รากฐานศาสนาอิสลาม
เมื่อเราจ้องมองไปที่อาคารสวยงามตระการตาใหญ่โตมโหฬาร เราเข้าใจได้อย่างง่าย ๆ ว่า วิศวกรและผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารนี้มีความชำนาญเป็นพิเศษเฉพาะทาง จากการเห็นอาคารที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ทำให้คิดไปถึงความรู้และวิทยาการของผู้สร้างมัน เช่นเดียวกันเมื่อเราดูเครื่องยนต์ เครื่องบิน คอมพิวเตอร์และสิ่งประดิษฐ์ที่ถูกคิดค้นขึ้นมา และผู้สร้างสิ่งเหล่านี้ เราจะพิจารณาอยู่ตรงที่ความรู้ความสามารถของพวกเขานั้น
ไม่มีความจำเป็นอันใดที่เราจะต้องเห็นผู้สร้างอาคาร และผู้ประดิษฐ์ต่าง ๆ ด้วยตาของเราเอง แล้วถึงจะเชื่อว่ามันมีอยู่จริง ในที่สุดถึงแม้ว่าเราได้ประจักษ์ด้วยตาก็ไม่อาจรับรู้ถึงความรู้ของพวกเขาด้วยประสาทสัมผัสภายนอกได้เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม เราก็เชื่อในภูมิความรู้ของพวกเขา ทำไมละ ? ก็เพราะว่าความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสมบูรณ์ในสิ่งที่ถูกสร้างของพวกเขาที่เห็นนั้น ทำให้เราเข้าใจได้ถึงภูมิความรู้ของผู้สร้าง จากตรงนี้เราได้บทสรุปที่ว่า ไม่มีความจำเป็นอันใดเลยต่อการที่เราต้องการรู้ว่าสิ่งนั้นมีอยู่ โดยอาศัยการเห็นและประสาทสัมผัสธรรมดา แต่ยังมีของจริงอีกมากมายที่ไม่อาจถูกเข้าใจด้วยกับประสาทสัมผัสภายนอกได้เลย ทว่า…ด้วยกับการพินิจพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนต่อผลที่มันได้แสดงออกมา จะทำให้รู้ถึงการมีอยู่ของมันได้ทันที คนที่มีสติปัญญา นั้นด้วยกับการสังเกตและเอาใจใส่เพียงเล็กน้อย เขาก็จะพบว่าไม่มีผลอันใดที่จะเกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุ หรือผู้ให้กำเนิดผลนั้น และไม่มีสิ่งใดที่สมบูรณ์เข้ารูปเข้ารอยเกิดขึ้นโดยปราศจากผู้วางรูปแบบที่เต็มไปด้วยปัญญาและความรู้อันลึกซึ้ง
ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถแบ่งสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน
1. สิ่งที่เข้าใจกันและรับรู้ได้ด้วยกับประสาทสัมผัสทั้ง 5 เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู สัมผัสความร้อนเย็น แข็ง อ่อนนุ่มด้วยมือ และลิ้มรสเปรี้ยวหวานมัน เค็ม ด้วยกับลิ้น
2. สิ่งที่มีอยู่จริงจำพวกหนึ่งที่ไม่อาจรับรู้ได้ด้วยกับประสาทสัมผัสภายนอกของเรา แต่จากการศึกษาถึงผลกระทบและผลที่แสดงให้เห็น ทำให้เรารู้ถึงการมีอยู่ของมัน อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว หรือเหมือนกันหมด บางชนิดเป็นวัตถุ บางชนิดไม่ใช่วัตถุ คือไม่มีขนาด หรือคุณสมบัติเหมือนวัตถุโดยทั่วไป เช่น
ไฟฟ้า
เราไม่อาจจะมองเห็นมันด้วยกับการดูที่สายไฟได้ แต่เรารู้ว่ามันมีไฟจากกระแสของมัน และผลของกระแสไฟฟ้า ซึ่งก็คือทำให้หลอดไฟสว่าง ดังนั้นไฟฟ้า คือสิ่งหนึ่งที่มีอยู่จริงถึงแม้ว่าเราไม่อาจเห็นมันได้โดยตรง
แรงดึงดูด
ถ้าเราปล่อยหนังสือที่อยู่ในมือของเรา มันก็ตกลงบนพื้น ซึ่งก็หมายความว่า พื้นได้ดูดมันเอาไว้ แรงหรือพลังงานที่ว่านี้คืออะไร? ซึ่งเราไม่อาจรู้สึกหรือสัมผัสได้ด้วยกับประสาทสัมผัสของเรา
นี่คือแรงดึงดูดหนึ่งในสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นได้แต่เรามั่นใจว่ามันมีด้วยกับการตกของสิ่งของ (ซึ่งคือผลของมันที่ดูดสิ่งนั้นมา)
พลังแม่เหล็ก
ถ้าเราเอาแม่เหล็กไปวางใกล้กับท่อนไม้ชิ้นหนึ่ง จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากที่เราเห็น แต่ถ้าเราเอาเหล็กดังกล่าวแหย่ไปที่แม่เหล็กนั้น เราจะพบว่ามีพลังพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง
รังสีที่มองไม่เห็น
ถ้าเราเอาแท่งแก้วทรงสามเหลี่ยม ให้ดวงอาทิตย์ส่องมาโดนมัน เราจะเห็นรังสี 7 สี พวยพุ่งออกมาจากแท่งแก้วนั้นอันประกอบไปด้วย สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงิน สีฟ้าและสีม่วง จากรังสีสีแดงถึงรังสีสีม่วงจะไม่พบรังสีสีใดอีก ทั้ง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ยังมีรังสีอื่นอีกที่ดวงตามองไม่เห็น ซึ่งมีผลทางความร้อนและเคมีอยู่ รังสีเหล่านี้มีชื่อว่า ไม่ใช่สีแดงและไม่ใช่สีม่วง (ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์) ในปี ค.ศ. 1800 (ฮ.ศ. 1178) นักฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์คนหนึ่งนามว่าเฮอร์เชล เกิดความคิดว่า เขาจะต้องทำการค้นคว้าให้ได้ว่า ยังมีรังสีอื่นที่สายตามองไม่เห็นอีกหรือไม่ ? เขาได้เอาเทอร์โมมิเตอร์วางลงบนผ้าผืนหนึ่งซึ่งมีลำแสงทั้งเจ็ดปรากฏอยู่ โดยเลื่อนตำแหน่งไปเรื่อย ๆ วางบนรังสีแต่ละทาง และวัดอุณหภูมิของแต่ละรังสีไว้ เมื่อวัดถึงรังสีสีแดง เขาพบว่า เทอร์โมมิเตอร์นั้นขึ้นสูงมาก หลังจากนั้นเขาก็ได้บทสรุปว่า ยังมีรังสีที่มองไม่เห็น (ไม่ใช่แสงสีแดง) อยู่และให้ความร้อนมากกว่ารังสีทั่วไป พลังความร้อนที่เป็นผลมาจากรังสีเหล่านี้ ทำให้มนุษย์เชื่อว่ามี “รังสีไม่ใช่แสงสีแดง” อยู่
ในสมัยนี้เอง นักวิทยาศาสตร์ชื่อ วิลาสโตน ได้นำเอาองค์ประกอบทางเคมีส่วนหนึ่งของแร่เงินมา โดยวางไว้หลังรังสีสีม่วง เขากลับพบสิ่งที่ผิดสมมุติฐานไป กล่าวคือไม่พบว่ามีรังสีอื่นอีก แต่มี “ตัวทำ” อันหนึ่งที่ทำให้องค์ประกอบทางเคมีของแร่เงินนั้นเปลี่ยนสีเป็นสีดำ
สมัยต่อมานักวิทยาศาสตร์ก็พบว่า การเปลี่ยนสีผิวของร่างกายเมื่อถูกแสงอาทิตย์นั้นก็เป็นผลทางเคมีของรังสีนี้นั่นเอง (จาก “ความเข้าใจเรื่องรังสี” ของแทนอนแฮม สปิลแมน)
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่ยอมรับกันว่า ยังมีรังสีอื่นอีก หลังจากรังสีสีม่วง ซึ่งมองไม่เห็นโดยเรียกมันว่า “รังสีหลังแสงสีม่วง”
เสียงที่ไม่ได้ยิน
มีเสียงอีกมากมายที่เราไม่ได้ยิน เสียงเหล่านี้ถูกเรียกว่า “เสียงที่เหนือกว่าเสียงทั่วไป” ซึ่งจากผลของมันทำให้เรารู้ถึงการมีอยู่ของมัน ในวงการแพทย์และอุตสาหกรรมได้ใช้ประโยชน์จากเสียงเหล่านี้
ความเข้าใจ
พวกเราทุกคนรู้จักตัวเอง คือเข้าใจว่า เรามีชีวิตอยู่ และมีการรับรู้ที่เป็นระบบเกี่ยวกับสิ่งภายนอกตัวเรา ยกตัวอย่าง
1. ฉันได้แก้ไขปัญหาโจทย์ทางคณิตศาสตร์ที่ยากที่สุดได้แล้ว
2. ฉันคิดอย่างหนักถึงทฤษฎีหนึ่ง แล้วก็พบว่ามันถูกต้องแล้ว
เช่นเดียวกัน มนุษย์รู้ถึงความรอบรู้ของตัวเอง หมายความว่า “เขารู้ว่า เขารู้” ความรู้ ความเข้าใจไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตาหรือได้ยินด้วยหู แต่มันคือความเป็นจริงที่ไม่อาจสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัส ซึ่งมนุษย์ทุกคนรู้จักมัน นอกเหนือจากการเห็นการได้ยิน และประสาทสัมผัสอื่นที่อยู่ในตัวเอง ส่วนคนอื่นก็ไม่อาจที่จะล่วงรู้ได้จากแนวทางที่ใช้ประสาทสัมผัส แต่จะต้องรับรู้ถึงการมีอยู่ของมันด้วยกับสื่อทางผลที่แสดงออกมา เช่น นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งได้อธิบายถึงวิธีการแก้ปัญหาทางวิชาการหนึ่ง ก็เป็นที่รู้กันว่า เขาได้เข้าใจมันในตอนนั้น
ถ้าเราถามนักวิทยาศาสตร์คนนั้นว่า “ท่านได้รู้ถึงทางออกของปัญหานั้น แล้วใช่หรือไม่?” เขาก็จะตอบว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว” เราเข้าใจว่า เขานั้นมีความรู้ต่อสิ่งที่เขารู้มา หมายความว่า “เขารู้ว่า เขารู้วิธีแก้ปัญหานั้น”
การใช้ความคิดสร้างภาพจินตนาการ
มนุษย์สามารถที่จะสร้างภาพทุกชนิดที่เขาต้องการได้ในความรู้สึกนึกคิดของเขา เช่น เขาสามารถที่จะสร้างภาพหอ ๆ หนึ่งเหมือน “หอไอเฟล” ในโลกแห่งความคิดของเขาได้ภายในอึดใจเดียว ในขณะที่การก่อสร้างจริง ๆ ของมัน (ในโลก) ต้องใช้เวลาหลายปี ต้องมีวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งแรงงานคนอีกนับพันคน ไม่เพียงเท่านั้นเขาสามารถสร้างให้มันใหญ่โตกว่าเป็นพัน ๆ เท่า โดยไม่ต้องเสียแรงอะไรเลย เช่นเดียวกัน เขาอาจจินตนาการถึงสิ่งหนึ่ง ซึ่งไม่มีอยู่จริงในโลกภายนอก เขาสามารถที่จะสร้างสัตว์ประหลาดที่มีหัวหลายหัว และมีมือ-เท้าหลายอัน ในการจินตนาการของเขาก็ได้ แน่นอนเหลือเกินว่า คนอื่นไม่อาจมองเห็นหรือได้ยินได้ แต่จำเป็นจะต้องติดตามจากผลของมันที่แสดงออกมา หรือจากคำพูดของคน ๆ นั้น
ความรัก ความเกลียด และการตัดสินใจ
ทุกคนมีสิทธิที่จะนึกชอบสิ่งหนึ่ง และในทางกลับกันก็อาจจะรู้สึกไม่ชอบต่อสิ่งนั้นก็เป็นได้ เช่นเดียวกับที่ในชีวิตของเราจำเป็นต้องมีการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ การงานทุกอย่างที่เขาชอบมัน เขาก็ต้องตัดสินใจที่จะปฏิบัติสิ่งนั้น และทุกอย่างที่เขาไม่ชอบ เขาก็จะไม่สนใจมัน และตัดสินใจว่าจะไม่ทำในสิ่งนั้น
ไม่มีใครที่จะล่วงรู้การตัดสินใจของผู้อื่นได้โดยตรง ไม่รู้ว่าเขาชอบหรือเกลียดอะไร นอกจากต้องพิจารณาจากผลตอบสนองของมัน เพราะความรัก ความโกรธเกลียด และการตัดสินใจนั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกมองเห็น หรือได้ยิน หรือสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสอื่น ๆ
การมีชีวิต
ลูกไก่ตัวเล็กสีสันสวยงามตัวหนึ่งอยู่ข้างหน้าเรา กำลังตกไปในบ่อน้ำ และตายก่อนที่เราจะช่วยไว้ได้ทัน ในวงจรชีวิตของสัตว์น้อยตัวนี้ในช่วงเวลานั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง สภาพปัจจุบันของมันแตกต่างอย่างไรกับวินาทีที่แล้วที่มันยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้มันไม่หายใจ ไม่วิ่ง ไม่กินอาหารอีกแล้ว
จำเป็นจะต้องกล่าวว่า สิ่งที่มีอยู่ในสัตว์ที่มีชีวิต และไม่มีในสัตว์ที่ตายแล้ว ก็คือ “ชีวิต” นั้นเอง ตัว “ชีวิต” นี้ไม่อาจสัมผัสหรือมองเห็นได้ แต่เรารับรู้ได้ว่าสัตว์ตัวนั้นมีชีวิตก็ดูจากการที่มันยังเคลื่อนที่ และกินอาหารได้นั่นเอง
ความเป็นจริงทางวิชาการ และความชัดเจนของตัวอย่างดังกล่าวข้างบน เป็นที่กระจ่างขึ้นว่า นอกเหนือจากสิ่งมีชีวิตทั่ว ๆ ไปที่เราสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า ยังมีสิ่งอื่นที่ไม่อาจสัมผัสได้โดยตรง แต่เราสามารถรู้จักสิ่งนั้นได้จากผล และการตอบสนองที่ออกมา
เราจึงได้บทสรุปว่า ไม่เป็นการถูกต้องเลยที่เราจะปฏิเสธสิ่งหนึ่งอันเนื่องมาจากเรามองไม่เห็นมัน เพราะการมองไม่เห็นไม่ใช่การแสดงถึงการไม่มีของสิ่งนั้น แนวทางการรับรู้ถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้มีเฉพาะกับการรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าเท่านั้น สติปัญญา ความรู้สึกนึกคิดของเราก็สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งหนึ่งได้ด้วยการดูจากผลของมันที่แสดงออกมา เหมือนกับการมีอยู่ของสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น-ที่ถูกรู้จักจากผลที่แสดงออกมา-ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าไม่มี
เราไม่ได้ต้องการที่จะกล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าก็เหมือนกับสิ่งที่มีอยู่จริงเหล่านั้น เพราะพระองค์คือความจริงแท้หนึ่งซึ่งอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น ไม่มีสิ่งใดเหมือนพระองค์ แต่จุดประสงค์ของเราก็คือ เราสามารถรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้ด้วยกับการพิจารณาผลที่แสดงออกมาของมัน ฉันใดฉันนั้น เราก็สามารถที่จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าได้ ด้วยกับผลที่ปรากฏให้เห็นอยู่
ดังนั้นพวกที่ใช้ตาดูอย่างเดียว แล้วปฏิเสธการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า เพราะไม่อาจมองเห็นได้นั้น ตาใจและความคิดของเขาได้มืดบอดไปแล้ว เพราะเรารู้แล้วว่า ตามสามัญสำนึก เราสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าได้ด้วยกับการพิจารณาระบบแห่งการสร้างสรรค์อันวิจิตรพิสดารของพระองค์
“จงเปิดตาใจของเจ้าออก ซึ่งมันเป็นเสมือนแก่นแท้ของการมองเห็น แล้วเจ้าก็จะเห็นในสิ่งที่ไม่อาจมองเห็น”
เพราะทุกสรรพสิ่ง คือเครื่องหมายที่แสดงถึงการมีอยู่ของพระองค์
แง่คิดที่ละเอียดกว่า และมีความสำคัญยิ่งกว่าที่กล่าวไป ก็คือการพินิจพิจารณากับผลอันเกิดจากพลานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า เช่น โลก และสมาชิกโลก ไม่เพียงแต่ชี้นำเราสู่การมีอยู่ของพระองค์เท่านั้น ยังทำให้เรารู้ถึงความจริงอีกหลายประเด็น กล่าวคือ โลกและสมาชิกโลกนั้น คือสิ่งที่แสดงถึงการมีอยู่ของพระองค์ สิ่งที่แสดงถึงการมีอยู่ของพระองค์นี้ใช่ว่าจะมีเฉพาะกับเรื่องหนึ่งเรื่องใด หรือสถานที่หนึ่งสถานที่ใดไม่ ทุกอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่แสดงถึงการมีของพระองค์ทั้งสิ้น ดังนั้นตัวของพระองค์เอง คือความจริงแท้หนึ่ง ซึ่งไม่มีสิ่งใดในโลกนี้เสมอเหมือนหรือเท่าเทียมพระองค์ อีกทั้งพระองค์ คือสิ่งที่มีอยู่อันไร้ขอบเขต ซึ่งมีความสมบูรณ์อย่างสูงสุดอยู่ และปราศจากซึ่งความบกพร่องใด ๆ
ด้วยเหตุนี้เอง จากการพินิจพิจารณา และศึกษาถึงร่องรอยแห่งการสร้างของพระผู้เป็นเจ้าทำให้เราได้พบความจริงสองประการนี้ :
1. การมีอยู่ของพระผู้สร้างโลก ซึ่งสรรพสิ่งทั้วมวล คือสัญญลักษณ์ที่แสดงถึงการมีอยู่ของพระองค์
2. อันเนื่องจากสิ่งที่แสดงถึงการมีอยู่ของพระองค์นี้ไร้ซึ่งขอบเขตจำกัด ไม่จำเพาะเจาะจงกับเวลาหนึ่งเวลาใด หรือสถานที่หนึ่งสถานที่ใด ทำให้เราได้เข้าใจว่า พระองค์ คือการมีอยู่หนึ่งซึ่งไร้ขอบเขตจำกัดใด ๆ ทั้งสิ้น พระองค์มีคุณลักษณะอันสมบูรณ์แบบ ถึงแม้ว่า เราจะไม่สามารถรู้ถึงการมีอยู่จริงของพระองค์ได้
ท่านมุฮัมมัด บินอับดุลลอฮฺ คุรอซานี คนรับใช้ท่านอิมามริฏอ (อ) กล่าวว่า :
มีคนกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่กับท่านอิมาม (อ) แล้วก็มีผู้ปฏิเสธพระเจ้าคนหนึ่งได้เข้ามายังกลุ่มนั้น
ท่านอิมาม (อ) กล่าวกับเขาว่า
“หากเป็นไปตามที่เจ้าพูดว่า พระผู้เป็นเจ้า ศาสนทูต และคัมภีร์ไม่มีอยู่จริง (ความเป็นจริงมี) ละก็ การนมาซ การถือศีลอด การจ่ายซะกาต และความเชื่อของเราจะเป็นอันตรายสำหรับเราหรือ ?”
ชายคนนั้นไม่ตอบอะไรทั้งสิ้น (แสดงว่าไม่มีอันตราย)
ท่านอิมาม (อ) กล่าวต่อไปว่า :
“แต่ถ้าสิ่งที่เรากล่าว คือพระผู้เป็นเจ้ามีจริง ศาสนามีจริง วันแห่งการตัดสินตอบแทนมีจริง (ซึ่งต้องมีอย่างแน่นอน) ว่าเป็นความจริงทั้งสิ้น เจ้าจะไม่พบกับความต้อยต่ำหายนะหรือ ?”
(เป็นที่กระจ่างชัดว่า ตามสามัญสำนึกของทุกคน แม้เพียงคาดการณ์ว่ายังมีโลกอื่นอีก เขาก็จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติภารกิจทางศาสนาของเขา เพื่อจะไม่ตกอยู่ในสภาพแห่งความหายนะ)
ชายคนนั้นถามขึ้นว่า
“แล้วพระผู้เป็นเจ้าที่ท่านเชื่อนั้นอยู่ที่ไหน และอยู่อย่างไรเล่า ?”
ท่านอิมาม (อ) ตอบว่า
“คำถามของเจ้าผิด พระผู้เป็นเจ้าไม่มีที่อยู่ ที่จะถูกตั้งคำถามว่าอยู่ที่ไหน พระองค์เป็นผู้สร้างที่อยู่ (ของทุกสรรพสิ่ง) พระองค์ไม่มีสภาพว่าเป็นอย่างไร จึงไม่อาจตั้งคำถามว่า พระองค์มีอย่างไร พระองค์เป็นผู้สร้างสภาพต่าง ๆ ขึ้นมาเอง ดังนั้นจึงไม่อาจรู้จักพระองค์ได้ด้วยแนวทางเหล่านั้น พระผู้เป็นเจ้าไม่อาจรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส และไม่มีทางที่จะนำไปเปรียบกับสิ่งถูกสร้างใด ๆ”
ชายคนดังกล่าวแย้งว่า
“หากว่าไม่อาจรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส ดังนั้นพระองค์ก็ไม่มี”
ท่านอิมาม (อ) จึงตอบ
“ความหายนะจงมีแก่เจ้า (ทำไมความคิดเขลาขนาดนี้) เพียงเพราะประสาทสัมผัสของเจ้าไร้ความสามารถที่จะรู้จักพระองค์ เจ้าก็อาจหาญที่จะปฏิเสธพระผู้สร้างตัวเองกระนั้นหรือ ? แต่พวกเรา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า เราไม่มีความสามารถที่จะเจอพระองค์ได้ เราก็เชื่อมั่นว่า พระองค์ คือพระผู้อภิบาลของเราแต่เพียงผู้เดียว”
เขากล่าวตอบว่า
“งั้นก็ลองบอกซิว่า พระองค์มีมาเมื่อไร ?”
ท่านอิมาม (อ) ตอบ
“เจ้านั้นแหละจงบอกซิว่าพระองค์ไม่มีมาตั้งแต่เมื่อไร เพื่อที่ข้าจะได้บอกว่า พระองค์มีมาตั้งแต่เมื่อไร (หมายความว่า พระผู้เป็นเจ้ามีอยู่ก่อนกาลเวลา พระองค์เป็นผู้สร้างกาลเวลาขึ้นมา)”
เขากล่าวว่า
“เหตุผลในการพิสูจน์การมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าคืออะไร ?”
ท่านอิมาม (อ) ตอบว่า
“เมื่อเวลาที่ข้าคิดพิจารณาในเรื่องร่างกายของข้า ข้าเห็นว่า ตัวข้าเองไม่อาจเพิ่มเติมให้มันสั้น-ยาวได้ตามใจชอบ เช่นเดียวกับที่ไม่อาจรู้สึกให้สบาย หรือไม่ให้สบายตามใจปรารถนาของตัวเองได้ (บางครั้งพยายามที่จะให้หายป่วยจากโรคหนึ่ง แต่ก็ไม่เป็นผล) ด้วยสาเหตุดังกล่าว และจากการพิจารณาระบบแห่งสุริยจักรวาล อีกทั้งสิ่งถูกสร้างทั้งมวลในโลกทำให้ข้าเข้าใจได้ว่า ร่างกายของข้าและโลกที่ถูกสร้างนี้มีพระผู้อภิบาล และพระผู้สร้าง (ที่ทรงรอบรู้ และปรีชาญาณ)”


