เหตุใดอัลลอฮ์จึงตรัสถึงการเลือกสรรท่านหญิงมัรยัมถึงสองครั้งในโองการเดียว? ซูเราะฮ์อาลุอิมรอน อายะฮ์ที่ 42–44 เผยให้เห็นสถานะอันประเสริฐของท่านหญิงมัรยัม พร้อมยืนยันว่าคุณค่าของมนุษย์อยู่ที่ความบริสุทธิ์และการเคารพภักดี มิใช่เพศสภาพ
สถานะท่านหญิงมัรยัม (อะลัยฮาซะลาม)
وَإِذْ قَالَتِ الْمَلَائِكَةُ يَا مَرْيَمُ إِنَّ اللَّـهَ اصْطَفَاكِ وَطَهَّرَكِ وَاصْطَفَاكِ عَلَىٰ نِسَاءِ الْعَالَمِينَ . يَا مَرْيَمُ اقْنُتِي لِرَبِّكِ وَاسْجُدِي وَارْكَعِي مَعَ الرَّاكِعِينَ . ذَٰلِكَ مِنْ أَنبَاءِ الْغَيْبِ نُوحِيهِ إِلَيْكَ ۚ وَمَا كُنتَ لَدَيْهِمْ إِذْ يُلْقُونَ أَقْلَامَهُمْ أَيُّهُمْ يَكْفُلُ مَرْيَمَ وَمَا كُنتَ لَدَيْهِمْ إِذْ يَخْتَصِمُونَ – آل عمران : 42-٤٤
และ (จงรำลึก) เมื่อ (ครั้งที่) มะลาอิกะฮ์กล่าวว่า “มัรยัมเอ๋ย แท้จริงแล้ว อัลลอฮ์ทรงเลือกสรรเธอ [1] ทรงทำให้เธอสะอาดบริสุทธิ์ และทรงคัดเลือกเธอ (ให้มีฐานะดีเด่น) เหนือสตรีในโลกทั้งผอง”. “มัรยัมเอ๋ย จงนอบน้อมต่อพระผู้อภิบาลของเธอ จงกราบกรานซุญูดและก้มรุกัวะอ์พร้อมกับบรรดาผู้ก้มโค้งรุกัวะอ์ทั้งหลาย”. (43) เรื่องราวเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง อันพ้นญาณวิสัยที่เราได้ดลวะห์ยูให้แก่เจ้า [2] -มุฮัมมัด-เจ้าไม่ได้อยู่กับ พวกเขา เมื่อพวกเขาได้โยนไม้ (จับฉลาก) ของพวกเขา ว่าบุคคลใดในหมู่พวกเขาจะเป็นผู้ดูแลมัรยัม และเจ้าก็ไม่ได้อยู่ร่วมกับพวกเขา เมื่อพวกเขาได้ถกเถียงกัน (ว่าใครจะเป็นผู้ดูแลมัรยัม). (อาลุอิมรอน 42-44)
สารธรรมจากโองการ
1) ในโองการนี้ อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงกล่าวถึงเรื่อง “การเลือกสรรท่านหญิงมัรยัม” ถึง 2 ครั้งด้วยกัน กล่าวคือ ครั้งที่ 1 พระองค์ทรงยอมรับการเคารพภักดี (อิบาดะฮ์) ของท่านหญิง อันเป็นการบ่งชี้ว่า การเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ นั้นไม่มีเรื่อง ‘เพศสภาพ’ เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นบุรุษหรือสตรีก็ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้าด้วยกันทั้งสิ้น หากเขาเหล่านั้นเพียรพยายามทำการเคารพภักดีด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์เท่านั้น, ครั้งที่ 2 นั้นบ่งชี้ว่า พระองค์ทรงยกย่องสถานะของท่านหญิงมัรยัมให้มีฐานะโดดเด่นเหนือสตรีในโลกยุคสมัยของนาง.
2) เรื่องราวทั้งหมดที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮ์)ได้รับรู้มาอันเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในยุคบรรพชนนั้นเป็นเรื่องที่เป็น ‘วะห์ยู’ โดยตรง, มนุษย์ทุกคนยากที่จะรับรู้เรื่องราวเหล่านั้นได้ นั่นหมาย ความว่า มันเป็นหลักฐานยืนยันถึง “สภาวะความเป็นศาสดา” ของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮ์) นั่นเอง โดยที่เมื่อท่านศาสดานำเรื่องนี้มาบอก ทุกคนต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็น ‘ความจริง’ ซึ่งสำหรับท่านศาสดาแล้วเป็นเรื่องยากที่จะได้รับความรู้ประเภทนี้ เพราะท่านเป็น “ผู้ที่ไม่ได้รับการประศาสน์ความรู้” (อุมมี) จากแหล่งความรู้ใดทั้งสิ้น.
การอยู่ร่วมกันและให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน
สี่ ความร่วมไม้ร่วมมือกันในด้านสภาพความเป็นอยู่ของคนในสังคม
การดูแลกันและกันในสังคมถือเป็นหน้าที่ของคนในสังคมนั้น
การที่จะทำให้คนในสังคมมีศาสนาและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีตามหลักการศาสนาละก็ ทุกคนในสังคมต้องพยายามปฏิบัติตามหลักการศาสนา หนึ่งในนั้นก็คือทุกคนในสังคมต้องรู้จักการแบ่งปันตามหลักการศาสนา ซึ่งหลักการอิสลามได้กำหนดหน้าที่เหล่านั้นเอาไว้อย่างครบถ้วนแล้ว ไม่ว่าเป็นเรื่อง “การบริจาคในระดับที่เน้นให้กระทำ” เช่น การบริจาคทาน (ศ่อดะเกาะฮ์) การเลี้ยงอาหาร และการให้ความช่วยเหลือเพื่อการยืมและแบ่งปัน, ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “การบริจาคในระดับที่ต้องกระทำ” เช่น ผู้ที่มีรายได้หักลบรายจ่ายแล้ว มีเงินเหลือตามพิกัดที่กำหนดไว้ หรือครอบครองทรัพย์สินเงินทองมากกว่าพิกัดที่กำหนด ก็จำเป็นต้องจ่ายซะกาตอาจเป็นเงินหรือทอง ให้แก่คนยากจน อนาถา และบุคคลกลุ่มอื่นที่อยู่ในข่ายที่ต้องได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูตามหลักการศาสนา, ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องมีการปรับเป็นค่าไถ่ (กัฟฟาเราะฮ์) ในกรณีที่มุสลิมคนหนึ่งฝ่าฝืนหลักการศาสนาในบางประเด็น, ไม่ว่าจะเป็นการที่มุสลิมทุกคนต้อง “จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮ์” เมื่อสิ้นสุดเดือนแห่งการถือศีลอด (ร่อมะฎอน), ไม่ว่าจะเป็นการที่เมื่อเขาได้รับรางวัลตอบแทนอะไรมาก็ตาม หรืออยากให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งของตนเองแก่บุคคลอื่นที่เราเรียนกว่า ‘ฮะดียะฮ์’, ทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นการสอนให้ประชาชาติมุสลิมรู้จักการแบ่งปัน ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และมีจิตใจที่เห็นความทุกข์ยากของคนอื่นไม่ว่าเขาจะอยู่ในสภาพใดก็ตามก็พร้อมจะแบ่งปันอยู่เสมอตามอัตภาพที่เขามีอยู่.
ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งสำหรับบุคคลที่มีสถานะและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าบุคคลอื่น หรือมีทรัพย์สินเงินทองมากกว่าบุคคลอื่น นั่นก็คือ การยกทรัพย์สินให้เป็นศาสนสมบัติ (วักฟ์) กล่าวคือ ผู้ที่มีทรัพย์สินมากมาย เช่น ที่ดิน หรือรายได้เกินความจำเป็นหรือความต้องการของตนและครอบครัวแล้ว เขาก็อาจยกทรัพย์สินนั้นให้กับ “ศาสนา” ที่เราเรียกว่า “การยกทรัพย์สินให้เป็นศาสนสมบัติ” (วักฟ์) นั่นเอง หรือเขาอาจเขียนเป็นพินัยกรรมสั่งเสียไว้ว่า ให้มอบทรัพย์สินส่วนใดส่วนหนึ่ง (หลังจากแบ่งมรดกแล้ว) ให้เป็น “ศาสนสมบัติ” หลังจากที่เขาเสียชีวิตแล้ว ซึ่งผู้ที่เป็นทายาทก็ต้องปฏิบัติไปตามนั้น.
ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮ์) ได้สรุปการทำคุณงามความดีดังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่จะติดตัวผู้กระทำนั้นไม่ตลอดตราบจนวันฟื้นคืนชีพ (กิยามะฮ์) ในขณะที่ทุกการกระทำล้วนต้องสิ้นสูญเมื่อชีวิตหาไม่แล้ว ดังความที่ท่านกล่าวเป็นวจนธรรมไว้ว่า:
إِذَا مَاتَ الْإِنْسَانُ اِنْقَطَعَ عَمَلُهُ إِلَّا مِنْ ثَلَاثَةٍ: صَدَقة جَاريَة أَو عِلْمٌ يَنْتَفِعُ بِهِ أَو وَلَدٌ صَالِحٌ يَدْعُوْهُ. (صحيح مسلم، ج9، ص73، باب الوقف)
“เมื่อมนุษย์เสียชีวิตลง การงาน (ทั้งหลาย) ของของเขาถูกตัดขาดลง ยกเว้น (การงาน) ทั้ง 3 ต่อไปนี้ 1) การจ่ายทานศ่อดะเกาะฮ์, 2) ความรู้ที่มีผู้ได้รับประโยชน์จากความรู้นั้น, 3) ลูกที่ดีมีคุณธรรมวิงวอนขอพร (ดุอาอ์) ให้เขา”.
วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2568 / 28 ญะมาดิ้ลอูลา 1447
- เชิงอรรถ
[1] ยอมรับการทำอิบาดะฮ์ (เคารพภักดี) ของเธอ.
[2] “วะห์ยู” คือ วิธีการที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงสื่อสารมายังศาสนทูตหรือศาสดาของพระองค์ใน 3 ลักษณะด้วยกัน คือ 1) ตรัสโดยตรงมายังศาสนทูต 2) ตรัสโดยผ่านม่านกำบัง และ 3) ตรัสโดยผ่านให้ท่านญับรออีล (อะลัยฮิสซะลาม) นำมามอบให้ศาสนทูตเหล่านั้น โดยศาสดาหรือศาสนทูตแต่ละท่านอาจได้รับทั้ง 3 ลักษณะ หรือได้รับเฉพาะลักษณะใดลักษณะหนึ่งก็ได้, ยังมีวิธีการที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงใช้สื่อสารผ่านมายังบุคคลอื่นหรือสิ่งถูกสร้างอื่น ซึ่งอาจเรียกว่า “อิ้ลฮาม” และบางครั้งก็อาจเรียกว่า “วะห์ยู” ด้วย, ในอัลกุรอานฉบับแปลโดยเชคซัยนุ้ลอาบิดีน ฟินดี้ จะแปล “วะห์ยู” ว่า “การดลวะห์ยู” หรือ “การวิวรณ์” ส่วน “อิ้ลฮาม” นั้นจะแปลว่า “การดลจิต”.






