาผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมความดี น้องชายผู้มากด้วยคุณธรรมความดี ผู้ได้รับการแต่งตั้งในห้วงเวลาที่เหมาะสม”, ณ ที่นั้น มี มะลาอิกะฮ์ที่มีสภาพแห่งการยอมจำนน เหมือนที่ฉันได้ระบุลักษณะไปแล้วในฟากฟ้าชั้นที่ 1 และ 2, ญับรออีลได้กล่าวแก่พวกเขาในเรื่องของฉันดังที่ได้กล่าวแก่บุคคลอื่น และพวกเขาก็ทำเหมือนกับที่พวกอื่นทำ.
จากนั้นเราก็จรลีสู่ฟากฟ้าชั้นที่ 4 ในนั้นมีชายคนหนึ่ง, ฉันกล่าวว่า “นี่คือใครกัน ?”, เขากล่าวว่า “นี่คืออิดรีส อัลลอฮ์ทรงยกย่องเขาให้มีฐานันดรอันสูงส่ง”, ฉันให้สลามเขา แล้วเขาก็ให้สลามฉันตอบ ฉันวอนขออภัยโทษแทนเขา แล้วเขาก็วอนขออภัยโทษแทนฉัน, ณ ที่นั้น มีมะลาอิกะฮ์ที่มีสภาพแห่งการยอมจำนน เหมือนที่เราได้อ้างอิงไปแล้วในฟากฟ้าทั้งหลาย, พวกเขาแสดงความยินดีต่อฉันต่อการที่ฉันและประชาชาติของฉันได้รับคุณงามความดี, จากนั้นฉันได้เห็นมะลาอิกะฮ์องค์หนึ่งนั่งอยู่บนตั่ง ใต้มือของเขามีมะลาอิกะฮ์ 70,000 องค์ ใต้มะลาอิกะฮ์แต่ละองค์นั้น ก็มีมะลาอิกะฮ์อีก 70,000 องค์, แล้วมันก็เกิดการรับรู้ในตัวของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ว่า ญับรรออีลได้เปล่งเสียงว่า ลุกขึ้นยืน แล้วมะลาอิกะฮ์องค์นั้นก็ยืนขึ้นตราบจนวันกิยามะฮ์
จากนั้นเราก็จรลีสู่ฟากฟ้าชั้นที่ 5 ในนั้นมีชายอาวุโสคนหนึ่ง ดวงตากลมโต ฉันไม่คยเห็นผู้อาวุโสคนใดมีความยิ่งใหญ่เกินเขา รอบตัวเขามีกลุ่มคนที่เป็นประชาติของเขารายล้อมอยู่ ความมากมายนั้นทำให้ฉันประหลาดใจ, ฉันกล่าวว่า “ญับรออีล นี่คือใครกัน ?”, เขากล่าวว่า “นี่คือผู้ได้รับความนิยมชมชอบในกลุ่มชนของเขา เขาคือฮารูน บินอิมรอน, ฉันให้สลามเขา แล้วเขาก็ให้สลามฉันตอบ ฉันวอนขออภัยโทษแทนเขา แล้วเขาก็วอนขออภัยโทษแทนฉัน, ณ ที่นั้น มีมะลาอิกะฮ์ที่มีสภาพแห่งการยอมจำนน เหมือนที่มีในฟากฟ้าทั้งหลาย
จากนั้นเราก็จรลีสู่ฟากฟ้าชั้นที่ 6 ในนั้นมีชายร่างสูง ดูเหมือนว่าเป็นคนที่มีแต่ความโกรธขึ้ง เส้นขนของเขาแทบทะลุทะลวงออกมานอกเสื้อผ้านั้น-ด้วยอารมรณ์โกรธ-, ฉันได้ยินเขากล่าวว่า “บะนูอิสรออีลคาดว่า ณ อัลลลอฮ์ ฉันนั้นดีที่สุดในหมู่ลูกหลานของอาดัม แต่นี่คือบุรุษผู้มีเกียรติที่สุด ณ อัลลอฮ์”, ฉันกล่าวว่า “ญับรออีล นี่คือใครกัน ?”, เขากล่าวว่า “นี่คือพี่ชายของท่าน มูซา บินอิมรอน, ฉันให้สลามเขา แล้วเขาก็ให้สลามฉันตอบ ฉันวอนขออภัยโทษแทนเขา แล้วเขาก็วอนขออภัยโทษแทนฉัน, ณ ที่นั้น มีมะลาอิกะฮ์ที่มีสภาพแห่งการยอมจำนน เหมือนที่มีในฟากฟ้าทั้งหลาย
จากนั้นเราก็จรลีสู่ฟากฟ้าชั้นที่ 7 ฉันได้เดินผ่านมวลมะลาอิกะฮ์ที่ต่างก็กล่าวว่า : “ท่านมุฮัมมัด จงทำการถ่ายเลือดเถิด[19] และโปรดสั่งให้ประชาชาติของท่านทำการถ่ายเลือดด้วย”, ในนั้นมีชายคนหนึ่งที่ผมและเครามีสีดอกเลา นั่งอยู่บนเก้าอี้, ฉันกล่าวว่า “ญับรออีล นี่คือใครกัน อยู่บนฟากฟ้าชั้นที่ 7 หน้าประตูบัยตุ้ลมะอ์มู้ร ณ อัลลอฮ์ ?”, เขากล่าวว่า “ท่านมุฮัมมัด นี่คือบิดาของท่าน อิบรอฮีม และนี่คือสถานที่ของท่านและสถานที่ของบุคคลที่มีความยำเกรงในหมู่ประชาชาติของท่าน, (จากนั้นท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ก็ได้อ่านโองการที่ว่า แท้จริง มนุษย์ผู้ที่คู่ควรที่สุด (ที่จะอ้างความสัมพันธ์) ต่ออิบรอฮีม คือ บรรดาผู้ซึ่งปฏิบัติตามเขา ศาสดาท่านนี้[20] และบรรดาผู้ซึ่งมีศรัทธา, อัลลอฮ์ คือ ผู้ทรงคุ้มครองดูแลบรรดาผู้ศรัทธา[21]) ฉันให้สลามเขา แล้วเขาก็ให้สลามฉันตอบ และกล่าวว่า “ยินดีต้อนรับ ศาสดาผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมความดี ลูกชายผู้มากด้วยคุณธรรมความดี ผู้ได้รับการแต่งตั้งในห้วงเวลาที่เหมาะสม, ณ ที่นั้น มี มะลาอิกะฮ์ที่มีสภาพแห่งการยอมจำนน เหมือนที่มีในฟากฟ้าทั้งหลาย, ญับรออีลได้กล่าวแก่พวกเขาในเรื่องของฉันดังที่ได้กล่าวแก่บุคคลอื่น , พวกเขาแสดงความยินดีต่อฉันต่อการที่ฉันและประชาชาติของฉันได้รับคุณงามความดี”
ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) กล่าวว่า : ฉันเห็นทะเลรัศมีที่แสงอันเจิดจรัสของมันนั้นแทบทำให้ดวงตาบอด, ในทะเลเหล่านั้นมีทะเลแห่งความมืดมิด ทะเลหิมะที่สาดส่อง ฉันรู้สึกกลัวและเห็นสิ่งอันน่าหวาดกลัว, ฉันสอบถามญับรออีล, เขากล่าวตอบว่า “ท่านมุฮัมมัด ขอแสดงความยินดีด้วย โปรดแสดงความขอบคุณต่อคุณวิเศษแห่งพระผู้อภิบาลของท่าน และสำแดงความขอบคุณต่ออัลลอฮ์ในสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างให้แก่ท่าน”, ท่านกล่าวต่อไปว่า “อัลลอฮ์ทรงให้ฉันได้ยืนหยัดด้วยกับพละกำลังและการช่วยเหลือของเขา…ฉันมีคำพูดมากมายที่กล่าวแก่ญับรออีลและความประหลาดใจของฉัน
ญับรออีลกล่าวว่า “ท่านมุฮัมมัด สิ่งที่ท่านเห็นนั้นยิ่งใหญ่ใช่ไหม ? อันที่จริงนี่คือสิ่งถูกสร้างหนึ่งของพระผู้อภิบาลของท่าน แล้วพระผู้สร้างซึ่งทรงสร้างสิ่งที่ท่านเห็นและไม่เห็นนั้น (จะยิ่งใหญ่ปานใด) พระองค์ทรงยิ่งใหญ่เกินพรรณนากว่าสิ่งถูกสร้างของพระผู้อภิบาลของพระองค์, ระหว่างอัลลอฮ์กับสิ่งถูกสร้างของพระองค์นั้นมีม่านกำบังอยู่ถึง 70,000 บาน, สิ่งถูกสร้างที่ใกล้ชิดอัลลอฮ์ที่สุดก็คือข้าพเจ้าและอิสรอฟีล, ระหว่างพวกเรากับเขานั้นมีม่านรัศมี ม่านความมืด ม่านเมฆ และม่านน้ำกั้นอยู่
ท่านกล่าวต่อว่า : ฉันเห็นสิ่งอันน่าพิศวงหนึ่ง ซึ่งอัลลอฮ์ทรงสร้างและกำหนดให้มันเป็นตามเจตนารมณ์แห่งพระองค์ นั่นก็คือไก่ตัวผู้ตัวหนึ่ง ขาทั้งสองข้างของมันจิกลึกลงไปในเขตแดนแผ่นดินชั้นที่ 7 หัวของมันเงยที่อยู่บัลลังก์ นั่นเป็นมะลาอิกะฮ์ในอัลลอฮ์องค์หนึ่ง อัลลอฮ์ทรงสร้างมะลาอิกะฮ์องค์นั้นตามที่พระองค์ทรงเจตนา ขาของเขาที่จิกอยู่ในเขตแดนแผ่นดินชั้น 7 นั้นก็ได้ทะยานขึ้นไปในอากาศผ่านเลยไปยังฟากฟ้าชั้นเจ็ด และสิ้นสุดอยู่ ณ ที่นั้น หงอนของมันเข้าใกล้บัลลังก์, และกล่าวว่า “มหาบริสุทธิ์ยิ่งเป็นของพระผู้อภิบาลแห่งข้าพระองค์ ในทุกสถานการณ์ที่ท่านเป็น ท่านไม่เคยรู้เลยว่า ความยิ่งใหญ่แห่งองค์พระผู้อภิบาลของท่านนั้นอยู่ที่ใดกันเล่า”, ไก่ตัวนั้นมีปีก 2 ข้าง เมื่อมันกางปีกออกแล้ว ก็จะมีความกว้างจรดตะวันออกและตะวันตก เมื่อเวลาก่อนรุ่งอรุณ มันจะกางปีกออกและกระพือปีกพร้อมกับกล่าวถวายความบริสุทธิ์คุณยิ่งแด่อัลลอฮ์ว่า “มหาบริสุทธิ์ยิ่งเป็นของอัลลอฮ์ ผู้ทรงสิทธิ์เด็ดขาด ผู้ทรงศักดิ์สิทธิ์ มหาบริสุทธิ์ยิ่งเป็นของ อัลลอฮ์ ผู้ทรงเกรียงไกร ผู้ทรงสูงส่งยิ่ง ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงดำรงชีพอยู่ ผู้ทรงอำนวยการบริหาร”, เมื่อเขากล่าวถึงตรงนั้น ไก่ทุกตัวในผืนแผ่นดินก็จะกล่าวถวายบริสุทธิ์คุณ (ตัสเบียห์) แด่อัลลอฮ์ กระพือปีก และส่งเสียงขัน, เมื่อเขาเงียบเสียงลง ไก่ทุกตัวในผืนแผ่นดินก็จะเงียบเสียงตาม, ไก่ตัวนั้นมีขนอุยสีเขียว ขนสีขาว ขาวกระจ่างยิ่งกว่าสิ่งที่ฉันเคยเห็นมา เขามีขนอุยสีเขียวภายใต้ขนสีขาวนั้น มันเป็นสีเขียวที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
ท่านกล่าวต่อว่า จากนั้นฉันก็ดำเนินผ่านไปพร้อมกับญับรออีล แล้วฉันก็ได้เข้าใน ‘บัยตุ้ลมะอ์มู้ร’[22] นมาซ 2 ร่อกะอะฮ์ที่นั่น มีศ่อฮาบะฮ์ของฉันกลุ่มหนึ่งที่สวมใส่เสื้อผ้าใหม่ได้เข้ามากับฉัน ส่วนศ่อฮาบะฮ์อีกกลุ่มหนึ่งสวมใส่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ศ่อฮาบะฮ์กลุ่มที่ใส่เสื้อผ้าใหม่ได้เข้าไป ส่วนกลุ่มที่ใส่เสื้อผ้ารุ่งริ่งนั่งรออยู่
จากนั้นฉันก็ออกมา มีแม่น้ำ 2 สายสยบอยู่แทบเท้าของฉัน สายหนึ่งมีนามว่า ‘อัลเกาษั้ร’ อีกสายหนึ่งมีนามว่า ‘อัรเราะห์มะฮ์’, ฉันดื่มน้ำจาก ‘อัลเกาษั้ร’ และชำระกายจาก ‘อัรเราะห์มะฮ์’, จากนั้นทั้งสองต่างก็สยบอยู่เบื้องหน้าฉัน จนฉันได้เข้าไปในสวรรค์ จนกระทั่งเมื่อฉันได้เข้าไปในอาณาบริเวณเรือนของฉันและเรือนของครอบครัวของฉันนั้น กลิ่นหอมของผืนดินของฉันหอมเช่นกลิ่นชะมดเชียง
เมื่อนั้นก็มีหญิงรับใช้คนหนึ่งกำลังตักน้ำในลำธารสวรรค์อยู่, ฉันกล่าวถามว่า “เธอเป็นหญิงรับใช้ของใครหรือ ?”, นางตอบว่า “ของซัยด์ บินฮาริ ษะฮ์”, ฉันก็ได้แจ้งข่าวดีเรื่องหญิงรับใช้คนนี้แก่ซัยด์ในตอนเช้า (กลับจากเมียะอ์รอจญ์).
ณ ที่นั้นก็มีวิหคสวรรค์ตัวหนึ่ง, มีผลทับทิมคล้ายกับห้อยเอาไว้, มีพฤกษาสวรรค์ต้นหนึ่งที่นกตัวหนึ่งต้องใช้เวลาบินวนหนึ่งรอบที่รากของมันถึง 700 ปี ไม่มีคฤหาสน์ใดในสวรรค์ที่จะไม่ปรากฏกิ่งก้านของต้นไม้นี้ในคฤหาสน์นั้น ฉันถามว่า : “ญับรออีล นี่อะไรหรือ ?”, เขาตอบว่า; “นี่คือพฤกษาฏูบา อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า พวกเขาจะได้รับ (ชีวิตอันเปี่ยมไปด้วย) ความดีเลิศและสถานที่คืนกลับอันดีเยี่ยม[23]”
ณ ที่นั้นก็มีวิหคสวรรค์ตัวหนึ่ง, มีผลทับทิมคล้ายกับห้อยเอาไว้, มีพฤกษาสวรรค์ต้นหนึ่งที่นกตัวหนึ่งต้องใช้เวลาบินวนหนึ่งรอบที่รากของมันถึง 700 ปี ไม่มีคฤหาสน์ใดในสวรรค์ที่จะไม่ปรากฏกิ่งก้านของต้นไม้นี้ในคฤหาสน์นั้น ฉันถามว่า : “ญับรออีล นี่อะไรหรือ ?”, เขาตอบว่า; “นี่คือพฤกษาฏูบา อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า พวกเขาจะได้รับ (ชีวิตอันเปี่ยมไปด้วย) ความดีเลิศและสถานที่คืนกลับอันดีเยี่ยม[24]”
قال رسول الله : فَلَمَّا دّخَلْتُ الْجَنَّةَ، رَجَعَتْ إِلَيَّ نَفْسِي فَسَأَلْتُ جبرئيل عليه السلام عَنْ تِلْكَ الْبِحضارِ وَهُوْلِهَا وَأَعضاجِيْبِهَا، قال؛ هِيَ سَادِقَاتُ الْحُجُبِ الَّتِي اِحءتَجَبَ اللهُ تبارك وتعالى بِهَا وَلَو لَا تِلْكَ الْحُجُبُ لَهَتَكَ نُوْرُ الْعَرْشِ كُلَّ شَيْءٍ فِيْهِ.
ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ กล่าวว่า : เมื่อฉันได้เข้าไปในสวรรค์นั้น นึกขึ้นมาได้ ฉันก็เลยถามญับรออีล ถึงห้วงมหาสมุทรเหล่านั้น ความน่าสะพรึง กลัวและความอัศจรรย์ของมัน, เขากล่าวว่า; “มันคือม่านปะรำพิธีซึ่งอัลลอฮ์ ตะบาร่อกะวะตะอาลา ทรงกางกั้นเอาไว้ ถ้าไม่มีม่านเหล่านี้ รัศมีของบัลลังก์แห่งอัลลอฮ์ก็จะทำให้ทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในนั้นเสื่อมสลาย”
وَانْتَهَيْتُ إِلَى سِدْرَةِ الْمُنْتَهَاءِ فَإِذَا الوَرَقَةُ مِنْهَا تُظِلُّ أُمَّةً مِنَ الْأُمَمِ فَكُنْتُ مِنْهَا كَمَا قال الله تبارك وتعالى: ﴿فَكَانَ قَابَ قَوْسَيْنِ أَوْ أَدْنَىٰ﴾ فَنَادَانِي ﴿آمَنَ الرَّسُولُ بِمَا أُنزِلَ إِلَيْهِ مِن رَّبِّهِ﴾ ، فقُلْتُ؛ أَنَا مُجِيْباً عَنِّي وَعَنْ أُمِّتِي؛ ﴿وَالْمُؤْمِنُونَ ۚ كُلٌّ آمَنَ بِاللَّـهِ وَمَلَائِكَتِهِ وَكُتُبِهِ وَرُسُلِهِ لَا نُفَرِّقُ بَيْنَ أَحَدٍ مِّن رُّسُلِهِ ۚ وَقَالُوا سَمِعْنَا وَأَطَعْنَا ۖ غُفْرَانَكَ رَبَّنَا وَإِلَيْكَ الْمَصِيرُ﴾ فَقَالَ اللهُ؛ ﴿لَا يُكَلِّفُ اللَّـهُ نَفْسًا إِلَّا وُسْعَهَا ۚ لَهَا مَا كَسَبَتْ وَعَلَيْهَا مَا اكْتَسَبَتْ﴾ فَقُلْتُ؛ ﴿رَبَّنَا لَا تُؤَاخِذْنَا إِن نَّسِينَا أَوْ أَخْطَأْنَا﴾ فَقَالَ اللهُ لَا اُؤَاخِذُكَ فَقُلْتُ ﴿رَبَّنَا وَلَا تَحْمِلْ عَلَيْنَا إِصْرًا كَمَا حَمَلْتَهُ عَلَى الَّذِينَ مِن قَبْلِنَا﴾ فَقَالَ اللهُ؛ لَا أَحْمِلُكَ فَقُلْتُ ﴿رَبَّنَا وَلَا تُحَمِّلْنَا مَا لَا طَاقَةَ لَنَا بِهِ ۖ وَاعْفُ عَنَّا وَاغْفِرْ لَنَا وَارْحَمْنَا ۚ أَنتَ مَوْلَانَا فَانصُرْنَا عَلَى الْقَوْمِ الْكَافِرِينَ﴾ فَقَالَ الله تبارك وتعالى؛ قَدْ أَعْطَيْتُكَ ذَلِكَ وَلِأُمِّتِكَ،
ฉันหยุดอยู่ที่ “ซิดร่อตุ้ลมุนตะฮา”[25] ณ ที่นั้นมีใบไม้ของพฤกษานี้คลุมประชาชาติหนึ่งไว้ ฉันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ใช้ร่มเงาของใบไม้นี้ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า : เป็นระยะห่างระหว่างสองคันธนูหรือใกล้ยิ่งกว่านั้น[26] แล้วเขาก็นำฉันเข้าไปใกล้; ศาสนทูตมีศรัทธามั่นต่อสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เขา (ว่ามา) จากองค์พระผู้อภิบาลของเขา[27] ฉันกล่าวว่า; “ข้าพระองค์ตอบรับด้วยตัวข้าพระองค์เอง และตอบแทนประชาติของข้าพระองค์” ; และบรรดาผู้ศรัทธา (กล่าวคือ) ทุกคนมีศรัทธาต่ออัลลอฮ์ มะลาอิกะฮ์ของพระองค์ คัมภีร์ต่าง ๆ ของพระองค์ และบรรดาศาสนทูตของพระองค์ (พวกเขากล่าวว่า) “พวกเราจะไม่แบ่งแยกระหว่างศาสนทูตท่านต่าง ๆ ของพระองค์” และพวกเขากล่าว (ออกมา) ว่า “เหล่าข้าพระองค์ได้ยินและเชื่อฟังปฏิบัติตามแล้ว (พวกเราวอนขอ) การนิรโทษกรรมจากพระองค์ โอ้พระผู้อภิบาลของเหล่าข้าพระองค์ ที่คืนกลับ (ของทุกสรรพสิ่ง) มุ่งสู่พระองค์”[28] อัลลอฮ์จึงตรัสว่า; อัลลอฮ์จะไม่ทรงมอบภาระหนักแก่ชีวิตใด นอกเสียจากตามกำลังความสามารถของชีวิตนั้น สิ่งใดที่ขวนขวายไว้ (อันเป็นสิ่งดี) ก็จะได้รับสิ่งนั้น ส่วนสิ่งใดที่ได้แสวงหา (อันเป็นสิ่งไม่ดี) ก็จะบังเกิดผล (ในทางที่ไม่ดี) แก่ชีวิตนั้นเช่นกัน, [29] ฉันก็ได้กล่าวว่า; (พวกเขากล่าวต่อว่า) “โอ้พระผู้อภิบาลของเหล่าข้าพระองค์ โปรดอย่าได้ถือโทษเหล่าข้าพระองค์ หากเหล่าข้าพระองค์ได้หลงลืมหรือทำผิดไป[30] อัลลอฮ์ตรัสว่า; ข้าไม่ถือโทษเจ้า, ฉันจึงทูลต่อว่า; โอ้พระผู้อภิบาลของเหล่าข้าพระองค์ โปรดอย่าได้วางภาระหนักแก่เหล่าข้าพระองค์ เช่นที่พระองค์ได้ทรงวางภาระนั้นไว้แก่ชนก่อนหน้าเหล่าข้าพระองค์[31] อัลลอฮ์ ตรัสว่า; ข้าไม่ได้วางภาระหนักให้แก่เจ้า ฉันจึงทูลว่า; โอ้พระผู้อภิบาลของเหล่าข้าพระองค์ โปรดอย่าได้ทำให้เหล่าข้าพระองค์ต้องแบกรับภาระที่เหล่าข้าพระองค์ไม่มีกำลังพอที่จะทำมันได้ โปรดอภัยโทษให้เหล่า ข้าพระองค์ โปรดนิรโทษกรรมแก่เหล่าข้าพระองค์ และโปรดให้ความเมตตาแก่เหล่าข้าพระองค์ พระองค์ทรงเป็นผู้คุ้มครองดูแลเหล่าข้าพระองค์ ฉะนั้นโปรดช่วยเหลือเหล่าข้าพระองค์ให้มีชัยเหนือกลุ่มชนผู้ปฏิเสธ”[32] อัลลอฮ์ ตะบาร่อกะวะตะอาลา ตรัสตอบว่า; ข้าให้สิ่งนั้นแก่เจ้าและแก่ประชาชาติของเจ้า, ท่านอิมามศอดิก (อะลัยฮิสซะลาม) มีวจีธรรมว่า;
مَا وَفَدَ إِلَى اللهِ تعالى أَحَدٌ أَكْرَمُ مِنْ رَسُوْلِ اللهِ صلّى الله عليه وآله وسلّم حِيْنَ سَأَلَ لِأُمَّتِهِ هَذِهِ الْخِصَالَ
“ไม่มีคณะบุคคลใดที่มาเข้าเฝ้าอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่จะมีเกียรติยิ่งไปกว่าท่าน ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์เมื่อท่านได้วอนขอคุณสมบัติเหล่านั้นให้แก่ประชาชาติของท่าน”
ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ทูลว่า : “โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ พระองค์ได้ทรงประทานความประเสริฐแก่บรรดาศาสดาในพระองค์มาแล้ว ขอพระองค์ได้ทรงโปรดประทานแก่ข้าพระองค์ด้วยเทอญ”, อัลลอฮ์ตรัสว่า; ข้าได้ประทานให้เจ้าแล้วตามที่ได้ให้เจ้ามาก่อนหน้านี้ นั่นคือ ถ้อยความ 2 วลีที่อยู่ภายใต้บัลลังก์ของข้า (ลาเฮาละวะลากูวะตะอิ้ลลาบิ้ลลาฮ์) ไม่มีสถานอันปลอดภัยใดนอกจากต้องมุ่งมายังเจ้า (ถึงจะได้รับความปลอดภัยอันสมบูรณ์).
قال صلّى الله عليه وآله وسلّم: وَعَلَّمَتْنِي الْمَلَائِكَةُ قَوْلاً أَقُوْلُهُ إِذَا أَصْبَحْتُ وَأَمْسَيْتُ؛
اَللَّهُمَّ إِنَّ ظُلْمِي أَصْبَحَ مُسْتَجِيْراً بِعَفْوِكَ وَذَنْبِيْ أَصْبَحَ مُسْتَجِيْراً بِمَغْفِرَتِكَ وَذُلِّي أَصْبَحَ مُسْتَجِيْراً بِعِزَّتِكَ وَفَقْرِي أَصْبَحَ مُسْتَجِيْراً بِغِنَاكَ وَوَجْهِيْ الْبَالِي اَلْفَانِي أَصْبَحَ مُسْتَجِيْراً بِوَجْهِكَ الْبَاقِي الَّذِي لَا يَفْنَى
ท่านศาสดากล่าวว่า : มะลาอิกะฮ์ได้สอนถ้อยความหนึ่งที่ฉันได้กล่าวมันในตอนเช้าและตอนเย็นความว่า “โอ้อัลลอฮ์ ความอธรรมในตัวข้าพระองค์มันได้กลายเป็นการร้องขอความช่วยเหลือการอภัยโทษของพระองค์ บาปกรรมของข้าพระองค์ได้กลายเป็นการร้องขอความช่วยเหลือการนิรโทษกรรมจากพระองค์ ความต่ำต้อยของข้าพระองค์ได้กลายเป็นการร้องขอความช่วยเหลือเกียรติศักดิ์ในพระองค์ ความยากไร้ของข้าพระองค์ได้กลายเป็นการร้องขอความช่วยเหลือความมั่งมีในพระองค์ ใบหน้าของข้าพระองค์ที่ต้องทรุดโทรมสาบสูญไปนั้นกลายเป็นการร้องขอความช่วยเหลือต่อพระพักตร์อันนิรันดร์ของพระองค์ซึ่งไม่มีวันสูญสลาย”, ฉันกล่าวอย่างนี้ในตอนเย็นด้วย,
ثُمَّ سَمِعْتُ الْأَذَانَ، فَإِذَا مَلَكٌ يُؤَذِّنُ لَمْ يَرَ فِي السَّمَاءِ قَبْلَ تِلْكَ اللَّيْلَةِ، فَقَالَ: اَللهُ أَكْبَرُ اَللهُ أَكْبَرُ، فَقَالَ اللهُ (صَدَقَ عَبْدِي أَنَا أَكْبَرُ)، فَقَالَ؛ أَشْهَدُ أَنْ لَا إِلَهَ إِلَّا اللهُ أَشْهَدُ أَنْ لَا إِلَهَ إِلَّا اللهُ، فَقَالَ اللهُ (صَدَقَ عَبْدِي أَنَا اللهُ لَا إِلَهَ غَيْرِي)، فَقَالَ؛ أَشْهَدُ أَنَّ مُحَمَّداً رَسُوْلُ اللهِ أَشْهَدُ أَنَّ مُحَمَّداً رَسُوْلُ اللهِ، فَقَالَ اللهُ (صَدَقَ عَبْدِي أَنَّ مُحَمَّداً عَبْدِي وَرَسُوْلِي أَنَا بَعَثْتُهُ وَانْتَجَبْتُهُ)، فَقَالَ؛ حَيَّ عَلَى الصَّلَاةَ حَيَّ عَلَى الصَّلَاةَ، فَقَالَ اللهُ (صَدَقَ عَبْدِي وَدَعَا إِلَى فَرِيْضَتِي فَمَنْ مَشَى إِلَيْهَا رَاغِباً فِيْهَا مُحْتَسِباً كَانَتْ لَهُ كَفَّارَةٌ لِمَا مَضَى مِنْ ذُنُوْبِهِ)، فَقَالَ؛ حَيَّ عَلَى الْفَلَاحِ حَيَّ عَلَى الْفَلَاحِ، فَقَالَ اللهُ (هِيَ الصَّلَاحُ وَالنَّجَاحُ وَالْفَلَاحُ)
จากนั้นฉันได้ยินอะษาน ฉันไม่เคยเห็นมะลาอิกะฮ์ที่ทำหน้าที่อะษานในคืนนั้นมาก่อนในฟากฟ้า, เขากล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร” -อัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่ อัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่-, อัลลอฮ์ตรัสว่า (บ่าวของข้ากล่าวสัตย์จริงแล้ว ข้านั้นยิ่งใหญ่), เขากล่าวต่อว่า “อัชฮะดุอันลาอิลาฮะอิ้ลลัลลอฮ์ อัชฮะดุอันลาอิลาฮะอิ้ลลัลลอฮ์”-ข้าพระองค์ขอปฏิญาณยืนยันว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮ์ ข้าพระองค์ขอปฏิญาณยืนยันว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮ์-, อัลลอฮ์ตรัสว่า (บ่าวของข้ากล่าวสัตย์จริงแล้ว ข้าคืออัลลอฮ์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากข้า), เขากล่าวต่อว่า “อัชฮะดุอันนะมุฮัมมะดั้รร่อซูลุลลอฮ์ อัชฮะดุอันนะมุฮัมมะดั้รร่อซูลุ้ลลอฮ์”-ข้าพระองค์ขอปฏิญาณยืนยันว่า มุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ ข้าพระองค์ขอปฏิญาณยืนยันว่า มุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์-, อัลลอฮ์ตรัสว่า (บ่าวของข้ากล่าวสัตย์จริงแล้ว มุฮัมมัดเป็นบ่าวของข้าและศาสนทูตของข้า ข้าประกาศสถาปนาเขาและแต่งตั้งเขา), เขากล่าวต่อว่า “ฮัยยะอะลัศศ่อลาฮ์ ฮัยยะอะลัศศ่อลาฮ์-รีบเร่งสู่การนมาซเถิด รีบเร่งสู่การนมาซเถิด-, อัลลอฮ์ตรัสว่า (บ่าวของข้ากล่าวสัตย์จริงแล้ว เขาเชิญชวนสู่ข้อกำหนดให้ทำของข้า ฉะนั้นบุคคลใดเดินมาสู่การนมาซโดยมีความมุ่งมาดปรารถนาและหวังผลแล้ว เขาจะได้รับการปลดเปลื้องจากบาปที่ได้ทำมาก่อนหน้านี้), เขากล่าวต่อว่า “ฮัยยะอะลั้ลฟะลาห์ ฮัยยะอะลั้ลฟะลาห์-รีบเร่งสู่การประสบความสำเร็จกันเถิด รีบเร่งสู่การประสบความสำเร็จกันเถิด-, อัลลอฮ์ตรัสว่า (มันคือความชอบธรรม การบรรลุผล และการประสบความสำเร็จ),
ثُمَّ أَمَّمْتُ الْمَلَائِكَةَ فِي السَّمَاءِ كَمَا أَمَّمْتُ الْأَنْبِيَاءَ فِي بَيْتِ الْمُقَدَّسِ، قال: ثُمَّ غَشَيَتْنِي صَبَابَةٌ فَخَرَرْتُ سَاجِداً فَنَادَانِي رَبِّي (إِنِّي قَدْ فَرَضْتُ عَلَى كُلِّي نَبِيٍّ قَبْلَكَ خَمْسِيْنَ صَلَاةً وَفَرَضْتُهَا عَلَيْكَ وَعَلَى أُمَّتِكَ فَقُمْ بِهَا أَنْتَ فِي أُمَّتِكَ،
จากนั้นฉันก็ยืนนำหน้ามวลมะลาอิกะฮ์ที่อยู่ในชั้นฟ้า (ทำการนมาซ) เสมือนที่ฉันยืนนำหน้าบรรดาศาสดา (ทำการนมาซ) ในบัยตุ้ลมุก็อดดัส, ท่านกล่าวว่า : จากนั้นก็มีความรุ่มร้อน (ถวิลหาในใจ) เข้ามารุมเร้า แล้วฉันก็ต้องทรุดกายลงกราบกรานซุญูด พระผู้อภิบาลของฉันได้ทรงร้องเรียกฉันความว่า (ข้าได้ตราข้อกำหนดให้ศาสดาทุกคนก่อนหน้าเจ้าปฏิบัตินมาซ 50 เวลามาแล้ว ข้าก็ได้ตราข้อกำหนดนั้นให้เจ้าและประชาชาติของเจ้า (ปฏิบัติตามด้วย) เช่นกัน เจ้าก็ต้องดำเนินการไปตามนั้นในหมู่ประชาชาติของเจ้า),
فقال رسُوْلُ الله: فَانْحَدَرْتُ حَتَّى مَرَرْتُ بِإِبْرَاهِيْمَ عليه السلام فَلَمْ يَسْأَلْنِي عَنْ شَيْءٍ حَتَّى اِنْتَهَيْتُ إِلَى مُوْسَى عليه السلام فَقَالَ؛ مَا صَنَعْتَ يَا مُحَمَّد ؟، فَقُلْتُ؛ قَالَ رَبِّي؛ فَرَضْتُ عَلَى كُلِّي نَبِيٍّ قَبْلَكَ خَمْسِيْنَ صَلَاةً وَفَرَضْتُهَا عَلَيْكَ وَعَلَى أُمَّتِكَ، فَقَالَ مُوْسَى ؛ يَا مُحَمَّدُ إِنَّ أُمَّتَكَ آخِرُ الْأُمَمِ وَأَضْعَفُهَا وَإِنَّ رَبَّكَ لَا يَرُدُّ عَلَيْكَ شَيْئاً وَإِنَّ أُمَّتَكَ لَا تَسْتَطِيْعُ أَنْ تَقُوْمَ بِهَا فَارْجِعْ إِلَى رَبِّكَ فَسَلْهُ التَّخْفِيْفَ لِأُمَّتِكَ، فَرَجَعْتُ إِلَى رَبِّي حَتَى اِنْتَهَيْتُ إِلَى سِدْرَةِ الْمُنْتَهَاءِ فَخَرَرْتُ سَاجِداً ثُمَّ قُلْتُ؛ فَرَضْتَ عَلَيَّ وَعَلَى أُمَّتِي خَمْسِيْنَ صَلَاةً وَلَا أُطِيْقُ ذَلِكَ وَلَا أُمَّتِي فَخَفِّفْ عَنِّي، فَوَضَعَ عَنِّي عَشْراً فَرَجَعْتُ إِلَى مُوْسَى فَأَخْبَرْتُهُ فَقَالَ؛ اِرْحِعْ لَا تُطِيْقُ، فَرَجَعْتُ إِلَى رَبِّي -فَسَأَلْتُهُ- فَوَضَعَ عَنِّي عَشْراً فَرَجَعْتُ إِلَى مُوْسَى فَأَخْبَرْتُهُ فَقَالَ؛ اِرْجِعْ، وَفِي كُلِّ رَجْعَةٍ أَرْجِعُ أِلَيْهِ أَخِرُّ سَاجِداً حَتَّى رَجَعَ إِلَى عَشْرَ صَلَوَاتٍ فَرَجَعْتُ إِلَى مُوْسَى فَأَخْبَرْتُهُ فَقَالَ؛ لَا تُطِيْقُ فَرَجَعْتُ إِلَى رَبِّي فَوَضَعَ عَنِّي خَمْساً فَرَجَعْتُ إِلَى مُوْسَى فَأَخْبَرْتُهُ فَقَالَ لَا تُطِيْقُ، فَقُلْتُ؛ قَدِ اسْتَحْيَيْتُ مِنْ رَبِّي وَلَكِنْ أَصْبِرُ عَلَيْهَا،
ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์กล่าวว่า ฉันก็ได้ลงมา จนกระทั่งผ่านไปพบอิบรอฮีม อะลัยฮิสซะลาม เขาไม่ได้ถามอะไรฉันเลย จนกระทั่งฉันไปเจอมูซา อะลัยฮิสซะลาม, เขากล่าวว่า “ท่านไปทำอะไรมาเหรอ ท่านมุฮัมมัด ?”, ฉันบอกว่า พระผู้อภิบาลของฉันตรัสว่า (ข้าได้ตราข้อกำหนดให้ศาสดาทุกคนก่อนหน้าเจ้าปฏิบัตินมาซ 50 เวลามาแล้ว ข้าก็ได้ตราข้อกำหนดนั้นให้เจ้าและประชาชาติของเจ้า (ปฏิบัติตามด้วย) เช่นกัน เจ้าก็ต้องดำเนินการไปตามนั้นในหมู่ประชาชาติของเจ้า), มูซากล่าวว่า : “ท่านมุฮัมมัดเอ๋ย ประชาชาติของท่านเป็นประชาชาติยุคสุดท้ายและอ่อนแอกว่าทุกประชาติใด พระผู้อภิบาลของท่านจะไม่ทรงตอบปฏิเสธท่านไม่ว่าการใด ประชาชาติของท่านไม่อาจที่จะดำเนินการ (นมาซ) ไปตามนั้นได้ ฉะนั้นท่านน่าจะกลับไปหาพระผู้อภิบาลของท่าน ทูลขอให้ลดหย่อนแก่ประชาชาติของท่านสักหน่อย”, แล้วฉันก็กลับไปหาพระผู้อภิบาลของฉันจนไปถึงยัง ซิดร่อตุ้ลมุนตะฮา ฉันกราบกรานซุญูด แล้วก็กล่าวว่า “พระองค์ทรงตราข้อกำหนดให้ข้าพระองค์และประชาชาติของของข้าพระองค์ปฏิบัตินมาซ 50 เวลา ข้าพระองค์และประชาติของข้าพระองค์ไม่ (น่าจะมี) มีศักยภาพพอที่จะทำเช่นนั้นได้ ดังนั้นขอพระองค์ได้ทรงโปรดลดหย่อนให้ข้าพระองค์ด้วยเถิด”, พระองค์ได้ทรงกำหนดลดหย่อนให้ 10 เวลา ฉันก็ได้กลับไปหามูซา แล้วแจ้งเรื่องนี้, เขาก็กล่าวว่า “กลับไปอีกครั้งเถิด ท่านไม่มีศักยภาพเช่นนั้นหรอก”, แล้วฉันก็กลับไปเข้าเฝ้าพระผู้อภิบาลของฉัน ทูลขอตามนั้น พระองค์ก็ทรงกำหนดลดหย่อนให้อีก 10 เวลา, ฉันก็กลับไปหามูซา แล้วแจ้งให้เขาทราบ เขาก็บอกว่า “กลับไปทูลอีกครั้งเถิด”, ในทุกครั้งที่ฉันกลับไปทูลพระองค์นั้น ฉันก็จะทรุดกายลงกราบกรานซุญูด จนกระทั่งเหลือ 10 เวลา ฉันก็กลับไปหามูซา บอกเขาเรื่องนี้ เขาก็ยังคงยืนกรานว่า “ท่านไม่มีศักยภาพหรือ”, แล้วฉันก็กลับไปหาพระผู้อภิบาลของฉัน พระองค์ก็ได้ทรงตราข้อกำหนดนมาซมาเป็น 5 เวลา ฉันก็กลับไปพบกับมูซา บอกเรื่องนี้ เขาก็ยังบอกว่า “ท่านไม่อาจทำได้หรอก”, ฉันจึงกล่าวว่า “ฉันรู้สึกละอายพระผู้อภิบาลของฉัน แต่ฉันจะอดทนทำตามนั้นให้ได้”,
فَنَادَانِي (كَمَا صَبَرْتَ عَلَيْهَا فَهَذِهِ الْخَمْسُ بِخَمْسِيْنَ كُلِّ صَلَاةٍ بِعَشْرٍ وَمَنْ هَمَّ مِنْ أُمَّتِكَ بِحَسَنَةٍ يَعْمِلُهَا فَعَمِلَهَا كَتَبْتُ لَهُ عَشْراً وَإِنْ لَمْ يَعْمَلْهَا كَتَبْتُ لَهُ وَاحِدَةً وَمَنْ هَمَّ مِنْ أُمَّتِكَ بِسَيِّئَةٍ فَعَمِلَهَا كَتَبْتُ عَلَيْهَا وَاحِدَةً وَإِنْ لَمْ يَعْمَلْهَا لَمْ تُكْتَبْ عَلَيْهِ شَيئاً
แล้วก็มีสุรเสียงประกาศออกมาว่า ตามที่เจ้าได้อดทนทำตามนั้น นี่คือนมาซ 5 เวลาที่เทียบเท่ากับ 50 เวลา ทุก 1 เวลานมาซเทียบเท่า 10 เวลา, บุคคลใดในหมู่ประชาชาติของเจ้ามีใจจดจ่อกระทำการงานที่ดีหนึ่ง แล้วเขาก็ปฏิบัติความดีงามนั้น ข้าก็จะบันทึกให้เขา 10 เท่าความดีนั้น แต่หากเขายังไม่ได้ปฏิบัติ ข้าก็จะบันทึกให้เขา 1 ความดีนั้น ส่วนบุคคลใดในหมู่ประชาชาติของเจ้ามีใจจดจ่อทำสิ่งไม่ดี แล้วเขาก็ทำไปตามนั้น ข้าก็จะบันทึกว่าเขาทำ 1 ความชั่ว แต่หากเขาไม่ได้ทำตามนั้น ข้าก็จะไม่บันทึกอะไรทั้งสิ้น”,
فَقَالَ الصَّادِقُ عليه السلام: جَزَى اللهُ مُوْسَى عَنْ هَذِهِ الْأُمَّةِ خَيْراً
ท่านอิมามศอดิกกล่าวว่า “ขออัลลอฮ์ทรงตอบแทนสิ่งที่ดีงามแก่ศาสดามูซาแทนประชาชาตินี้ด้วยเทอญ”
- เชิงอรรถ
[1] “ซิดเราะตุ้ลมุนตะฮาอ์” อาจให้ความหมายว่า “ต้นไม้พิเศษที่ตั้งอยู่ ณ สุดขอบฟ้าชั้นที่เจ็ด.
[2] อัลลอฮ์ (ซุบฮานะฮูวะตะอาลา) ไม่ได้ทรงแจกแจงไว้ว่า สิ่งนั้นคืออะไร.
[3] “ซิดเราะตุ้ลมุนตะฮาอ์” อาจให้ความหมายว่า “ต้นไม้พิเศษที่ตั้งอยู่ ณ สุดขอบฟ้าชั้นที่เจ็ด.
[4] อัลลอฮ์ (ซุบฮานะฮูวะตะอาลา) ไม่ได้ทรงแจกแจงไว้ว่า สิ่งนั้นคืออะไร.
[5] محمد ص پیامبری که از نو باید شناخت (หนังสือแปลเป็นภาษาเปอร์เซีย) หน้า 125.
[6] เมื่อก่อนนักดาราศาสตร์ระบุว่า ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะนั้นมี 9 ดวง ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน และดาวพลูโต แต่สมาพันธ์ดาราศาสตร์สากล (International Astronomical Union) ได้ประกาศลดสถานะของดาวพลูโตให้เป็น ดาวเคราะห์แคระ (Dwarf planet) เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2549.
[7] โลกเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะในจักรวาล.
[8] สัตว์พาหนะพิเศษที่นำมาให้ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮีวะซ้ลลัม) ใช้ขี่ในคราวเดินทางภาคพื้นดินและจรลีสู่ชั้นฟ้า, มีบางรายงานกล่าวว่า มีลักษณะพิเศษของม้าและอูฐรวมกันเพื่อให้ท่านศาสดานั่งสบายขึ้น.
[9] ตามคำศัพท์ หมายถึง แสดงอาการอ่อนแรง.
[10] หรือ ภูเขาซีนาย หรือซีนัย (ภาษาอิบรีและซิ้รยานี) ในอัลกุรอานใช้ ซัยนาอ์ ซีนา และซีนีน.
[11] หมายถึง ชาวยิว.
[12] หมายถึง ชาวคริสต์.
[13] กล่าวกันว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์มิได้หัวเราะอีกเลย จนกระทั่งท่านจากไป.
[14] ซูเราะฮ์อัตตักวี้ร อายะฮ์ที่ 21.
[15] ดังที่อัลลอฮ์ตรัสเรื่องราวของพวกเขาในซูเราะฮ์อัลฮุมะซะฮ์ อายะฮ์ที่ 1-9 ความว่า
[16] ดังความที่ปรากฏในซูเราะฮ์อันนิซาอ์ อายะฮ์ที่ 2, 6 และ10.
[17] ถ้อยคำที่ว่า “ซุบฮานั้ลลอฮ์”.
[18] ถ้อยคำที่ว่า “อัลฮัมดุลิ้ลลาฮ์”.
[19] ด้วยวิธีการใช้ถ้วยสุญญากาศ เพื่อดูดเอาเลือดเสียออกมาจากร่างกาย.
[20] ศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซัลลัม).
[21] إِنَّ أَوْلَى النَّاسِ بِإِبْرَاهِيمَ لَلَّذِينَ اتَّبَعُوهُ وَهَـٰذَا النَّبِيُّ وَالَّذِينَ آمَنُوا ۗ وَاللَّـهُ وَلِيُّ الْمُؤْمِنِينَ ﴿آل عمران : ٦٨﴾
[22] อาคารหลังหนึ่งอยู่ในฟ้าชั้นที่ 4 หรือ 7 หรือ 1 เป็นสถานที่เคารพภักดีขอมวลมะลาอิกะฮ์.
[23] … طُوبَىٰ لَهُمْ وَحُسْنُ مَآبٍ ﴿الرعد : ٢٩﴾
[24] … طُوبَىٰ لَهُمْ وَحُسْنُ مَآبٍ ﴿الرعد : ٢٩﴾
[25] ความหมายตามนัยยะของ “ซิดร่อตุ้ลมุนตะฮา” ตามที่ปรากฏในซูเราะฮ์อันนัจญ์มุ อายะฮ์ที่ 13-18 ความว่า :
وَلَقَدْ رَآهُ نَزْلَةً أُخْرَىٰ . عِندَ سِدْرَةِ الْمُنتَهَىٰ. عِندَهَا جَنَّةُ الْمَأْوَىٰ . إِذْ يَغْشَى السِّدْرَةَ مَا يَغْشَىٰ. مَا زَاغَ الْبَصَرُ وَمَا طَغَىٰ . لَقَدْ رَأَىٰ مِنْ آيَاتِ رَبِّهِ الْكُبْرَىٰ ﴿النجم : 13-١٨﴾
แน่นอนยิ่งเขา-มุฮัมมัด-ได้เห็นเขา-ญับรออีล-ลงมาอีกครั้งหนึ่ง. ตรง ‘ซิดเราะตุ้ลมุนตะฮาอ์’. ณ ที่นั้นคือสวรรค์แห่งการพักพิง. เมื่อสิ่งปกคลุม[25]ได้เข้ามาปกคลุม ‘ซิดเราะตุ้ลมุนตะฮาอ์’. สายตา (ของมุฮัมมัด) ไม่ได้เฉไฉและไม่ได้ละเมิด-สิ่งที่เห็นเป็นความจริงแท้-. แน่นอนยิ่งเขาได้เห็นสัญญาณบางอย่างอันยิ่งใหญ่แห่งพระผู้อภิบาลของเขา. (อันนัจญ์มุ / 13-18)
นั้น บ่งชี้ไปที่พฤกษาสวรรค์ที่มีใบกว้างใหญ่ปกคลุมไปทั่วและสร้างร่มเงาให้แก่ชาวสวรรค์ เป็นจุดสุดท้ายที่บรรดามะลาอิกะฮ์ ดวงวิญญาณของบรรดาผู้พลีตน ศาสตร์ของบรรดาศาสดา และพฤติกรรมของผู้คนทั้งหลายจะจรลีขึ้นไปสู่ที่นั่นได้, นั่นเป็น “สถานศักดิ์สิทธิ์” ที่บรรดามะลาอิกะฮ์ ไม่อาจข้ามผ่านไปได้ และเมื่อท่านญับรออีลเดินทางถึง “สถานศักดิ์สิทธิ์” ในตอนที่พาท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) จรลีสู่ฟากฟ้า (เมียะอ์รอจญ์) ไปพร้อมกับเขานั้น เขาได้หยุดอยู่ ณ ที่นั้น, ในอัลกุรอานอันจำเริญไม่ได้สาธยายให้เห็นภาพของ “ซิดร่อตุ้ลมุนตะฮา” แต่โดยอาศัยรายงานเรื่องราวศาสนา (ริวายะฮ์) ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ ก็พอจะอนุมานได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แห่งนั้น. (มัรเญียะอ์เชคมะการิม ชีรอซี : ตัฟซีรุ้ลอัมษั้ล, เล่มที่ 26 หน้าที่ 275).
[26] فَكَانَ قَابَ قَوْسَيْنِ أَوْ أَدْنَىٰ ﴿ النجم : 9 ﴾
[27] آمَنَ الرَّسُولُ بِمَا أُنزِلَ إِلَيْهِ مِن رَّبِّهِ … ﴿ البقرة : 285 ﴾
[28] وَالْمُؤْمِنُونَ ۚ كُلٌّ آمَنَ بِاللَّـهِ وَمَلَائِكَتِهِ وَكُتُبِهِ وَرُسُلِهِ لَا نُفَرِّقُ بَيْنَ أَحَدٍ مِّن رُّسُلِهِ ۚ وَقَالُوا سَمِعْنَا وَأَطَعْنَا ۖ غُفْرَانَكَ رَبَّنَا وَإِلَيْكَ الْمَصِيرُ ﴿ البقرة : 285 ﴾
[29] لَا يُكَلِّفُ اللَّـهُ نَفْسًا إِلَّا وُسْعَهَا ۚ لَهَا مَا كَسَبَتْ وَعَلَيْهَا مَا اكْتَسَبَتْ … ﴿ البقرة : 286 ﴾
[30] … رَبَّنَا لَا تُؤَاخِذْنَا إِن نَّسِينَا أَوْ أَخْطَأْنَا … ﴿ البقرة : 286 ﴾
[31] … رَبَّنَا وَلَا تَحْمِلْ عَلَيْنَا إِصْرًا كَمَا حَمَلْتَهُ عَلَى الَّذِينَ مِن قَبْلِنَا … ﴿ البقرة : 286 ﴾
[32] … رَبَّنَا وَلَا تُحَمِّلْنَا مَا لَا طَاقَةَ لَنَا بِهِ ۖ وَاعْفُ عَنَّا وَاغْفِرْ لَنَا وَارْحَمْنَا ۚ أَنتَ مَوْلَانَا فَانصُرْنَا عَلَى الْقَوْمِ الْكَافِرِينَ ﴿ البقرة : 286 ﴾






