วันอาทิตย์ 18 ตุลาคม 2026
หน้าแรก สารธรรมจากธรรมาสน์ ประวัติการถือกำเนิดของท่านหญิงมัรยัม: สตรีพรหมจรรย์ผู้บริสุทธิ์

ประวัติการถือกำเนิดของท่านหญิงมัรยัม: สตรีพรหมจรรย์ผู้บริสุทธิ์

5

ซูเราะฮ์อาลุอิมรอน อายะฮ์ที่ 35–37 บอกเล่าจุดเริ่มต้นของท่านหญิงมัรยัม ตั้งแต่การบนบานของภริยาอิมรอน การได้รับการคุ้มครองจากอัลลอฮ์ ไปจนถึงการเติบโตภายใต้การดูแลของศาสดาซะกะรียา และปัจจัยยังชีพที่พระองค์ประทานโดยมิอาจคำนวณได้

ประวัติการถือกำเนิด “สตรีพรหมจรรย์ผู้พิสุทธิ์”

إِذْ قَالَتِ امْرَأَتُ عِمْرَانَ رَبِّ إِنِّي نَذَرْتُ لَكَ مَا فِي بَطْنِي مُحَرَّرًا فَتَقَبَّلْ مِنِّي ۖ إِنَّكَ أَنتَ السَّمِيعُ الْعَلِيمُ . فَلَمَّا وَضَعَتْهَا قَالَتْ رَبِّ إِنِّي وَضَعْتُهَا أُنثَىٰ وَاللَّـهُ أَعْلَمُ بِمَا وَضَعَتْ وَلَيْسَ الذَّكَرُ كَالْأُنثَىٰ ۖ وَإِنِّي سَمَّيْتُهَا مَرْيَمَ وَإِنِّي أُعِيذُهَا بِكَ وَذُرِّيَّتَهَا مِنَ الشَّيْطَانِ الرَّجِيمِ . فَتَقَبَّلَهَا رَبُّهَا بِقَبُولٍ حَسَنٍ وَأَنبَتَهَا نَبَاتًا حَسَنًا وَكَفَّلَهَا زَكَرِيَّا ۖ كُلَّمَا دَخَلَ عَلَيْهَا زَكَرِيَّا الْمِحْرَابَ وَجَدَ عِندَهَا رِزْقًا ۖ قَالَ يَا مَرْيَمُ أَنَّىٰ لَكِ هَـٰذَا ۖ قَالَتْ هُوَ مِنْ عِندِ اللَّـهِ  ۖ إِنَّ اللَّـهَ يَرْزُقُ مَن يَشَاءُ بِغَيْرِ حِسَابٍ – آل عمران : 35-٣٧

(จงรำลึก) เมื่อ (ครั้งที่) ภริยาของอิมรอนกล่าวขึ้นว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอบนบานไว้กับพระองค์ว่า เด็กที่อยู่ในครรภ์ของข้าพระองค์นี้เป็นอิสระ[1] ดังนั้นได้โปรดรับ (เด็กน้อยผู้เป็นอิสระผู้นี้) จากข้าพระองค์ด้วย แท้จริงแล้วพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน[2] ผู้ทรงรอบรู้. (35) เมื่อนางคลอดบุตรออกมา นางกล่าวว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้คลอดบุตรเป็นผู้หญิง” อัลลอฮ์ทรงรู้ดียิ่ง (กว่าผู้ใดทั้งหมด) ถึงสิ่งที่นางคลอดออกมา ผู้ชายย่อมไม่ใช่ผู้หญิง “ข้าพระองค์ขอตั้งชื่อเด็กน้อยผู้นี้ว่ามัรยัม[3] และข้าพระองค์วอนขอต่อพระองค์ได้โปรดคุ้มครองเธอ และผู้สืบสกุลของเธอ (ให้ห่างไกล) จากชัยฏอนผู้ถูกสาปแช่ง. (36) แล้วพระผู้อภิบาลของเธอก็ทรงยอมรับเธอด้วยการยอมรับที่ดียิ่ง และพระองค์ทรงทำให้เธอเจริญเติบโตขึ้นอย่างดีงาม และซะกะรียา[4] รับหน้าที่ดูแลเธอ เมื่อใดก็ตามที่ซะกะรียาเข้ามาหาเธอ ที่เมียะห์รอบ[5] ก็พบปัจจัยยังชีพอยู่เบื้องหน้าเธอ เขาพูดขึ้นว่า “มัรยัมเอ๋ย นี่อะไรกัน มาได้อย่างไร (จากไหนหรือ) ?” เธอกล่าว (ตอบ) ว่า “มันมาจากอัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ โดยไม่อาจคำนวนนับได้”. (37)

การอยู่ร่วมกันและให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน

สี่ ความร่วมไม้ร่วมมือกันในด้านสภาพความเป็นอยู่ของคนในสังคม

ส่วนในโองการแรกของซูเราะฮ์อัลมาอูนนั้น อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ทรงอธิบายถึงพฤติกรรมของบุคคลที่ละเลยและไม่สนใจในเรื่องราวของ “เด็กกำพร้า” ว่าเป็นพวกที่กล่าวหาว่า อิสลามโกหกเรื่อง “วันโลกหน้า” โดยที่พวกเขาไม่มีศรัทธาในเรื่องนี้ ดังความที่ว่า:

أَرَأَيْتَ الَّذِي يُكَذِّبُ بِالدِّينِ . فَذَٰلِكَ الَّذِي يَدُعُّ الْيَتِيمَ ﴿الماعون : 1-٢

เจ้าได้เห็น (และรู้จัก) ผู้ซึ่งกล่าวหาวันตัดสิน (ว่าเป็นเท็จ) แล้วใช่ไหม ?. นั่นคือผู้ซึ่งผลักไสเด็กกำพร้า (อย่างรุนแรงและไม่สนใจใยดี). (อัลมาอูน / 1-2) 

ดังที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ก็ได้ทรงมีพระบัญชาให้รักษาทรัพย์สินของเด็กกำพร้า และต้องไม่เข้าไปยุ่มย่ามโดยไม่จำเป็น หรือถ้าจำเป็นก็ต้องเข้าไปบริหารจัดการให้ดี ดังความที่ว่า:

وَلَا تَقْرَبُوا مَالَ الْيَتِيمِ إِلَّا بِالَّتِي هِيَ أَحْسَنُ حَتَّىٰ يَبْلُغَ أَشُدَّهُ … ﴿الأنعام : 152

“พวกท่านอย่าได้เข้าใกล้-ใช้ประโยชน์-ทรัพย์สินของเด็กกำพร้า ยกเว้นโดยวิธีการที่ดียิ่ง-เพื่อการระวังรักษาทรัพย์สินนั้น- จนกว่าเขาจะได้บรรลุวัยเติบใหญ่…” (อัลอันอาม / 152)

ขณะเดียวกันพระองค์ก็ยังทรงมีพระบัญชาห้ามไม่ให้บริโภคทรัพย์ของ  อย่างไม่ชอบธรรม โดยทรงระบุว่า นั่นคือ “การบริโภคไฟ” ดังความที่ว่า:

إِنَّ الَّذِينَ يَأْكُلُونَ أَمْوَالَ الْيَتَامَىٰ ظُلْمًا إِنَّمَا يَأْكُلُونَ فِي بُطُونِهِمْ نَارًا ۖ وَسَيَصْلَوْنَ سَعِيرًا ﴿النساء : 10

แท้จริงแล้วบรรดาผู้ซึ่งบริโภคทรัพย์สินของเด็กกำพร้าอย่างอธรรมนั้น อันที่จริงพวกเขากำลังบริโภคไฟลงไปในท้องของพวกเขา และพวกเขาจะเข้าไปสู่ (การลงทัณฑ์แห่ง) ไฟนรกอันลุกโชติช่วง. (อันนิซาอ์ / 10)

“สังคมอิสลาม” เป็นสังคมที่มีลักษณะโดดเด่นอีกประการหนึ่งก็คือ “การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”, ฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่มุสลิมทุกคนควรต้องสำนึกให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ก็คือ เมื่อเราอยู่ในสังคมอิสลามที่มีลักษณะอันโดดเด่นเช่นนั้น เราก็ควรจะส่งเสริมให้สังคมของเรามีการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน, นั่นหมายความว่า “ผู้ร่ำรวย” หรือ “ผู้ที่อยู่ในสภาพมีอันจะกิน” หรือ “ผู้ที่อยู่ในสภาพที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เป็นอย่างดี” ก็ควรให้ความสนใจและแบ่งปันแก่ “ผู้ยากจน” หรือ “ผู้ที่หาเช้ากินค่ำ” หรือ “ผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้” เพราะหากเรามีการแบ่งปันกัน ไม่เพียงแต่เราได้ปฏิบัติตามหลักการศาสนาแล้ว เราในฐานะของ “ผู้เป็นมือบน” นั้นยังถือได้ว่า เป็นบุคคลที่มีส่วนทำให้สังคมอิสลามมีความโดดเด่นในด้าน “การช่วยเหลือและแบ่งปันซึ่งกันและกัน”.

เอาเข้าจริงแล้ว ในสังคมมุสลิมทั่วไปนั้น “การขอ” อาจเป็นหนทางสุดท้ายของพวกเขา แต่ “การยืม” อาจเป็นหนึ่งในแนวทางที่พอจะมีการนำมาบรรเทาความเจ็บปวด ความทุกข์ยาก และความยากลำบากของอีกหลายคนที่มีความรู้สึกว่า “การขอ” อาจนำมาซึ่ง “การเสียเกียรติ” ได้, อัลกุรอานได้เน้นย้ำให้เห็นถึงหน้าที่ประการหนึ่งของสังคมมุสลิมก็คือ:

وَإِن كَانَ ذُو عُسْرَةٍ فَنَظِرَةٌ إِلَىٰ مَيْسَرَةٍ ۚ وَأَن تَصَدَّقُوا خَيْرٌ لَّكُمْ ۖ إِن كُنتُمْ تَعْلَمُونَ . وَاتَّقُوا يَوْمًا تُرْجَعُونَ فِيهِ إِلَى اللَّـهِ ۖ ثُمَّ تُوَفَّىٰ كُلُّ نَفْسٍ مَّا كَسَبَتْ وَهُمْ لَا يُظْلَمُونَ  – البقرة : 280-281

หากเขาเป็นผู้มีความยากลำบาก[6] ก็ให้ผ่อนผัน (เขา) จนกว่าจะสะดวก[7], และการที่พวกเจ้าได้บริจาคไป[8] ก็เป็นการดีสำหรับพวกเจ้า หากพวกเจ้ารู้. และจงปกป้องตนเองจาก (เหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวของ) วันหนึ่ง วันหนึ่ง ในวันนั้น พวกเจ้าจะถูก (นำตัว) คืนกลับไปยังอัลลอฮ์ แล้วทุกชีวิตก็จะได้รับการตอบแทนตามสิ่งที่ได้ขวนขวายมาและพวกเขาจะไม่ถูกอธรรม. (อัลบะก่อเราะฮ์ / 280-281)

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮี) ได้วางแนวทางในเรื่อง “ความรู้สึกร่วม” และ “การรับรู้ถึงความเจ็บปวดของความทุกข์ยากของคนในสังคม” โดยนำไปเปรียบเทียบกับ “ความรู้สึกเจ็บปวด” ที่ทุกคนต้องเผชิญกับสภาพนั้นในวันกิยามะฮ์ โดยระบุอย่างชัดเจนว่า เมื่อพวกท่านต้องการให้อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ทรงขจัดความทุกข์ยาก ความเจ็บปวด และความกระวนกระวายใจที่ต้องเผชิญในวันกิยามะฮ์นั้น ท่านก็ต้องพยายามขจัดความทุกข์ยาก ความเจ็บปวด และความกระวนกระวายใจที่พี่น้องมุสลิมเผชิญอยู่ในโลกนี้ด้วย, ดังรายงานที่กล่าวว่า:

مَنْ نَفَّسَ عنْ مُسْلِمٍ كُرْبَةً مِنْ كُرَبِ الدُّنْيَا نَفَّسَ اللهُ عَنْهُ كُرْبَةً مِنْ كُرَبِ يَوْمِ الْقِيَامَةِ، وَمَنْ كَانَ فِي حَاجَةٍ كَانَ اللهُ فِي حَاجَتِهِ.

“บุคคลใดที่รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดของมุสลิมคนหนึ่งจากความเจ็บปวด (ความทุกข์ยาก ความขาดแคลน ความกลัว หรือความวิตกกังวล) ในโลกนี้, อัลลอฮ์ก็จะทรงรับรู้ถึงความเจ็บปวดของเขา เฉกเช่นการเจ็บปวดอันเกิดจากความเจ็บปวด (ที่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก) ในวันกิยามะฮ์ และบุคคลใดก็ตามที่ตอบสนองความต้องการของพี่น้องของเขา (ด้วยการให้ความช่วยเหลือและแบ่งปัน) อัลลอฮ์ก็ทรงเป็นองค์ตอบสนองความต้องการของเขา…”.

อิสลามได้ให้ความสำคัญในประเด็นนี้ เพราะรู้ดีว่า ตราบใดก็ตามที่ท้องยังหิวอยู่ ก็ยากที่จะสอนให้พวกเขาปฏิบัติตามหลักการศาสนา หรือเป็นคนดีในสังคม.

…

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2568 / 5 ร่อบีอุ้ลเอาวั้ล 1447

  • เชิงอรรถ

[1] จากการอยู่ภายใต้การดูแลของบิดามารดาโดยมอบให้พระเจ้าเป็นผู้ทรงดูแลและทำงานรับใช้อยู่ภายในวิหารหรือโบสถ์.

[2] การบนบานด้วยจิตใจบริสุทธิ์นี้.

[3] นามของมารดาผู้บริสุทธิ์ของศาสดาอีซา (อะลัยฮิสซะลาม) เรื่องราวความบริสุทธิ์ของท่านหญิงและการถือกำเนิดของศาสดาอีซา (อะลัยฮิสซะลาม) ถูกกล่าวในอัลกุรอานหลายตอนด้วยกัน และยังมีซูเราะฮ์ (บท) หนึ่งในอัลกุรอานชื่อว่า ซูเราะฮ์มัรยัม.

[4] นามศาสดาท่านหนึ่งของอิสลาม ผู้รับหน้าที่ดูแลท่านหญิงมัรยัมตั้งแต่ยังเป็นเด็กอยู่ ท่านได้ให้กำเนิดศาสดายะห์ยา (อะลัยฮิสซะลาม) ในขณะที่ท่านชราแล้ว แสดงให้เห็นถึงพระประสงค์ของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ใด.

[5] โดยทั่วไป หมายถึง บริเวณที่ยืนทำนมาซของอิมาม (ผู้นำนมาซ) ในมัสยิด หรือที่ยืนทำนมาซในบ้าน, ในที่นี้ หมายถึง บริเวณที่ทำการเคารพภักดีของท่านหญิงมัรยัม (อะลัยฮัสซะลาม).

[6] ในการใช้หนี้.

[7] หาเงินมาใช้หนี้ได้.

[8] ยกหนี้ให้.