วันอาทิตย์ 18 ตุลาคม 2026
หน้าแรก สารธรรมจากธรรมาสน์ เมียะห์รอบ: สถานที่แห่งการทำสงครามกับชัยฏอน

เมียะห์รอบ: สถานที่แห่งการทำสงครามกับชัยฏอน

6

ซูเราะฮ์อาลุอิมรอน อายะฮ์ที่ 38–39 เผยความหมายของ “เมียะห์รอบ” ว่าไม่ใช่เพียงสถานที่ยืนนำนมาซ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ทางจิตวิญญาณกับชัยฏอน พร้อมบทเรียนเรื่องการวิงวอน การช่วยเหลือผู้ยากไร้ และการแบ่งปันในสังคมอิสลาม

‘เมียะห์รอบ’: สถานที่แห่งการทำสงคราม

هُنَالِكَ دَعَا زَكَرِيَّا رَبَّهُ ۖ قَالَ رَبِّ هَبْ لِي مِن لَّدُنكَ ذُرِّيَّةً طَيِّبَةً  ۖ إِنَّكَ سَمِيعُ الدُّعَاءِ . فَنَادَتْهُ الْمَلَائِكَةُ وَهُوَ قَائِمٌ يُصَلِّي فِي الْمِحْرَابِ أَنَّ اللَّـهَ يُبَشِّرُكَ بِيَحْيَىٰ مُصَدِّقًا بِكَلِمَةٍ مِّنَ اللَّـهِ وَسَيِّدًا وَحَصُورًا وَنَبِيًّا مِّنَ الصَّالِحِينَ – آل عمران : 38-٣٩

ณ ที่นั้นเองซะกะรียาได้วิงวอนต่อพระผู้อภิบาลของเขา เขากล่าวว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ โปรดประทานผู้สืบสกุลผู้บริสุทธิ์ที่มาจากพระองค์แก่ข้าพระองค์ด้วยเทอญ แท้จริงแล้วพระองค์คือผู้ทรงได้ยินการวิงวอนขอ”. มะลาอิกะฮ์เรียกเขา ขณะที่เขากำลังยืนทำนมาซอยู่ในเมียะห์รอบว่า อัลลอฮ์ทรงแจ้งข่าวดีมายังท่านเรื่อง (การถือกำเนิดของ) ยะห์ยา[1] ผู้เป็นพยานยืนยัน (ความเป็นศาสนทูตของ) พระดำรัสหนึ่ง[2]ที่มาจากอัลลอฮ์เป็นหัวหน้ากลุ่มชนเป็นผู้รักษาพรหมจรรย์ และศาสดาท่านหนึ่งจากบรรดาผู้มีคุณธรรมความดี. (อาลุอิมรอน / 38-39)

สถานที่ซึ่งอิหม่ามยืนนำนมาซในมัสญิดนั้น เราเรียกว่า ‘เมียะห์รอบ’ หรืออาจรวมความถึงบริเวณโดยรอบของมัสญิดที่ใช้สำหรับทำ ‘อะมั้ลอิบาดะฮ์’ (การบำเพ็ญการเคารพภักดีในอัลลอฮ์) ด้วยก็ได้, ในทางภาษา คำว่า  ‘เมียะห์รอบ’ นี้ มาจากรากศัพท์ ‘ฮั้รบ์’ ซึ่งแปลว่า การสงคราม, เหตุที่ตั้งชื่อสถานที่ดังกล่าวว่าเป็น “สถานที่แห่งการทำสงครามนั้น” ก็เพราะเมื่อมนุษย์ผู้ศรัทธายืนขึ้นเพื่อทำการเคารพภักดีต่อพระเจ้านั้น ก็เสมือนพวกเขากำลังทำสงครามกับชัยฏอน ศัตรูตัวฉกาจของพวกเขา และจิตใฝ่ต่ำซึ่งเป็นผลจากการปฏิบัติตามชัยฏอนนั่นเอง, ในโองการนี้ ‘เมียะห์รอบ’ ให้ความหมายว่า “สถานประกอบการบำเพ็ญการเคารพภักดีในอัลลอฮ์” (มัสญิด).[3]

จากโองการนี้และโองการอื่น เราอาจเข้าใจได้ว่า การนมาซนั้นเคยมีปรากฏอยู่ในแนวทางคำสอนของศาสนาอื่นที่มาจากฟากฟ้าด้วยเช่นกัน.[4]

การอยู่ร่วมกันและให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน

สี่ ความร่วมไม้ร่วมมือกันในด้านสภาพความเป็นอยู่ของคนในสังคม

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮ์) ได้ให้ความสำคัญในเรื่อง ‘เด็กกำพร้า’ อย่างมาก, ท่านได้โน้มน้าวบรรดาผู้ศรัทธาให้ใส่ใจและดูแลพวกเขา, โดยถือว่าเป็นหลักการที่เครือญาติผู้ใกล้ชิดจะต้องให้การดูแลเป็นเบื้องต้น และจะต้องตอบสนองต่อความต้องการของพวกเขาตามกำลังและศักยภาพที่พวกเขามีอยู่, จากนั้นองค์กรทางสังคม หรือมุสลิมในภาพรวมก็จะต้องเข้ามาจัดการดูแลและแบ่งปันความช่วยเหลือในประเด็นนี้ หากบรรดาเครือญาติผู้ใกล้ชิดของ ‘เด็กกำพร้า’ เหล่านั้นไม่อาจที่จะตอบสนองในความต้องการทางสังคมของ  พวกเขาเหล่านั้นได้, การเข้าร่วมและรับผิดชอบดูแล ‘เด็กกำพร้า’ ของเครือญาติและมุสลิมโดยรวมนั้นถือเป็นการสร้างสรรค์สังคมที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดอีกประการหนึ่ง เพราะ ‘เด็กกำพร้า’ เหล่านี้เองที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และเป็นมุสลิมที่ดีได้ และเมื่อพวกเขาได้รับการตอบสนองที่ดีและได้รับการแบ่งปันในวัยเด็กแล้ว แน่นอนเหลือเกินในวัยผู้ใหญ่ พวกเขาก็จะต้องเป็นผู้ให้ตอบแทนสังคมในลำดับถัดไป นี่คือหลักชัยของหลักธรรมคำสอนของอิสลามในเรื่องของ ‘เด็กกำพร้า’ นั่นเอง

“สังคมอิสลาม” เป็นสังคมที่มีลักษณะโดดเด่นอีกประการหนึ่งก็คือ “การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”, ฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่มุสลิมทุกคนควรต้องสำนึกให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ก็คือ เมื่อเราอยู่ในสังคมอิสลามที่มีลักษณะอันโดดเด่นเช่นนั้น เราก็ควรจะส่งเสริมให้สังคมของเรามีการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน, นั่นหมายความว่า “ผู้ร่ำรวย” หรือ “ผู้ที่อยู่ในสภาพมีอันจะกิน” หรือ “ผู้ที่อยู่ในสภาพที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เป็นอย่างดี” ก็ควรให้ความสนใจและแบ่งปันแก่ “ผู้ยากจน” หรือ “ผู้ที่หาเช้ากินค่ำ” หรือ “ผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้” เพราะหากเรามีการแบ่งปันกัน ไม่เพียงแต่เราได้ปฏิบัติตามหลักการศาสนาแล้ว เราในฐานะของ “ผู้เป็นมือบน” นั้นยังถือได้ว่า เป็นบุคคลที่มีส่วนทำให้สังคมอิสลามมีความโดดเด่นในด้าน “การช่วยเหลือและแบ่งปันซึ่งกันและกัน”

ชนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษและสังคมมุสลิมควรจะต้องให้ความสนใจและให้การดูแล ก็คือ ผู้ตกทุกข์ได้ยาก คนยากจนอนาถา คนป่วย และผู้พิการ, เพราะพวกเขามีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนคนอื่นในสังคม ไม่ว่าจะเป็นด้านกายภาพและชีวิตความเป็นอยู่, มุสลิมทั่วไปที่มีความพร้อมและมีศักยภาพพอที่จะช่วยเหลือพวกเขาในประเด็นใดได้ ก็ควรยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เพราะการให้ความรักและการแบ่งปันนั้นย่อมต้องสร้างพลังในการดำเนินชีวิตของพวกเขาและทำให้พวกเขาสามารถฟันฝ่าอุปสรรคได้ตามอัตภาพของพวกเขา และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือหากในสังคมมุสลิมเรามีมุสลิมที่ตกอยู่ในสภาพดังกล่าว และพวกเรามุสลิมทั่วไปก็มีความพร้อมที่จะเข้ามาโอบอุ้มพวกเขานั้น มันก็จะเป็นแรงขับที่สำคัญให้พวกเขาดำรงตนในการเป็นมุสลิมที่ดีได้ในสังคม…อินชาอัลลอฮ์

เอาเข้าจริงแล้ว ในสังคมมุสลิมทั่วไปนั้น “การขอ” อาจเป็นหนทางสุดท้ายของพวกเขา แต่ “การยืม” อาจเป็นหนึ่งในแนวทางที่พอจะมีการนำมาบรรเทาความเจ็บปวด ความทุกข์ยาก และความยากลำบากของอีกหลายคนที่มีความรู้สึกว่า “การขอ” อาจนำมาซึ่ง “การเสียเกียรติ” ได้, อัลกุรอานได้เน้นย้ำให้เห็นถึงหน้าที่ประการหนึ่งของสังคมมุสลิมก็คือ:

ตัวบทหลักการศาสนาได้ให้ภาพรวมของการช่วยเหลือและการแบ่งปันแก่พวกเขาไว้ว่า:

وَإِن كَانَ ذُو عُسْرَةٍ فَنَظِرَةٌ إِلَىٰ مَيْسَرَةٍ ۚ وَأَن تَصَدَّقُوا خَيْرٌ لَّكُمْ ۖ إِن كُنتُمْ تَعْلَمُونَ – البقرة : ٢٨٠

หากเขา[5] เป็นผู้มีความยากลำบาก[6] ก็ให้ผ่อนผัน (เขา) จนกว่าจะสะดวก[7], และการที่พวกเจ้าได้บริจาคไป[8] ก็เป็นการดีสำหรับพวกเจ้า หากพวกเจ้ารู้. (อัลบะก่อเราะฮ์ / 280)

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮี) ได้วางแนวทางในเรื่อง “ความรู้สึกร่วม” และ “การรับรู้ถึงความเจ็บปวดของความทุกข์ยากของคนในสังคม” โดยนำไปเปรียบเทียบกับ “ความรู้สึกเจ็บปวด” ที่ทุกคนต้องเผชิญกับสภาพนั้นในวันกิยามะฮ์ โดยระบุอย่างชัดเจนว่า เมื่อพวกท่านต้องการให้อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ทรงขจัดความทุกข์ยาก ความเจ็บปวด และความกระวนกระวายใจที่ต้องเผชิญในวันกิยามะฮ์นั้น ท่านก็ต้องพยายามขจัดความทุกข์ยาก ความเจ็บปวด และความกระวนกระวายใจที่พี่น้องมุสลิมเผชิญอยู่ในโลกนี้ด้วย, อีกทั้งท่านยังได้ให้คำอธิบายในภาพรวมและให้หลักประกันแก่ผู้ที่มีส่วนร่วมในเรื่องนั้นว่า:

ดังรายงานที่กล่าวว่า:

مَنْ نَفَّسَ عَنْ مُسْلِمٍ كُرْبَةً مِنْ كُرَبِ الدُّنْيَا نَفَّسَ اللهُ عَنْهُ كُرْبَةً مِنْ كُرَبِ يَوْمِ الْقِيَامَةِ، وَ مَنْ كَانَ فِي حَاجَةِ أَخِيْهِ كَانَ اللهُ فِيْ حَاجَتِهِ…

“บุคคลใดได้บรรเทาความเจ็บปวด (ความทุกข์ยาก ความขาดแคลน ความกลัว หรือความวิตกกังวล) ของมุสลิมคนหนึ่งในโลกนี้ อัลลอฮ์ก็จะทรงบรรเทาความทุกข์โศก (ที่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก) ของเขานั้นในวันฟื้นคืนชีพ และบุคคลใดก็ตามใส่ใจตอบสนองความต้องการของพี่น้องของเขา (ด้วยการให้ความช่วยเหลือและแบ่งปัน)  อัลลอฮ์ก็ทรงเป็นองค์ตอบสนองความต้องการของเขาเช่นกัน…”[9]

อิสลามได้ให้ความสำคัญในประเด็นนี้ เพราะรู้ดีว่า ตราบใดก็ตามที่ท้องยังหิวอยู่ ก็ยากที่จะสอนให้พวกเขาปฏิบัติตามหลักการศาสนา หรือเป็นคนดีในสังคม.

….

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2568 / 1 ญะมาดิ้ลอูลา 1447

  • เชิงอรรถ

[1] นามศาสดาท่านหนึ่งของอิสลาม เป็นบุตรของศาสดาซะกะรียา (อะลัยฮิสซะลาม) ท่านถูกสังหารด้วยการตัดศีรษะโดยพวกยิว.

[2] หมายถึงศาสดาอีซา (อะลัยฮิสซะลาม).

[3] قاموس قرآن: ج2، ص115.

[4] أطيب البيان: ج3، ص187.

[5] ลูกหนี้.

[6] ในการใช้หนี้.

[7] หาเงินมาใช้หนี้ได้.

[8] ยกหนี้ให้.

[9] شرح أصول الكافي، المازندراني: ج2، ص491