วันอาทิตย์ 18 ตุลาคม 2026
หน้าแรก อัลกุรอานและฮะดีษ การเฉลิมฉลองเมาลิดนบี บิดอะฮ์จริงหรือ? คำตอบจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์

การเฉลิมฉลองเมาลิดนบี บิดอะฮ์จริงหรือ? คำตอบจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์

15

การจัดงานเมาลิดนบีเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในโลกมุสลิมมาช้านาน บทความนี้รวบรวมหลักฐานจากอัลกุรอาน วจนธรรม และทัศนะของนักวิชาการ เพื่ออธิบายเหตุผลทางศาสนาว่าการแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อการประสูติของท่านศาสดามุฮัมมัดมีรากฐานอย่างไรในอิสลาม

การจัดงาน “เมาลิดุนนบี” มิใช่ “บิดอะฮ์” ตามการอ้างอิงจากอัลกุรอานและอัสซุนนะฮ์ [1]

มุสลิมนับตั้งแต่บรรพกาลต่างก็จัดงานเฉลิมฉลองวาระแห่งการถือกำเนิดของท่านศาสดาแห่งอิสลาม (เมาลิดุนนบี) ด้วยการปราศรัย อ่านลำนำสรรเสริญท่าน และกล่าวถึงคุณลักษณะอันประเสริฐของท่านที่ปรากฏในอัลกุรอานและอัสซุนนะฉ์ อันเป็นการสำแดงความรักที่มีต่อท่านอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ และศาสนทูตแห่งพระองค์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) ทรงมีบัญชาเช่นนั้น

อัดดัยย้าร บักรี (เสียชีวิต ฮ.ศ. 960) กล่าวในประเด็นนี้ว่า: ชนอิสลามยังคงจัดงานเฉลิมฉลองในเดือนแห่งการถือกำเนิดของท่าน พวกเขาจัดงานรื่นเริง จ่ายทานซะกาตต่าง ๆ ในยามค่ำคืน แสดงออกถึงความรู้สึกปีติสุข เพิ่มพูนในการทำความดี อ่านบทสรรเสริญการถือกำเนิดอันทรงเกียรติของท่าน และแสดงให้ผู้คนทั่วไปรับรู้ถึงคุณวิเศษของท่านในทุกกระบวนความ [2]

ชิฮาบุดดีน อัลก็อสฏ่อลานี (เสียชีวิต ฮ.ศ. 923) กล่าวว่า: ชนอิสลามยังคงจัดงานเฉลิมฉลองในเดือนแห่งการถือกำเนิดของท่าน…ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาต่อทุกคนที่ถือเอาค่ำคืนในเดือนแห่งถือกำเนิดอันทรงเกียรติของท่านนี้เป็นวันรื่นเริง เพื่อที่จะให้เป็นเหตุผลอันแข็งแกร่งสำหรับผู้ที่ในหัวใจของเขามีโรคและเป็นยารักษาผู้ไร้ความสามารถ [3]

นักปราชญ์ผู้ใหญ่ทั้งสองคนต่างก็อ้างว่า การจัดงานเฉลิมฉลองวาระแห่งการถือกำเนิดของท่านศาสดาแห่งอิสลาม (เมาลิดุนนบี) นั้นเป็นงานของชนผู้นับถือศาสนาอิสลาม และทั้งหมดก็อ้างหลักฐานว่า ชนมุสลิมก็ยังคงจัดงานเฉลิมฉลองดังกล่าวในเดือนที่ท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) ถือกำเนิด นี่จึงเป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่า การเฉลิมฉลองในวาระดังกล่าวนั้นมีรากเหง้าในประวัติศาสตร์อิสลามและมุสลิม โดยไม่จำต้องย้อนกลับไปที่รากเหง้าของการจัดงานเฉลิมฉลองดังกล่าวในยุคสมัยการปกครองของราชวงศ์มัมลูก ซึ่งปกครองอียิปต์ระหว่างปี ฮ.ศ. 648 – 923 แล้วสิ้นสุดไปตามการล่มสลายของราชวงศ์อุษมานียะฮ์, คำกล่าวที่ว่า การจัดงานเฉลิมฉลองนั้นเกิดขึ้นในสมัยการปกครองของราชวงศ์มัมลูกในศตวรรษท้าย ๆ นี้นั้นเป็นการอุปโลกน์ข้อมูลที่ไร้หลักฐานยืนยัน ทว่าต้องบอกว่า การกระทำของมุสลิมในยุคนั้นเป็นการต่อยอดจากสิ่งที่มุสลิมในอดีตได้กระทำไว้แล้ว

หากเราสมมติว่า มวลมุสลิม-นับแต่สมัยของราชวงศ์มัมลูกจนกระทั่งถึงปัจจุบัน-ได้จัดงานเฉลิมฉลองวาระแห่งการถือกำเนิดของท่านศาสดาแห่งอิสลามมานานนับหลายศตวรรษแล้ว การกระทำนี้ของพวกเขาจึงเป็นหลักฐานอย่างดีที่บ่งบอกว่า การจัดงานเฉลิมฉลองดังกล่าวชอบธรรมตามหลักการศาสนา ในเมื่อการเห็นพ้องต้องกันของประชาชาติอิสลามต่อการกระทำหนึ่งในยุคสมัยหนึ่งนั้นมันได้กลายเป็นหลักฐานตามหลักการศาสนาถึงความชอบธรรมดังกล่าว แล้วการเห็นพ้องต้องกันตลอดศกอันยาวนานเรื่อยมาเล่า ?

อิมามฆ่อซะลีให้คำจำกัดของ “การลงมติ” (อัลอิจญ์มาอ์) ว่า: หมายถึง การเห็นพ้องต้องกันของประชาติอิสลามในเรื่องกฎเกณฑ์ทางศาสนาในยุคสมัยหนึ่งภายหลังการจากไปของท่านศาสดาแห่งอิสลาม, โดยที่พวกเขาได้อ้างหลักฐานด้วยพระดำรัสแห่งอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า :

وَمَن يُشَاقِقِ الرَّسُولَ مِن بَعْدِ مَا تَبَيَّنَ لَهُ الْهُدَىٰ وَيَتَّبِعْ غَيْرَ سَبِيلِ الْمُؤْمِنِينَ نُوَلِّهِ مَا تَوَلَّىٰ وَنُصْلِهِ جَهَنَّمَ ۖ وَسَاءَتْ مَصِيرًا ‎

ผู้ใดเป็นปรปักษ์ต่อศาสนทูตภายหลังจากสิ่งอันเป็นทางนำเป็นที่กระจ่างชัดสำหรับเขาแล้ว และเขายังปฏิบัติตามแนวทางอื่นที่มิใช่แนวทางของบรรดาผู้ศรัทธา เราจะหันเหเขาตามที่เขาหันหลังให้[4] และเราก็จะนำเขาเข้าสู่ (การลงทัณฑ์แห่งไฟนรก) ญะฮันนัม และมันเป็นที่คืนกลับอันเลวร้ายยิ่ง. (อันนิซาอ์ / 115)

ฉะนั้นบุคคลที่ถือว่า การจัดงานเฉลิมฉลองวาระแห่งการถือกำเนิดของท่านศาสดาแห่งอิสลามเป็น “บิดอะฮ์” (อุตริธรรม) นั้นก็เท่ากับกำลังคิดไม่ดีกับประชาชาติอิสลามซึ่งส่วนบนสุดในหมู่พวกเขาก็คือนักการศาสนา (อุละมาอ์) ผู้ชำนาญการด้านศาสนบัญญัติ (ฟุก่อฮาอ์) และนักรายงานฮะดีษ (มุฮัดดิษูน) เพราะพวกเขายังคงจัดงานดังกล่าวตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมาโดยไม่มีการสร้างกระแสตามเจตนารมณ์ของพวกเขาว่าเป็น “บิดอะฮ์” ในศาสนา, และเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดกรณีที่ชนอิสลามเห็นพ้องต้องกันในเรื่องราวหนึ่งตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมาแต่ในความเป็นจริงเป็น “บิดอะฮ์”

ฉะนั้นสำหรับผู้ที่คิดไม่ดีต่อพวกเขานั้นควรต้องอ่านหลักฐานของผู้ที่มีทัศนะอนุญาตให้จัดงานเฉลิมฉลองวาระแห่งการถือกำเนิดของท่านศาสดา ทว่าถือว่าเป็นงานที่เห็นสมควรให้ทำ (อิสเตียะห์บาบ) ด้วยซ้ำไป จากนั้นก็ค่อยตัดสินไปตามอิสระแห่งหัวใจของเขาว่า การกระทำดังกล่าวนั้นเป็นตัวอย่างหนึ่งของ “การกระทำอันนอกรีต” (บิดอะฮ์) หรือไม่ อย่างไร ?

ก่อนที่จะอธิบายหลักฐานในเรื่องดังกล่าวนั้น เราขออธิบายความเรื่อง “การกระทำอันนอกรีต” (บิดอะฮ์) เสียก่อน, เราจะอธิบายแยกแยะความหมายของ “การกระทำอันนอกรีต” (บิดอะฮ์) ตามความหมายในทางภาษา กับ “การกระทำอันนอกรีต” (บิดอะฮ์) ตามความหมายในทางหลักการศาสนา

“การกระทำอันนอกรีต” (บิดอะฮ์) ตามความหมายในทางภาษาและในทางหลักการศาสนา

“การกระทำอันนอกรีต” (บิดอะฮ์) ตามความหมายในทางภาษาคือสิ่งที่ถูกทำให้อุบัติขึ้นมาโดยไม่มีแบบแผนมาก่อน มันจึงครอบคลุมทุกกิจการงานหรือการกระทำที่เกิดขึ้นใหม่ โดยไม่เหมือนกับสิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้านี้

รอฆิบกล่าวว่า: นวัตกรรม (อิบดาอ์) คือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นมาโดยไม่มีการลอกเลียนแบบหรือการเอาอย่าง

ส่วน “การกระทำอันนอกรีต” (บิดอะฮ์) ตามความหมายในทางหลักการศาสนานั้นคือเรื่องราวอันประกอบไปด้วยการเสกสรรความเท็จต่ออัลลอฮ์ไม่ว่าจะเป็นคำพูดและการกระทำ, ผู้ที่เสกสรรความเท็จต่ออัลลอฮ์นั้นถูกนับว่าเป็นมนุษย์ผู้อธรรมเป็นที่สุด

อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ตรัสว่า:

وَمَنْ أَظْلَمُ مِمَّنِ افْتَرَىٰ عَلَى اللَّـهِ كَذِبًا أَوْ كَذَّبَ بِآيَاتِهِ ۗ إِنَّهُ لَا يُفْلِحُ الظَّالِمُونَ – الأنعام : ٢١

บุคคลใดเล่าจะอธรรมยิ่งไปกว่าบุคคลที่เสกสรรความเท็จต่ออัลลอฮ์ หรือไม่ก็กล่าวหาสัญญาณทั้งหลายของพระองค์ว่าเป็นเท็จ, แท้จริงบรรดาผู้อธรรมนั้นย่อมไม่ประสบความสำเร็จ.(อัลอันอาม / 21)

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) มี วจนธรรมว่า:

أَمّا بَعْدُ فَإِنَّ أَصَدَقَ الْحَدِيْثِ كِتَابُ اللهِ وَأَفْضَلَ الْهُدَى هُدَى مُحَمَّدٍ وَشَرَّ الْأُمُوْرِ مُحَدَثَاتُهَا وَكُلُّ مُحْدَثَةٍ بِدْعَةٌ وَكُلُّ بِدْعَةٍ ضَلَالَةٌ وَكُلُّ ضَلَالَةٍ فِي النَّارِ.

“อัมามาบะอ์ดุ, คำกล่าวที่สัตย์จริงที่สุดคือคัมภีร์แห่งอัลลอฮ์ ทางนำที่ประเสริฐสุดคือทางนำของมุฮัมมัด ส่วนกิจการงานอันเลวร้ายที่สุดก็คือกิจการงานที่ทำขึ้นมาใหม่, ทุกกิจการงานที่ทำขึ้นมาใหม่นั้นถือเป็นการกระทำอันนอกรีต และทุกการกระทำอันนอกรีตนั้นล้วนเป็นความหลงผิด และทุกความหลงผิดนั้นล้วนต้องอยู่ในไฟนรก”.

อิบนุฮะญั้ร อัลอัสก่อลานี้ กล่าวในการอธิบายวจนธรรมนี้ว่า: مُحَدَثَات เป็นพหูพจน์ของ مُحْدَثَة  (กิจการงานที่ทำขึ้นมาใหม่) จุดมุ่งหมายของคำนี้ก็คือสิ่งที่ทำขึ้นมาใหม่โดยไม่มีรากฐาน (ที่มา) ตามหลักการศาสนา, ในศาสตร์ของหลักการศาสนาหมายถึง “บิดอะฮ์”, ส่วนสิ่งใดก็ตามที่มีรากฐาน (ที่มา) ที่หลักการศาสนาบ่งชี้ในเรื่องนั้น จึงไม่ใช่ “บิดอะฮ์” (การกระทำอันนอกรีต)

ดังนั้นเมื่อ “บิดอะฮ์” คือการเสกสรรความเท็จต่ออัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ เป็นการล้อเล้นกับศาสนาของพระองค์ และเป็นการนำสิ่งที่ไม่เคยมีในศาสนา หรือไม่รู้ว่ามันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา เข้ามาในศาสนา, จึงจำเป็นที่นักค้นคว้าวิจัยหลักการศาสนาจะต้องแยกแยะสิ่งอันเป็นการกระทำนอกรีตตามความหมายในหลักการศาสนาออกจากสิ่งอันเป็นการกระทำนอกรีตตามความหมายในทางภาษา, แต่หากคำทั้งสองมีส่วนร่วมกันทางความหมายในคำนามนี้ (บิดอะฮ์) เราก็จะมีสมมติฐานที่ตามมา กล่าวคือ :

1) เมื่อ “การกระทำอันนอกรีต” (บิดอะฮ์) ที่ว่านี้เป็นการเสกสรรความเท็จต่ออัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ ด้วยการนำสิ่งที่ไม่ใช่ศาสนา หรือไม่รู้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา เข้ามาในศาสนาละก็, ทุกการกระทำที่มนุษย์สำแดงโดยไม่ได้อ้างอิงว่า การกระทำนั้นเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา-เป็นการกระทำที่เพิ่งเกิดขึ้น-มันก็จะไม่ใช่ “การกระทำอันนอกรีต” (บิดอะฮ์) ตามหลักการศาสนาแต่อย่างใด, เช่นการเล่นกีฬาที่มนุษย์คิดขึ้นมาใหม่เพื่อทำให้จิตใจได้มีการพักผ่อน (เพื่อความสุนทรีย์) อันมีประโยชน์ ก็คงไม่ต้องสงสัยว่า การกระทำนี้เป็น “การกระทำอันนอกรีต” (บิดอะฮ์) ตามความหมายในทางภาษา เพราะมันเป็นการทำสิ่งที่ไม่เคยมีมาในยุคก่อนให้อุบัติขึ้นมา แต่มันย่อมต้องมิใช่เป็น “การกระทำอันนอกรีต” (บิดอะฮ์) ตามความหมายในทางหลักการศาสนา เพราะไม่ได้มีการอ้างอิงไปว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา, เมื่อเขาไม่ได้กล่าวว่า “อัลลอฮ์ ตรัสว่า, ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) มีวจนธรรมว่า ให้เล่นอย่างนี้” เพราะมันเป็นการอ้างอิงถึงต้นตอของการกระทำนี้, ใช่แล้ว เพียงการกระทำที่ไม่ได้เป็น “การกระทำอันนอกรีต” (บิดอะฮ์) ก็มิได้เป็นหลักฐานว่า เป็นการกระทำที่มีใบอนุญาตตามหลักการศาสนา แต่มันจะต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์หลักการทางศาสนบัญญัติอันเป็นหลักฐานตามหลักการศาสนา

ตัวอย่างเช่น การจัดงานเฉลิมฉลองมงคลสมรสโดยมีการปะปนกันระหว่างชายและหญิงที่ไม่สวมผ้าคลุม (ฮิญาบ) เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยมีในประเทศอิสลามมาก่อน มันถือว่าเป็น “การกระทำอันนอกรีต” (บิดอะฮ์) ในทางภาษาแต่ไม่ใช่ตามหลักการศาสนา หากผู้ดำเนินการไม่ได้อ้างว่าเรื่องที่ทำนี้เป็นหลักการศาสนา ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็เป็นสิ่งต้องห้าม (ฮะรอม) ตามตัวบทคัมภีร์และแบบฉบับท่านศาสดา

2) หากมนุษย์ได้ทำสิ่งใหม่ขึ้นมา และกระทำในนามศาสนา แต่มันมีฐานการกระทำในภาพรวมว่าอยู่ในหลักการศาสนา และหากไม่มีลักษณะเฉพาะที่เป็นตัวบทรับรองในหลักการศาสนา การกระทำนี้เรียกว่าเป็น “การกระทำอันนอกรีต” (บิดอะฮ์) ในทางภาษา แต่ไม่ได้เป็น “การกระทำอันนอกรีต” (บิดอะฮ์) ทางหลักการศาสนา เพราะลักษณะเฉพาะที่ว่านั้นถึงแม้ว่าไม่มีตัวบทศาสนาแต่มันเป็นเรื่องทั่วไปที่มีตัวบทศาสนาในหลักการอันศักดิ์สิทธิ์นำมาเทียบเคียงกับเรื่องนั้นได้

ตัวอย่างเช่น การปกป้องแดนอิสลามด้วยการใช้อาวุธสมัยใหม่ เช่น เรือรบและเครื่องบินสังหาร ซึ่งยังไม่เคยมีลักษณะเฉพาะเช่นนี้มาก่อนในหลักการศาสนาอันศํกดิ์สิทธิ์ แต่มันเป็นเรื่องที่นำมาเทียบเคียงได้ และอื่นจากนั้นก็มีตัวบทหลักฐานในหลักการศาสนา ซึ่งก็คือการปกป้องอิสลามและปกปักรักษาเขตแดนของอิสลามจากศัตรู, อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ตรัสว่า :

وَأَعِدُّوا لَهُم مَّا اسْتَطَعْتُم مِّن قُوَّةٍ وَمِن رِّبَاطِ الْخَيْلِ تُرْهِبُونَ بِهِ عَدُوَّ اللَّـهِ وَعَدُوَّكُمْ وَآخَرِينَ مِن دُونِهِمْ لَا تَعْلَمُونَهُمُ اللَّـهُ يَعْلَمُهُمْ ۚ وَمَا تُنفِقُوا مِن شَيْءٍ فِي سَبِيلِ اللَّـهِ يُوَفَّ إِلَيْكُمْ وَأَنتُمْ لَا تُظْلَمُونَ – الأنفال : ٦٠

พวกเจ้าจงตระเตรียมกำลัง-เช่น กำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ ยุทธวิธี-ตามที่พวกเจ้ามีกำลังความสามารถ อันได้แก่การผูก-รวบรวม-ม้า (เพื่อที่) พวกเจ้าจะได้ข่มขวัญศัตรูของอัลลอฮ์และศัตรูของพวกเจ้าด้วยสิ่งนี้ และ (ข่มขวัญ) บุคคลอื่นนอกเหนือจากพวกเขา ที่พวกเจ้าไม่รู้จักพวกเขา (แต่) อัลลอฮ์ทรงรู้จักพวกเขา และสิ่งที่พวกเจ้าได้บริจาคไปในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์นั้นก็จะถูกตอบแทนไปยังพวกเจ้า พวกเจ้าจะไม่ได้รับความอธรรมเลย. (อัลอันฟ้าล / 60)

การกระทำเกิดขึ้นใหม่ที่เป็นนวัตกรรมนี้เป็นการทำให้เนื้อหาอันเป็นภาพรวม-ตระเตรียมกำลังเพื่อข่มขวัญศัตรู-นั้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา โองการนี้ยังคงบ่งบอกนัยเป็นรูปธรรมในทุกศตวรรษด้วยลักษณะเฉพาะ.

3) หากผู้คนดำเนินกิจการงานหนึ่งในนามศาสนา เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ที่ไม่เหมือนในอดีต และไม่มีฐานความคิดในภาพรวมที่จะมีหลักการศาสนามาสนับสนุน รับรอง และยอมรับ, กรณีนี้ถือเป็น “การกระทำอันนอกรีต” (บิดอะฮ์) เป็นที่ต้องห้ามซึ่งอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ทรงระบุลักษณะของมันว่าเป็น “การเสกสรรความเท็จ” ต่ออัลลอฮ์ เช่นกรณีที่มีการเปลี่ยนถ้อยความ ‘อะษาน’ และ ‘อิกอมะฮ์’ ด้วยการตัดหรือเพิ่ม ฉะนั้นใครก็ตามที่ต้องการนำเอาสิ่งที่ไม่ใช่หลักการหรือไม่รู้ว่าเป็นหลักการหรือไม่ เข้ามาในหลักการศาสนาอิสลามที่เป็นการเคารพภักดี (อิบาดะฮ์) การค้าขาย และการเมืองการปกครอง โดยที่มัน  ไม่มีฐานความคิดทั่วไปที่จะมีส่วนเสริมการกระทำนั้นว่าชอบธรรมตามหลักการศาสนา ก็เท่ากับเขานำเอาสิ่งใหม่และเป็นการเสกสรรความเท็จต่ออัลลอฮ์นั่นเอง.

เมื่อลงความเห็นตามที่กล่าวไปแล้ว เราก็ควรจะได้เรียนรู้การบัญญัติกฎเกณฑ์ของการจัดงานเฉลิมฉลองวาระแห่งการถือกำเนิดของท่านศาสดาแห่งอิสลาม (เมาลิดุนนบี) ว่ามันจะอยู่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งใน 3 กรณีที่กล่าวหรือไม่ ?

“การจัดงานเฉลิมฉลองวาระแห่งการถือกำเนิดของท่านศาสดาแห่งอิสลาม” (เมาลิดุนนบี) มีฐานรากอยู่ในหลักการศาสนา

“การจัดงานเฉลิมฉลองวาระแห่งการถือกำเนิดของท่านศาสดาแห่งอิสลาม” (เมาลิดุนนบี) อยู่ในกรณีที่สอง เพราะการจัดงานดังกล่าวตามที่จัดกันอย่างแพร่หลายนั้น ถึงแม้จะไม่มีปรากฏลักษณะของการจัดงานดังกล่าวในหลักการศาสนา แต่ก็มีตัวบททั่วไปที่กล่าวในอัลกุรอานและอัสซุนนะฮ์ที่บ่งบอกเป็นหลักฐานว่า “การจัดงานเฉลิมฉลองวาระแห่งการถือกำเนิดของท่านศาสดาแห่งอิสลาม” ถือว่าเป็นการทำให้องค์ประกอบตามตัวบทและเนื้อหาซึ่งรับรองการจัดงานนี้ได้รับสารัตถะจากเนื้อหาเหล่านั้น ได้ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา และหลักการศาสนาก็ให้การรับรอง เช่น ความรักต่อท่านศาสดานั้นเป็นฐานรากของหลักการศาสนา[5], การให้เกียรติต่อท่านศาสดาเป็นหนึ่งในฐานรากของหลักการศาสนา[6], การยกย่องเรื่องการรำลึกถึงท่านศาสดา[7], การรำลึกถึงคุณูปการทั้งหลายแห่งอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา[8], และการดำเนินรอยตามแบบฉบับของท่านศาสดาอีซา (อะลัยฮิสซะลาม)[9] เป็นต้น

ความรักต่อท่านศาสดานั้นเป็นฐานรากของหลักการศาสนา

อัลกุรอานและอัสซุนนะฮ์ต่างก็มีพระบัญชาในเรื่อง “การมอบความรักแด่ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) อาทิ ในอัลกุรอานอันทรงกิตติคุณ มีปรากฏพระดำรัสแห่งอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ที่ว่า:

قُلْ إِن كَانَ آبَاؤُكُمْ وَأَبْنَاؤُكُمْ وَإِخْوَانُكُمْ وَأَزْوَاجُكُمْ وَعَشِيرَتُكُمْ وَأَمْوَالٌ اقْتَرَفْتُمُوهَا وَتِجَارَةٌ تَخْشَوْنَ كَسَادَهَا وَمَسَاكِنُ تَرْضَوْنَهَا أَحَبَّ إِلَيْكُم مِّنَ اللَّـهِ وَرَسُولِهِ وَجِهَادٍ فِي سَبِيلِهِ فَتَرَبَّصُوا حَتَّىٰ يَأْتِيَ اللَّـهُ بِأَمْرِهِ ۗ وَاللَّـهُ لَا يَهْدِي الْقَوْمَ الْفَاسِقِينَ – التوبة : ٢٤

(มุฮัมมัดเอ๋ย) จงกล่าวไปว่า “หากบรรพบุรุษของพวกท่าน ลูกหลานของพวกท่าน พี่น้องของพวกท่าน ภรรยาของพวกท่าน เครือญาติของพวกท่าน ทรัพย์สินของพวกท่านที่พวกท่านเสาะแสวงหามา การค้าที่พวกท่านกลัวการขายไม่ดี และบ้านเรือนที่พวกท่านมีความพึงพอใจมัน, เป็นที่รักยิ่งของพวกท่านมากกว่าอัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ และ (เป็นที่รักมากกว่า) การเพียรพยายามสู้ในวิถีทางแห่งพระองค์แล้วไซร้ พวกท่านก็จงรอคอย จนกว่า อัลลอฮ์จะทรงนำพระบัญชาของพระองค์มา, อัลลอฮ์จะไม่ทรงชี้นำกลุ่มชนผู้ละเมิด”. (อัตเตาบะฮ์ / 24)

ส่วนในอัสซุนนะฮ์ แบบฉบับแห่งท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) ก็มีวจนธรรมของท่านที่กล่าวว่า:

لَا يُؤْمِنُ أَحَدُكُمْ حَتَّى أَكُوْنَ أَحَبَّ إِلَيْهِ مِنْ وَالِدِهِ وَوَلَدِهِ وَالنَّاسِ أَجْمَعِيْنَ.[10]

“จะยังไม่มีใครในหมู่พวกท่านมีศรัทธา (อย่างแท้จริง) จนกว่า ฉันจะเป็นที่รักยิ่งของเขามากกว่าบิดาและบุตรของเขา และมนุษย์ทั้งมวล”.

ยังมีวจนธรรมของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) กล่าวในลักษณะที่ผูกความศรัทธาของบุคคลหนึ่งบุคคลใดไว้กับความรักที่มีต่อท่าน ดังความที่ว่า:

وَالَّذِي نَفْسِي بِيَدِهِ لَا يُؤْمِنُ أَحَدُكُمْ حَتَّى أَكُوْنَ أَحَبَّ النَّاسِ إِلَيْهِ مِنْ وَلَدِهِ وَالِدِهِ.[11]

“ขอสาบานต่อพระองค์ผู้ซึ่งชีวิตฉันอยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระองค์ (ว่า) จะยังไม่มีใครในหมู่พวกท่านมีศรัทธา (อย่างแท้จริง) จนกว่าฉันจะเป็นคนที่เขารักยิ่งกว่าบิดาและมารดาของเขา”.

เพื่อให้ความกระจ่างในเรื่องดังกล่าว ท่านศาสดายังได้ให้ความกรุณาอธิบายขยายความในเรื่องความรักนั้นว่าเป็นไปในลักษณะที่ไม่ว่าจะมอบความรักหรือโกรธเกลียดท่านล้วนเป็นมาตรวัดความมีศรัทธาที่แท้จริง ดังความที่ว่า:

ثَلَاثٌ مَنْ كُنَّ فِيْهِ وَجَدَ حَلَاوَةَ الْإِيْمَانِ وَطَعْمَهُ: أَنْ يَكُوْنَ اللهُ وَرَسُوْلُهُ أَحَبَّ إِلَيْهِ مِمَّا سِوَاهُمَا وَأَنْ يُحِبَّ فِيْ اللهِ وَيَبْغَضَ فِي اللهِ وَأَنْ تُوْقَدَ نَارٌ عَظِيْمَةٌ فَيَقَعَ فِيْهَا أَحَبُّ إِلَيْهِ مِنْ أَنْ يُشْرِكَ بِاللهِ شَيْئاً.[12]

“บุคคลใดที่ 3 คุณลักษณะเหล่านี้อยู่ในตัวเขา ก็เท่ากับเขาได้พบความหอมหวานแห่งศรัทธาและรสชาติของความศรัทธานั้น คือ 1) การที่อัลลอฮ์และศาสนทูตในพระองค์ต้องเป็นที่รักยิ่งของเขามากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งมวล, 2) การที่เขาจะต้องมีความรักใน (เรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับ) อัลลอฮ์ และมีความโกรธใน (เรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับ) อัลลอฮ์, และ 3) การที่ (หากมี) เปลวไฟอันมหึมาถูกจุดขึ้น แล้วเขาก็ตกอยู่ในกองไฟนั้น มันก็ยังเป็นที่รักยิ่งของเขามากกว่าการที่เขาจะเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นภาคีในพระองค์”

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความรักที่แสดงออกต่อท่านศาสดานั้นมีสภาพที่ต้องสำแดงออกภายนอกและความหมายตามรูปธรรมอย่างหลากหลาย หนึ่งในสภาพที่ต้องสำแดงออกภายนอกก็คือการปฏิบัติตามท่านโดยนำเอากิจวัตรและวัตรปฏิบัติของท่านมาเป็นแนวทางการดำเนินชีวิต และน้อมนำเอาวจนธรรมของท่านมาเป็นเครื่องนำทางชีวิตของเรา

สภาพภายนอกที่แสดงให้เห็นว่าเรานั้นเป็นผู้ที่มีความรักแด่ท่านศาสดาแห่งอัลลอฮ์อันเปี่ยมล้นอีกประการหนึ่งก็คือ “การจัดงานเฉลิมฉลองวาระแห่งการถือกำเนิดของท่าน” (เมาลิดุนนบี) และการสรรเสริญยกย่องสถานภาพของท่านซึ่งอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ทรงประทานลงมา ดังนั้น บุคคลใดจัดงานเฉลิมฉลองในวาระแห่งการถือกำเนิดของท่าน มันนั้นก็จุดประกายมาจากแนวคิดอันเป็นปฐมบทของหลักการดังกล่าว กล่าวคือ มันคือความรักที่แสดงออกต่อท่านศาสดา ซึ่งอัลกุรอานและอัสซุนนะฮ์มีพระบัญชากำชับในเรื่องนั้น และเราจะมาตั้งคำถามต่อผู้ที่ถือว่า การเฉลิมฉลองวาระดังกล่าวเป็น ‘บิดอะฮ์’ (การกระทำอันนอกรีต) ว่า บรรดาผู้ที่ร่วมจัดงานเฉลิมฉลองวาระดังกล่าว-ซึ่งอยู่ภายใต้การพินิจของประชาชาติทั่วไป-ว่าพวกเขากำลังจุดประกายความรักต่อท่านศาสดาและความเสน่หาที่มีต่อท่าน หรือว่าพวกเขากำลังจุดประกายให้เกิดความโกรธเกลียดและความเป็นศัตรูต่อท่าน ?, คงไม่มีใครกล้าคิดว่ามันมิใช่สิ่งแรก (ความรักและความเสน่หา) ทว่าต้องนับว่ามันนั้นเป็นการทำให้ความรักที่ว่านั้นก่อกำเนิดเป็นรูปธรรมขึ้นมา

ใช่แล้ว, การจัดงานเฉลิมฉลองวาระแห่งการถือกำเนิดของท่านศาสดา นั้น ถึงแม้ว่าจะไม่มี ตัวบทหลักการศาสนา ระบุอย่างชัดเจน (ว่าให้จัดได้หรือห้ามจัด) แต่ความหมายที่ปรากฏในโองการแห่งอัลกุรอาน (ที่กล่าวมาและจะกล่าวต่อไป) นั้นไม่ได้กำหนดขอบเขตของความรักที่มอบแด่ท่านศาสดา และการแสดงออกซึ่งความรักที่ว่านั้นจะต้องแสดงออกในวันหนึ่งวันใด หรือมีแนวทางอันชัดเจนแนวทางใดแนวทางหนึ่ง ทว่าก็รับรองการแสดงออกที่ว่านั้นในทุกวันในรอบปี แต่เฉพาะกรณีที่บรรดาผู้ร่วมเฉลิมฉลองวาระดังกล่าวนั้นได้เลือกเอาวันที่เหมาะสมเป็นการเฉพาะอันเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปนั้น เพราะเป็นวันที่ปรากฏรัศมีของท่านเฉิดฉายในโลกนี้ในวันนั้น โดยไม่เลือกเอาวันอื่น เพราะน่าจะเป็นวันที่ประชาชาติมุสลิมควรต้องมีความสุขและปีติเป็นที่สุดต่อการถือกำเนินของท่านศาสดาแห่งอิสลาม (วันเมาลิดุนนบี) พวกเขาจึงมาร่วมเฉลิมฉลองกัน

ณ ที่นี้ ขอยกคำกล่าวอันทรงคุณค่าของนักการศาสนาคนหนึ่งที่กล่าวว่า: เรามิได้กล่าวว่าเป็นซุนนะฮ์ (แบบแผนท่านศาสดาที่ต้องปฏิบัติตาม) ที่จะต้องจัดงานเฉลิมฉลองวาระแห่งการถือกำเนิดดังกล่าวในค่ำคืนหนึ่งค่ำคืนใดเป็นเฉพาะ เพราะถ้าบุคคลใดเชื่อเช่นนั้น แน่นอนเหลือเกินว่า เขาได้กระทำการอันเป็นการนอกรีตจากศาสนา (บิดอะฮ์) แล้ว เพราะการรำลึกถึงท่านและการเชื่อมโยงให้เกิดการรำลึกถึงท่านนั้น จำเป็นจะต้องมีอยู่ตลอดเวลาและทุกขณะจิต, ใช่แล้ว ในเดือนแห่งการถือกำเนิดของท่านนั้น (ร่อบีอุ้ลเอาวั้ล) เป็นการเชิญชวนที่มีหลักการแน่น เพื่อต้อนรับผู้คน การรวมตัวของพวกเขา การแสดงความรู้สึกของพวกเขาที่เอ่อล้นด้วยการเชื่อมเวลาอดีตกับปัจจุบันเข้าด้วยกัน แล้วพวกเขาก็ทำให้คนที่อยู่ ณ ที่นั่นรำลึกนึกถึงคนในอดีต, และให้ผู้ที่ปรากฏตัวอยู่ร่วมงานได้ถ่ายทอดไปยังผู้ที่มิได้ปรากฏตัวอยู่ ณ ที่นั่นในเวลานั้น[13].

แต่สิ่งที่มุสลิมและประชาชาติอิสลามต้องไม่ลืมก็คือ การจัดงานเฉลิมฉลองวาระดังกล่าวนั้น มิได้เป็นการเคารพภักดี (อิบาดะฮ์) ต่อท่านศาสดาและบุคคลอื่นใด แท้จริงแล้วการเคารพภักดี (อิบาดะฮ์) ที่ว่านั้น มีตัวเทียบมาตรฐานเป็นการเฉพาะที่ไม่มีสิ่งใดอยู่ในสถานะหรือตำแหน่งนั้นได้ นั่นก็คือการนบนอบต่อหน้าสิ่งถูกสร้างจำเพาะพร้อมกับความเชื่อในเรื่องการเป็นผู้อภิบาลดูแลของสิ่งนั้น และวิถีของผู้นบนอบนั้นดำเนินอยู่ในมือของเขา-ผู้ที่ถูกเคารพบูชาหรือสิ่งเคารพบูชา-ทั้งโลกนี้และโลกหน้า

เราอาจให้แง่คิดในเรื่องนี้ก็คือ การจัดงานเฉลิมฉลองในวาระดังกล่าวนั้นเป็นกิจการงานที่สร้างความใกล้ชิดยังอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ที่มีเหตุให้ได้รับผลานิสงส์จากพระองค์ (ษะวาบ) เหมือนกับกิจการงานอื่นที่แสดงออกอันมีเป้าหมายเพื่อแสวงหาความใกล้ชิดยังอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ที่ไม่มีตัวบทหลักการศาสนาสั่งห้ามเป็นการเฉพาะ หรือตีความได้ว่าอยู่ในขอบข่ายของการสั่งห้ามด้วย มันก็อยู่ในข่ายของ “การกำชับให้กระทำดีและห้ามปรามกันจากการกระทำชั่ว” (อัลอัมรุบิ้ลมะอ์รูฟ วันนะฮ์ยุอะนิ้ลมุนกั้ร), “การช่วยเหลือผู้อ่อนแอและผู้ด้อยโอกาสในสังคม” และ “การจ่ายทาน” ทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นเรื่องของ “การแสวงหาความใกล้ชิดยังอัลลอฮ์ทั้งสิ้น” มิใช่การเคารพภักดีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมนุษย์ทำสิ่งนั้นเพื่ออัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา มันนั้นก็จะเป็นเสมือนสะพานบุญเพื่อเป็นสื่อในการเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา และย่อมต้องได้รับผลานิสงส์ที่พระองค์จะทรงประทานให้ในการนั้นเพราะกระทำตามนัยยะของความหมายในเรื่องการมอบความรักแด่ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) นั่นเอง.

การให้เกียรติต่อท่านศาสดาเป็นหนึ่งในฐานรากของหลักการศาสนา

การมอบความรักแด่ท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) เป็นฐานรากของศาสนาในด้านการมีศรัทธา  ฉันใด การให้เกียรติต่อท่านและยกย่องท่านก็เป็นฐานรากนั้นเช่นกัน, อัลกุรอานอันจำเริญได้กล่าวถึงภาพรวมของเหตุผลในการที่ ผู้ปฏิบัติตามท่านศาสดา อันหมายถึงพวกเราทั้งหมดนั้น ต้องให้เกียรติต่อท่าน ดังนี้:

الَّذِينَ يَتَّبِعُونَ الرَّسُولَ النَّبِيَّ الْأُمِّيَّ الَّذِي يَجِدُونَهُ مَكْتُوبًا عِندَهُمْ فِي التَّوْرَاةِ وَالْإِنجِيلِ يَأْمُرُهُم بِالْمَعْرُوفِ وَيَنْهَاهُمْ عَنِ الْمُنكَرِ وَيُحِلُّ لَهُمُ الطَّيِّبَاتِ وَيُحَرِّمُ عَلَيْهِمُ الْخَبَائِثَ وَيَضَعُ عَنْهُمْ إِصْرَهُمْ وَالْأَغْلَالَ الَّتِي كَانَتْ عَلَيْهِمْ ۚ فَالَّذِينَ آمَنُوا بِهِ وَعَزَّرُوهُ وَنَصَرُوهُ وَاتَّبَعُوا النُّورَ الَّذِي أُنزِلَ مَعَهُ ۙ أُولَـٰئِكَ هُمُ الْمُفْلِحُونَ – الأعراف : ١٥٧

(คือ) บรรดาผู้ซึ่งปฏิบัติตามศาสนทูต ศาสดาที่ไม่ได้รับการประศาสน์ความรู้จากแหล่งใด ผู้ซึ่งพวกเขาพบ (ชื่อของ) เขาถูกบันทึกไว้ในเตารอตและอินญีลซึ่งอยู่ ณ พวกเขา เขาจะสั่งกำชับให้พวกเขาทำความดีและห้ามปรามพวกเขาให้ออกห่างจากความชั่ว เขาจะอนุมัติสิ่งสะอาดบริสุทธิ์แก่พวกเขา (ให้บริโภคได้) และหวงห้ามสิ่งโสมมต่อพวกเขา (ไม่ให้บริโภค) และเขาจะถอดถอนข้อจำกัด ของพวกเขาและบ่วงซึ่ง (คล้อง) อยู่บน (คอ) พวกเขาออกไปจากพวกเขา ฉะนั้นบรรดาผู้ซึ่งมีศรัทธาต่อเขา ช่วยปรนนิบัติเขา ร่วมช่วยเหลือเขา และปฏิบัติตามรัศมีซึ่งถูกประทานลงมาพร้อมกับเขา บุคคลเหล่านั้นพวกเขาคือผู้ประสบความสำเร็จ. (อัลอะอ์รอฟ / 157)

ความหมายในอัลกุรอานข้างต้นบอกเราถึงเหตุผลที่เรา ผู้ปฏิบัติตามท่านศาสดาผู้ที่ไม่ได้รับการประศาสน์ความรู้จากแหล่งความรู้อื่นใด (อุมมี) นั้น ต้องปรนนิบัติและช่วยเหลือในตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ และต้องสำเหนียกและทำหน้าที่ยกย่องและสรรเสริญท่านในทุกมิติเมื่อท่านไม่ได้อยู่ในหมู่พวกเราแล้ว แต่คำสอนและวัตรปฏิบัติของท่านยังอยู่นั้น ก็เพราะ:

1) ท่านได้ทำหน้าที่กำชับเราให้ทำความดีและสั่งห้ามเราให้ออกห่างจากความชั่วนั้น นั่นก็หมายความว่า ถ้าไม่มีท่านศาสดาแห่งอิสลาม เราจะไม่มีวันรู้เลยว่า อะไรเป็นคุณความดีตามหลักการศาสนาที่เราต้องทำหน้าที่กำชับกันและกัน และอะไรเป็นความชั่วตามหลักการศาสนาที่เราต้องออกห่าง.

2) ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) เป็นผู้อนุมัติให้เรา-ตามพระบัญชาแห่งอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์-ได้บริโภคสิ่งสะอาดบริสุทธิ์ และไม่อนุมัติให้เราบริโภคสิ่งสกปรกโสมม, หากไม่มีท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) แล้วไซร้ เราก็คงเป็นผู้ที่บริโภคไม่เลือกและไม่ตรงตามเจตนารมณ์ที่พระองค์ทรงสร้างเรามาในฐานะที่ส่วนหนึ่งของชีวิตเรานั้นเป็นดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ (อัรรูห์).

3) ในหมู่ชนผู้ปฏิบัติตามศาสดาท่านอื่นนั้นเคยได้รับพระบัญชาจากอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ให้เผชิญกับข้อจำกัดตามหลักการศาสนาในบางประการ แต่สำหรับประชาชาติอิสลาม ผู้ปฏิบัติตามท่านศาสดานั้น ข้อจำกัดเหล่านั้นถูกยกเลิกไป

إِنَّا أَرْسَلْنَاكَ شَاهِدًا وَمُبَشِّرًا وَنَذِيرًا . لِّتُؤْمِنُوا بِاللَّـهِ وَرَسُولِهِ وَتُعَزِّرُوهُ وَتُوَقِّرُوهُ وَتُسَبِّحُوهُ بُكْرَةً وَأَصِيلًا – الفتح : 8-٩

แท้จริงเราได้ส่งเจ้ามาเป็นสักขีพยาน ผู้แจ้งข่าวดี และผู้เตือนข่าวร้าย. เพื่อให้พวกเจ้ามีศรัทธาต่ออัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ และเพื่อให้พวกเจ้าช่วยปรนนิบัติและให้ความเคารพนับถือเขา และถวายความสดุดีต่อพระองค์ทั้งยามเช้าและยามเย็น. (อัลฟัตห์ / 8-9)

อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ทรงมีพระบัญชาให้มีศรัทธาต่อพระองค์และต่อศาสนทูตของพระองค์ไปพร้อมกัน ดังที่พระองค์ก็ทรงจำกัดให้การถวายความสดุดีทั้งยามเช้าและยามเย็นนั้นเฉพาะแด่พระองค์เท่านั้น เช่นเดียวกับที่การช่วยปรนนิบัติ (ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่) และให้ความเคารพนับถือท่านศาสดา (ในช่วงที่ท่านจากโลกนี้ไปแล้ว) นั้นก็เป็นเรื่องที่พระองค์ทรงจำกัดให้ต้องทำแก่ศาสดาของพระองค์เท่านั้น มิใช่มนุษย์อื่นใด, การปรนนิบัติท่านศาสดาก็คือการยกย่องและให้เกียรติท่าน การให้เกียรติท่านศาสดาในช่วงเวลาที่ท่านมีชีวิตอยู่เป็นการเฉพาะนั้น เป็นการอธิบายความแบบอ้างทัศนะส่วนตน ทั้ง ๆ ที่โองการนั้นกล่าวโดยรวม มิเช่นนั้นก็จะต้องให้ความหมายว่า เราต้องมีศรัทธาต่อท่านศาสดาเฉพาะในช่วงเวลาที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อท่านจากโลกนี้ไปแล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องศรัทธาต่อท่านแต่อย่างใด, นะอูษุบิ้ลลาฮ์ ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น

อย่างไรก็ดี เราอาจตั้งคำถามเพื่อเป็นบทสรุปของการช่วยปรนนิบัติ ให้การช่วยเหลือ ให้เกียรติ ให้ความเคารพนับถือต่อท่านนั้นว่า มีวิธีการเฉพาะหรือไม่อย่างไร ? เมื่อไม่มีวิธีการใดเป็นการเฉพาะ แล้วการจัดงานในวาระแห่งการถือกำเนิดของท่านศาสดาผู้ซึ่งเราต้องสำแดงความคารวะแด่ท่านตามที่เรากล่าวมานั้น ถือเป็นเรื่องการให้เกียรติหรือเป็นเรื่องของการหยามเกียรติ ? คำตอบของชนผู้มีปัญญาทุกคน อย่าว่าแต่มุสลิมเลย ก็คงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า นั่นคือการยกย่องและให้เกียรติท่านศาสดา, อีกคำถามหนึ่งก็คือ มีเวลาจำเพาะสำหรับการยกย่องและสรรเสริญนั้นไหม ? คำตอบสำหรับชนผู้มีปัญญาก็คือไม่น่าจะมีเวลาเป็นการเฉพาะเจาะจง และขอตอบแทนผู้ที่จัดงานแสดงการยกย่อง ให้เกียรติ แสดงความเคารพนับถือท่านในวันแห่งการถือกำเนิดของท่านนั้น (ไม่ว่าจะเป็นวันที่ 12 หรือ 17 ร่อบีอุ้ลเอาวั้ล ก็ตาม) นั่นก็เป็นเพราะเราถือเอาวันแห่งปรากฏของ “รัศมีอันจำเริญ” ของท่านในวันนี้นั่นเอง.

การเทิดทูนการรำลึกถึงท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮี)

การทำให้การรำลึกถึงท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) มีชีวิตชีวาและฟื้นฟูให้ดำรงอยู่ต่อไปนั้นเป็นรากฐานหนึ่งของหลักการศาสนาซึ่งมีปรากฏอยู่ในอัลกุรอานอันจำเริญ อาทิเช่น:

أَلَمْ نَشْرَحْ لَكَ صَدْرَكَ . وَوَضَعْنَا عَنكَ وِزْرَكَ . الَّذِي أَنقَضَ ظَهْرَكَ . وَرَفَعْنَا لَكَ ذِكْرَكَ – الشرح : 1-4

เรามิได้ขยับขยายหัวอกของเจ้า-ให้สบายใจขึ้น-หรอกหรือ ?. และเราได้ปล่อยวางภาระหนักของเจ้าออกไปจากเจ้าแล้ว. ซึ่งมันแทบทำให้หลังของเจ้าหัก[14]. และเราได้เชิดชูการระลึกถึงเจ้าให้แก่เจ้าแล้ว[15]. (อัชชัรห์ / 1-4)

โองการดังกล่าวบ่งบอกว่า อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ทรงยกย่องการกล่าวรำลึกถึงศาสดาของพระองค์ มุฮัมมัด บินอับดุลลอฮ์ อัลมุศฏ่อฟา และสภาพภายนอกของท่าน ไม่ว่าจะเป็นการทำให้หัวอกของท่านปลอดโปร่ง ปลดวางภารกิจหนักของท่าน ซึ่งสำหรับบุคคลธรรมดาแล้วไม่มีทางที่จะแบกรับภารกิจนั้นได้, อีกทั้งยังมีโองการอัลกุรอานอีกมากมายที่ระบุว่า สภาพภายในจิตวิญญาณของท่านนั้นสูงส่งถึงขนาดไม่อาจที่จะมีใครปฏิเสธจิตใจอันสูงส่งของท่านที่สามารถเข้าถึง “ความจริงแท้อันสูงสุด” ได้ ดังความที่ว่า หัวใจ (อันบริสุทธิ์ของมุฮัมมัด) นั้นไม่ได้โกหกสิ่งที่มันเห็น[16] หรืออาจสรุปโดยรวมก็คือสภาพภายนอกและภายในของท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) ท่านนี้ มีความสูงส่งถึงขนาดที่ท่านสามารถก้าวไปถึง “สถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุด” ที่ไม่มีสิ่งถูกสร้าง (มัคลูก) ใดเข้าถึงนั่นก็คือ ตรง ‘ซิดเราะตุ้ลมุนตะฮาอ์’[17]. ณ ที่นั้นคือสวรรค์แห่งการพักพิง. เมื่อสิ่งปกคลุม[18]ได้เข้ามาปกคลุม ‘ซิดเราะตุ้ลมุนตะฮาอ์’. สายตา (ของมุฮัมมัด) ไม่ได้เฉไฉและไม่ได้ละเมิด-สิ่งที่เห็นเป็นความจริงแท้-. แน่นอนยิ่งเขาได้เห็นสัญญาณบางอย่างอันยิ่งใหญ่แห่งพระผู้อภิบาลของเขา [19]

การกล่าวปฏิญาณยืนยันตัวตนของมุสลิมทุกคนว่า ต้องยอมรับท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) ว่าเป็น “ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์” และต้องน้อมนำปฏิบัติตามสารธรรมที่ท่านนำมาในตอน ‘อะษาน’ และ ‘อิกอมะฮ์’ และในตอนกล่าว ‘ตะชะฮุด’ ในตอนนมาซนั้น ก็เป็น “การรับประกัน” ว่า การกล่าวถึงท่านนั้นไม่เพียงบ่งบอกถึงความสมบูรณ์แบบของ “ศาสนกิจ” ดังกล่าวเท่านั้น แต่มันเป็นการเน้นย้ำว่า “การกล่าวรำลึกถึงท่านศาสดา” นั้นเป็น ศาสนกิจที่พึงปฏิบัติ มีความชอบธรรม และเป็นเจตนารมณ์ของอัลลอฮ์ ตะบาร่อกะวะตะอาลา และมิใช่เป็น “การกระทำที่สร้างความโกรธกริ้วให้พระเจ้า” ซึ่งนั่นก็คือการตีความว่า “การกระทำดังกล่าวนั้นเป็นอุตริกรรม (นอกรีต) หรือ ‘บิดอะฮ์’ ตามที่คนบางกลุ่มเข้าใจกันแต่อย่างใด

“การจัดงานเฉลิมฉลองวาระแห่งการถือกำเนิดของท่านศาสดา (เมาลิดุนนบี)” ด้วยการอัญเชิญอ่านโองการแห่งพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานที่แสดงให้เห็นถึง “สถานะอันยิ่งใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์ และสูงส่งของท่าน”, อ่านรายงานเรื่องราวศาสนาหรือวจนธรรมของท่านศาสดาที่บ่งชี้อย่างชัดเจนถึงสิทธิของท่านที่มีต่อมนุษยชาติและหน้าที่ของมนุษยชาติที่ต้องสำแดงต่อท่าน อันเป็นการทำให้ความหมายของโองการดังกล่าว รายงานเรื่องราวศาสนา (ริวายะฮ์) และวจนธรรม (ฮะดีษ) ปรากฏเป็น “รูปธรรม” มิใช่เป็นเพียง “มโนธรรม” นั้น จะเป็น “พฤติกรรมนอกรีต” กระนั้นหรือ ? ผู้มีปัญญาอันน้อยนิดก็ไม่มีทางที่จะคิดเป็นเช่นนี้ได้

การกล่าวถึงคุณูปการทั้งหลายแห่งอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

“การจัดงานเฉลิมฉลองวาระแห่งการถือกำเนิดของท่านศาสดา (เมาลิดุนนบี)” ก็คือ การนำเอาการรำลึกนึกถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่มาจากอัลลอฮ์ ตะอาลา กลับคืนสู่ความทรงจำของมนุษย์อีกคำรบหนึ่ง, คุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ว่านี้ก็คือ “การถือกำเนิดรัศมีของท่านศาสดา” อันเป็น “ปฐมบทของทุกคุณงามความดีและการชี้นำทางมนุษยชาติ” อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ทรงขนานนามว่าเป็น “รัศมี” ดังความที่พระองค์ตรัสว่า:

يَا أَهْلَ الْكِتَابِ قَدْ جَاءَكُمْ رَسُولُنَا يُبَيِّنُ لَكُمْ كَثِيرًا مِّمَّا كُنتُمْ تُخْفُونَ مِنَ الْكِتَابِ وَيَعْفُو عَن كَثِيرٍ ۚ قَدْ جَاءَكُم مِّنَ اللَّـهِ نُورٌ وَكِتَابٌ مُّبِينٌ ﴿المائدة : 15﴾

ชาวคัมภีร์เอ๋ย ศาสนทูตของเราได้มายังพวกเจ้าแล้ว เขาได้แยกแยะ (เรื่องราว) ส่วนมากของคัมภีร์ที่พวกเจ้าเคยซ่อนเร้นไว้ให้พวกเจ้า (ได้เห็น) และปล่อยผ่านส่วนใหญ่, รัศมีและคัมภีร์อันแจ้งชัดจากอัลลอฮ์ได้มีมายังพวกเจ้าแล้ว. (อัลมาอิดะฮ์ / 15)

“การรำลึกถึงคุณูปการแห่งอัลลอฮ์” ถูกนับว่าเป็น “การสำแดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์” ต่อการที่พระองค์ทรงประทานคุณูปการเหล่านั้นให้แก่เราทุกคนและรวมทั้งทุกสรรพสิ่ง เฉพาะอย่างยิ่งต่อการที่พระองค์ทรงให้เราทั้งหลายรอดพ้นจากความหลงผิดและการฝ่าฝืน

อัลฮาฟิซ อิบนุร่อญับ อัลฮันบะลี-ตอนที่กล่าวถึงเรื่องเป็นมุสตะฮับให้ถือศีลอดในวันที่ปวงบ่าวของอัลลอฮ์ได้รับคุณูปการใหม่จากพระองค์-กล่าวว่า คุณูปการอันยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ที่มีต่อประชาชาตินี้ก็คือการให้ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) ปรากฏขึ้น ประกาศสถาปนาแต่งตั้งท่านให้เป็นศาสดาและส่งท่านมายังพวกเขา, ดังที่อัลลอฮ์ตะอาลาตรัสว่า แน่นอนยิ่งอัลลอฮ์ทรงประทานคุณูปการพิเศษแก่บรรดาผู้ศรัทธา เมื่อพระองค์ทรงแต่งตั้ง ศาสนทูตคนหนึ่งที่มาจากพวกเขาเองไว้ในหมู่พวกเขา[20], ฉะนั้นการถือศีลอดในวันที่มีการประทานคุณูปการใหม่จากอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ มายังปวงบ่าวผู้ศรัทธาของพระองค์จึงเป็นเรื่องที่ดีงาม มันอยู่ในบริบทของการตอบแทนคุณูปการในห้วงเวลาที่เหมาะแก่กาลสมัยด้วยการสำแดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ [21]

มีปรากฏรายงานจากมุสลิมที่นำมากล่าวไว้ใน ‘ศ่อเฮียห์มุสลิม’ อันเป็นรายงานที่มาจากอิบนุอับบาส ความว่า: เมื่อท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) เดินทางมาถึงเมืองมะดีนะฮ์ พบว่าชาวยะฮูดีถือศีลอดในวันอาชูรออ์, พวกเขาได้รับการสอบถามถึงสาเหตุดังกล่าว พวกเขาตอบว่า วันนั้นเป็นวันที่อัลลอฮ์ทรงประทานชัยชนะให้แก่ศาสดามูซาและวงศ์วานอิสรออีล เราถือศีลอดในวันนั้นเพื่อเป็นการสำแดงความยิ่งใหญ่แด่พระองค์, ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์)จึงกล่าวขึ้นว่า “เรามีสถานะเหนือกว่ามูซา”, และท่านก็ได้สั่งให้ถือศีลอดในวันนั้น [22]

อิบนุฮะญั้ร อัลอัสก่อลานี ได้อ้างหลักฐานในเรื่องความชอบธรรมตามหลักการศาสนาในการจัดงานเฉลิมฉลองวาระแห่งการถือกำเนิดของท่านศาสดาโดยอ้างอิงจากวจนธรรมและรายงานนี้ ตามที่อัลฮาฟิซ อัสซะยูฏีได้รายงานเอาไว้ โดยเขากล่าวว่า: การสำแดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของอัลลอฮ์ที่ทรงประทานคุณูปการพิเศษแก่ท่านในวันที่กำหนดเป็นพิเศษนี้ถือว่าเป็นการนำเสนอคุณูปการนั้นให้ ปัดป้องความทุกข์ยาก และขอให้คุณูปการนั้นกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ให้วันนี้เป็นเช่นวันนั้นในทุก ๆ ปี, การแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งอัลลอฮ์เกิดขึ้นในหลายรูปแบบที่เป็นการเคารพภักดีแด่อัลลอฮ์เป็นการเฉพาะ (อิบาดะฮ์) เช่น การกราบกรานซุญูด การถือศีลอด การจ่ายทานศ่อดะเกาะฮ์ และการอ่านอัลกุรอาน, จะมีคุณูปการใดอีกเล่าที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าการที่พระองค์ทรงให้ศาสดาท่านนี้ ที่เป็น “ศาสดาแห่งความการุณย์ทั้งผอง” ปรากฏในวาระนั้น [23]

ยังมีถ้อยความอื่นที่อัสซะยูฏีได้กล่าวไว้ ซึ่งเราขอนำตัวบทมากล่าวไว้พอเป็นสังเขปดังนี้: เป็นที่ปรากฏชัดแก่ข้าพเจ้าว่า ยังมีการถ่ายทอดถ้อยความในลักษณะอื่นอีก อันเป็นรายงานที่บัยฮะกีรายงานจากท่านอะนัสความว่า; ท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) ได้เชือดแกะพลีในตอนทำ ‘อะกีเกาะฮ์’ ให้แก่ตัวท่านเอง หลังจากที่ท่านศาสดาได้รับการสถาปนาประกาศการเป็นศาสดาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ก็มีรายงานปรากฏชัดเจนว่า ท่านปู่ของท่านคืออับดุลมุฏฏ่อลิบก็ได้เชือดสัตว์พลีสำหรับเด็กแรกเกิด (อะกีเกาะฮ์) ให้ท่านในตอนที่ท่านมีอายุครบ 7 วันแล้ว ซึ่งโดยหลักการแล้วจะไม่มีการเชือดสัตว์ ‘อะกีเกาะฮ์’ เป็นครั้งที่สอง นั่นก็หมายความว่า การกระทำของท่านศาสดานั้นเป็นการแสดงออกถึงการสำแดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ทรงให้ท่านเป็น “ความการุณย์แห่งโลกทั้งผอง” อีกคำรบหนึ่ง และกำหนดหลักการให้เป็นหลักแก่ประชาชาติของท่านดังที่พระองค์เองก็ทรงประสาทพรแด่ท่านเช่นกัน นั่นเองจึงเป็นการกระทำอันชอบให้เราท่านทั้งหลายสำแดงการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ขอบพระทัยต่อพระองค์ในวันแห่งการถือกำเนิดของท่านด้วยการมาร่วมชุมนุมกัน เลี้ยงอาหาร และอื่น ๆ อันเป็นรูปแบบแห่งการแสดงความชิดใกล้และแสดงออกถึงความปีติสุขดังกล่าว [24]

อัลบุคอรีได้นำรายงานจากท่านอุมัร บินค็อฏฏอบ มากล่าวไว้ ความว่า: ชาวยะฮูดีคนหนึ่งกล่าวแก่เขาว่า; “ท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีน มีโองการใดในคัมภีร์ของพวกท่านที่หากถูกประทานลงมาให้พวกเราชาวยะฮูดี เราก็จะยึดถือให้วันนั้นเป็นวันเฉลิมฉลอง”, ท่านอุมัรกล่าวว่า โองการ วันนี้ข้าได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์เพื่อพวกเจ้าแล้ว ข้าได้ทำให้คุณูปการของข้าบริบูรณ์แก่พวกเจ้า และข้าพึงพอใจให้อิสลามเป็นศาสนาของพวกเจ้า[25], แล้วก็กล่าวต่อไปว่า; “ข้าพเจ้ารู้จักวันนั้นที่โองการดังกล่าวถูกประทานลงมา รู้จักสถานที่ที่ซึ่งโองการนั้นถูกประทานลงมา, ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ได้ยืนขึ้น ณ อะร่อฟะฮ์ ในวันศุกร์” [26]

อัตติรมิซีก็ได้นำรายงานจากอิบนุอับบาสมากล่าวในทำนองเดียวกันว่า: โองการนี้ถูกประทานลงมาในวันอีดที่เป็นวันศุกร์และวันอะร่อฟะฮ์, และเขาก็กล่าวว่า ถูกต้อง [27]

รายงานในลักษณะทำนองนี้ที่สอดคล้องกันของท่านอุมัร บินค็อฏฏอบที่ให้ยึดถือเอาวันที่ซึ่งเกิดคุณูปการอันยิ่งใหญ่นี้ให้เป็น “วันเฉลิมฉลอง” (อีด) เพราะเวลานั้นเป็นห้วงเวลาแห่งการเกิดเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ ดังนั้น การนำเอาวันที่ซึ่งเคยอุบัติเหตุการณ์นั้นกลับมาอีกครั้งหนึ่งให้เป็นวาระของการแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อคุณูปการดังกล่าว และเป็นโอกาสสำหรับการสำแดงความปีติและความรื่นเริงยินดีนั่นเอง  [28]

การดำเนินรอยตามแบบฉบับของศาสดาแห่งอัลลอฮ์ อีซา (อะลัยฮิสซะลาม)

อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงเล่าเรื่องราวของท่านศาสดาอีซา (อะลานะบียินาวะอาลิฮีวะอะลัยฮิสซะลาม) ความว่า: พวกนักบวชต้องการให้ท่านวิงวอนขอต่ออัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ได้โปรดส่ง “สำรับอาหารจากฟากฟ้า” ลงมาให้พวกเขา เพื่อจะได้รับประทานกัน และทำให้หัวใจของพวกเขาสงบมั่นและเพิ่มพูนศรัทธาของพวกเขาในเรื่องความสัตย์จริงของท่าน แล้วท่านก็วิงวอนขอให้พวกเขา, ท่านกล่าวในบทวิงวอนขอของท่านความว่า;

قَالَ عِيسَى ابْنُ مَرْيَمَ اللَّـهُمَّ رَبَّنَا أَنزِلْ عَلَيْنَا مَائِدَةً مِّنَ السَّمَاءِ تَكُونُ لَنَا عِيدًا لِّأَوَّلِنَا وَآخِرِنَا وَآيَةً مِّنكَ ۖ وَارْزُقْنَا وَأَنتَ خَيْرُ الرَّازِقِينَ – المائدة : ١١٤

อีซาบุตรมัรยัมกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของเหล่าข้าพระองค์ ได้โปรดประทานสำรับอาหารจากฟากฟ้าลงมายังเหล่าข้าพระองค์ (เพื่อ) จะได้เป็นของกำนัลวันรื่นเริงสำหรับเหล่าข้าพระองค์ในรุ่นนี้และเหล่าข้าพระองค์ในรุ่นถัดมา และเป็นสัญญาณหนึ่งจากพระองค์ และได้โปรดประทานปัจจัยยังชีพแก่เหล่าข้าพระองค์ พระองค์คือ ผู้ทรงประทานปัจจัยที่ดีที่สุด”. (อัลมาอิดะฮ์ / 114)

ท่านคงเห็นแล้วว่า ท่านมะเซียห์ อีซา บินมัรยัม (อะลัยฮิสซะลาม) ได้กำหนดให้ “วันแห่งการประทานสำรับอาหารจากฟากฟ้า” นั้น เป็น “วันเฉลิมฉลอง” (อีด) สำหรับชนกลุ่มแรกของประชาชาติของท่านและชนยุคสุดท้ายของประชาชาติของท่านทั้งหมด, “สำรับอาหารจากฟากฟ้า” นี้ เป็นเพียงอาหารสำรับหนึ่งที่ทำให้ท้องของพวกเขาอิ่มในคราวเดียวในห้วงชีวิต, ด้วยกับลักษณะการณ์ดังกล่าว พวกเขาได้ยึดถือเอา “วันแห่งการประทานคุณูปการ” ดังกล่าวนั้นเป็น “วันเฉลิมฉลอง” (อีด) สำหรับประชาชาตินั้น, แล้วความคิดอ่านของท่านในเรื่องคุณูปการอันมาจากฟากฟ้าในเชิงจิตวิญญาณที่ปรากฏชัดผ่านวันแห่งการถือกำเนิดของท่านศาสดาแห่งอิสลาม (เมาลิดุนนบี) นั้น ซึ่งมันได้ทำให้ปัญญาของมนุษย์และหัวใจของพวกเขาอิ่มเอิบ ส่องประกายรัศมีในแนวทางของพวกเขา และช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากความหายนะสู่ทางนำตราบจนถึงวันกิยามะฮ์เล่า (สมควรที่จะจัดงานเฉลิมฉลองในวันดังกล่าวหรือไม่อย่างไร) ?.

วันจำเริญดังกล่าวไม่เหมาะควรที่จะจัดงานเฉลิมฉลอง ร่วมแสดงความปีติยินดี และแซ่ซ้องสรรเสริญต่อความยิ่งใหญ่ของคุณูปการ คุณลักษณะประจำตัว และลักษณะอันประเสริฐนั้น หรอกหรือ ?

วันดังกล่าวไม่เหมาะควรที่จะเป็นการเฉลิมฉลองสำหรับมุสลิม และร่วมจัดงานเฉลิมฉลองด้วยการอัญเชิญโองการแห่งอัล กุรอานที่กล่าวถึงสถานภาพของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) หรอกหรือ ? ซึ่งหนึ่งในโองการดังกล่าวก็คือ:

الَّذِينَ يَتَّبِعُونَ الرَّسُولَ النَّبِيَّ الْأُمِّيَّ الَّذِي يَجِدُونَهُ مَكْتُوبًا عِندَهُمْ فِي التَّوْرَاةِ وَالْإِنجِيلِ يَأْمُرُهُم بِالْمَعْرُوفِ وَيَنْهَاهُمْ عَنِ الْمُنكَرِ وَيُحِلُّ لَهُمُ الطَّيِّبَاتِ وَيُحَرِّمُ عَلَيْهِمُ الْخَبَائِثَ وَيَضَعُ عَنْهُمْ إِصْرَهُمْ وَالْأَغْلَالَ الَّتِي كَانَتْ عَلَيْهِمْ ۚ فَالَّذِينَ آمَنُوا بِهِ وَعَزَّرُوهُ وَنَصَرُوهُ وَاتَّبَعُوا النُّورَ الَّذِي أُنزِلَ مَعَهُ ۙ أُولَـٰئِكَ هُمُ الْمُفْلِحُونَ – الأعراف : ١٥٧

(คือ) บรรดาผู้ซึ่งปฏิบัติตามศาสนทูต ศาสดาที่ไม่ได้รับการประศาสน์ความรู้จากแหล่งใด ผู้ซึ่งพวกเขาพบ (ชื่อของ) เขาถูกบันทึกไว้ในเตารอตและอินญีลซึ่งอยู่ ณ พวกเขา เขาจะสั่งกำชับให้พวกเขาทำความดีและห้ามปรามพวกเขาให้ออกห่างจากความชั่ว เขาจะอนุมัติสิ่งสะอาดบริสุทธิ์แก่พวกเขา (ให้บริโภคได้) และหวงห้ามสิ่งโสมมต่อพวกเขา (ไม่ให้บริโภค) และเขาจะถอดถอนข้อจำกัดของพวกเขาและบ่วงซึ่ง (คล้อง) อยู่บน (คอ) พวกเขาออกไปจากพวกเขา ฉะนั้นบรรดาผู้ซึ่งมีศรัทธาต่อเขา ช่วยปรนนิบัติเขา ร่วมช่วยเหลือเขา และปฏิบัติตามรัศมีซึ่งถูกประทานลงมาพร้อมกับเขา บุคคลเหล่านั้นพวกเขาคือผู้ประสบความสำเร็จ. (อัลอะอ์รอฟ / 157)

ใช่แล้ว, มีเงื่อนไขว่าการจัดงานเฉลิมฉลองดังกล่าวนั้นต้องไม่มีการเลยเถิดและการหลุดโลกออกจากสัจธรรม ดังที่มันนั้นต้องมีเงื่อนไขว่า ปลอดจากสิ่งอันไม่ถูกต้องชอบธรรมตามหลักการศาสนา เพื่อให้การจัดงานเฉลิมฉลองดังกล่าวนั้นเป็นการเฉลิมฉลองตามหลักการศาสนาในทุกมิติ.

คงไม่อาจปิดบังท่านผู้อ่านผู้ทรงเกียรติ-หรือผู้ฟัง-ได้ว่า การจัดงานเฉลิมฉลองนี้มีผลพวงอันยิ่งใหญ่ในการทำความรู้จักท่านศาสดาผู้ทรงเกียรติ จริยวัตร มารยาท วิถีชีวิต และแนวทางปฏิบัติของท่าน, ผู้บรรยายธรรมในงานเฉลิมฉลองดังกล่าวนั้นก็จะได้รวบรวมประเด็นนำเสนอจริยวัตรอันโดดเด่นและมารยาทอันจำเริญที่เป็นคุณสมบัติส่วนตัวของท่านในถ้อยแถลงของเขานั้น, ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ท่านใช้ชีวิตอยู่กับประชาชนอย่างไร ดึงดูดฝ่ายตรงข้ามและศัตรูอย่างไร และสารัตถะอื่นจากการจัดงานเฉลิมฉลองดังกล่าว.

นี่เป็นหลักฐานของฝ่ายที่กล่าวในเรื่องอนุญาตให้มีการจัดงานเฉลิมฉลองและถือว่าเป็นการกระทำที่มีลักษณะอันสมควรทำ (อัลอิสเตียะห์บาบ) และเราขอเชิญชวนให้เชคคอลิด บินซะอูด อัลบุลัยฮัด ในกรุงริยาฎ เจ้าของอีเมลล์ binbulihed@gmail.com ซึ่งตอกย้ำเรื่อง “การต้องห้าม (ฮะรอม) ในการจัดงานเฉลิมฉลองดังกล่าว”-ในบทความเฉพาะ- โดยมิได้กล่าวถึงหลักฐานบางอย่างของฝ่ายที่กล่าวในเรื่องการอนุญาตให้จัดงานดังกล่าวได้พินิจพิจารณาหลักฐานที่เราได้กล่าวไปอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยปราศจากซึ่งการยึดถือคำพูดของคน ๆ นั้นและคน ๆ นี้ แต่ให้ยึดหลักการวิพากษ์ตามหลักฐานในอัลกุรอานและอัสซุนนะฮ์ดังที่เราได้ยึดถือกัน.

หลักฐานของฝ่ายที่กล่าวว่าเป็น “การกระทำอันนอกรีต” (บิดอะฮ์)

เชคคอลิด บินซะอูด อัลบุลัยฮัด ได้นำเสนอมุมมองที่ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงว่า “การจัดงานเฉลิมฉลองวาระแห่งการถือกำเนิดของท่านศาสดา” เป็น “การกระทำอันนอกรีต” (บิดอะฮ์), เราจึงขอนำเสนอมุมมองที่ว่านั้น แล้วก็จะตอบคำถามในเรื่องดังกล่าว, เขากล่าวว่า:

  1. “ไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานจากอัลกุรอานบ่งชี้ในเรื่องนั้น”

ขอตอบว่า: ท่านรู้แล้วว่า มีรากเหง้าของเรื่องนั้นในอัลกุรอานอันทรงกิตติคุณ และนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะออกนอกสภาพการเป็น “อุตริกรรม” (บิดอะฮ์).

  1. “ไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานในอัสซุนนะฮ์”

ขอตอบว่า: ท่านก็รู้แล้วว่า การแสดงความรักต่อท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) นั้นเป็นหลักการใน “อัสซุนนะฮ์” ดังที่ก็มีหลักการที่ว่า การ (แสดงความรัก) นั้นต่อบุคคลอื่นด้วย.

  1. “ไม่เป็นที่รับรู้กันในเรื่องการกระทำของบรรดาสหายธรรม”

ขอตอบว่า: ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่าฉงนยิ่งนัก, การกระทำของบรรดาสหายธรรม (ศ่อฮาบะฮ์) ไม่อาจถูกนับว่าเป็นหลักฐานอ้างอิง (ฮุจญะฮ์) ตามหลักการศาสนา ตราบที่ยังไม่ได้อ้างอิงถึงท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) แล้วการละทิ้งพฤติกรรมของพวกเขาจะเป็นไรไป ? กอปรกับไม่มีนักปราชญ์ด้านศาสนบัญญัติ (ฟุก่อฮาอ์) คนใดออกคำวินิจฉัยปัญหาศาสนาในประเด็นเรื่อง “การที่พวกเขา-ศ่อฮาบะฮ์-ไม่กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นเป็นหลักฐานว่าเป็นเรื่องต้องห้าม (ฮุ้รมะฮ์)” แต่อย่างใด.

  1. “ไม่เป็นที่รับรู้กันว่า มีการผ่อนปรน-ให้มีการจัดงานดังกล่าว-จากบรรดาอิมามผู้ซึ่งได้รับการปฏิบัติตามทั้ง 4 (อิมามอะบูฮะนีฟะฮ์ อิมามมาลิกี อิมามชาฟิอี และอิมามฮันบะลี) และผู้ที่อยู่ในระดับขั้นเหล่านั้น”

ขอตอบว่า: ก็เพียงพอแล้วที่ต้องกล่าวว่า ประชาชาติอิสลามได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองวาระแห่งการถือกำเนิดของท่านศาสดาผู้ทรงเกียรติ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา, มีหลายประเด็นปัญหาที่บรรดาอิมามทั้ง 4 และผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกับเขาเหล่านั้นก็ไม่ได้กล่าวเอาไว้ ที่บรรดาชนรุ่นหลังจะนำมาแก้ไขปรับปรุง (หรือพินิจพิจารณาต่อเพื่อจะยอมรับหรือปฏิเสธ), หาก “มาตรฐานการอนุมัติและการต้องห้าม” คือ คำกล่าวของบรรดาอิมามในยุคบรรพชนละก็ ศาสนบัญญัติเรื่องการกระทำอันสมควรทำ (อิสเตียะห์บาบ) เพื่อตอบสนอง (ความต้องการคำตอบ) ต่อยุคสมัยและให้คำวินิจฉัยประเด็นปัญหาศาสนาที่อุบัติขึ้นมาใหม่นั้นก็ต้องเป็นอัมพาต (ใช้การไม่ได้) !!

  1. “การกระทำอันนอกรีต” (น่ารังเกียจ) นี้ อุบัติขึ้นในยุคการปกครองของราชวงศ์อัลมัมลูกในศตวรรษท้าย ๆ นี้เอง.

ขอตอบว่า: ท่านก็รู้แล้วว่านั่นเป็นการกล่าวหาและใส่ความโดยปราศจากซึ่งหลักฐาน ถึงแม้ว่าจะมีบางคนกล่าวไว้ก็ตาม, สมมติว่ามันถูกต้อง นั่นก็เป็นการยึดถือเอาตามหลักการจากอัลกุรอาน.

  1. “ไม่ได้สงสัยในความประเสริฐของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ประเด็นวิพากษ์อยู่ตรงที่ “กำหนดเอาวันดังกล่าว” นั้น และความเชื่อที่ว่า ท่านมี “อภิสิทธิ์” ณ อัลลอฮ์ และความประเสริฐทั้งมวล ที่จะทำให้การเคารพภักดี (อิบาดะฮ์) การแสดงความรัก และการกล่าวรำลึกนั้นยิ่งใหญ่ขึ้นมา.

ขอตอบว่า: พวกเขาแสวงหาความใกช้ชิดยังอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ด้วยการจัดงานเฉลิมฉลองดังกล่าว, ส่วนการกำหนดวันนั้นเป็นการเฉพาะพร้อมกับการอนุญาตให้มีการจัดงานดังกล่าวตลอดทั้งปีนั้น อันที่จริงแล้วก็เพราะมันเป็นการเหมาะควรสำหรับการปรากฏของรัศมีอันจำเริญในวันดังกล่าว.

(ผู้คัดค้านได้ย้อนกลับไปวิพากษ์หลักฐานของคำกล่าวในเรื่องการอนุญาตให้มีการจัดงานเฉลิมฉลองดังกล่าว ดังนี้)

  1. ผู้ที่อ้างหลักฐานด้วยคำกล่าวของนักการศาสนา (อุละมาอ์) รุ่นหลังบางคนในเรื่อง “การอนุญาตให้ทำ” นั้น ก็มีประเด็นอยู่ตรงที่:

ก) คำกล่าวของผู้รู้ ไม่ได้เป็นหลักฐานตามหลักการศาสนาที่จะนำมากล่าวอ้างและตอบผู้ปฏิบัติตามนั้น, นั่นเป็นเพียง “การวินิจฉัย (อิจญ์ติฮาด)” ส่วนตน หากมันสอดคล้องกับอัลกุรอานและอัสซุนนะฮ์ มันก็ถือว่าถูกต้อง แต่หากมันขัดแย้งกับหลักฐานทั้งสอง มันก็เป็นความผิดและเป็นโมฆะ.

ขอตอบว่า: ท่านเห็นความย้อนแย้งในคำกล่าวก่อนหน้านี้-หัวข้อย่อย 4-ที่เขากล่าวว่า “ไม่เป็นที่รับรู้กันว่า มีการผ่อนปรน-ให้มีการจัดงานดังกล่าว-จากบรรดาอิมามผู้ซึ่งได้รับการปฏิบัติตามทั้ง 4 (อิมามอะบูฮะนีฟะฮ์ อิมามมาลิกี อิมามชาฟิอี และอิมามฮันบะลี) และผู้ที่อยู่ในระดับขั้นเหล่านั้น” กับ คำกล่าวนี้ที่ว่า “คำกล่าวของผู้รู้ ไม่ได้เป็นหลักฐานตามหลักการศาสนา” !!

เราขอถามว่า: แล้วท่านจะนำเอาคำกล่าวของบรรดาอิมามทั้ง 4 และผู้รู้ที่อยู่ในระดับขั้นนั้น ที่พวกเขาเป็นระดับนักการศาสนา (อุละมาอ์) ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่เชื่อถือคำกล่าวของอุละมาอ์ในเรื่องนี้ โดยที่ท่านกล่าวว่า คำกล่าวของผู้รู้ ไม่ได้เป็นหลักฐานตามหลักการศาสนา ได้อย่างไรกัน ?!

ข) บทเรียนในเรื่องการรู้จักสัจธรรมคือประมวลคำกล่าวของบรรดาอิมามรุ่นก่อน ชนผู้อยู่ในศตวรรษที่มีความประเสริฐ ซึ่งท่านศาสนทูต (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) ได้กล่าวยกย่องเอาไว้, มิใช่คำกล่าวของชนในยุคหลัง ผู้ซึ่งความขัดแย้งของพวกเขากับชนในยุคต้น ผู้ทรงธรรม์นั้นมีมากมาย ด้วยสาเหตุของการมีสำนักคิดใหม่อุบัติขึ้นมาและได้เปลี่ยนบาง(แนวคิดของ) สำนักคิดไป

ขอตอบว่า: ด้วยการปิดหูปิดตาไม่สนใจในเหตุการณ์อันสร้างความเจ็บปวดและเรื่องเศร้าสลดอันสุดเวทนา ซึ่งประสบกับจิตใจของประชาชาติอิสลามตลอดห้วงเวลาที่ซึ่งถูกระบุว่าเป็นศตวรรษแห่งความประเสริฐ (นั่นนะหรือ ?), ศตวรรษที่ซึ่งตระกูลบะนูอุมัยยะฮ์และบะนูอับบาสมีอำนาจปกครอง คือ ศตวรรษที่เต็มไปด้วยความประเสริฐ (อย่างนั้นนะหรือ) ? ทั้ง ๆ ที่มีสงครามบดขยี้เข้าจู่โจมมวลมุสลิม และเกียรติยศของบรรดาสหายธรรมท่านศาสดา (ศ่อฮาบะฮ์) และชนรุ่นหลังสหายธรรม (ตาบิอีน) ในเมืองมะดีนะฮ์ อัลมุเนาวะเราะฮ์ ได้รับอนุญาตให้หยามเกียรติได้ในช่วงเหตุการณ์อัลฮุ้รเราะฮ์ที่กินเวลาหลายวัน, อัลกะอ์บะฮ์ อันทรงเกียรติ ถูกยิงด้วยเครื่องยิงสมัยโบราณ-ต้นแบบของปืนใหญ่ในปัจจุบัน- ในช่วงการปกครองของ อัลฮัจญาจญ์ อัษษะก่อฟี ?, ขอเพิ่มเหตุการณ์อันสร้างความเจ็บปวดรวดร้ายอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นในศตวรรษแรก ที่เกิดการสังหารเลือดเนื้อเชื้อไขของท่าน ศาสนทูต (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) ผู้เป็นแก่นดวงใจของท่าน เช่น ท่านอิมามผู้พิสุทธิ์ ฮุเซน บินอะลี (อะลัยฮิมัสซะลาม) พร้อมกับบุตรหลานของท่าน สหายธรรม และผู้ติดตามท่าน จากการรุกรานที่มีการหลั่งเลือด !?.

สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของอับบาซียะฮ์ก็เชื่อมโยงกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในยุคสมัยของพวกตระกูลอุมัยยะฮ์ มีการดื่มสุรากันอย่างแพร่หลาย มีการร้องรำทำเพลง และการบันเทิงเริงรมย์ในวังของค่อลีฟะฮ์ !!

เราหวังว่า ผู้ที่จะตอบเรานั้น ได้เปิดหูเปิดตามองประวัติศาสตร์นับตั้งแต่การจากไปของท่านศาสนทูต (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) จนถึงการล่มสลายของราชวงศ์อับบาซียะฮ์ เขาย่อมต้องเห็นว่าในห้วงเวลาดังกล่าวนั้นมีอุบัติการณ์อันอุบาทว์ชาติชั่วและที่สร้างความชอกช้ำระกำใจขนาดไหน ตลอดทั้งปีมีแต่สงคราม การฆ่าล้างกัน การทำลายล้าง และการนำเอาศาสนามาล้อเล่น, พวกทำการค้าเกี่ยวกับวจนธรรมท่านศาสดาก็กุฮะดีษขึ้นมาแล้วอ้างว่าเป็นคำพูดของท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์), ในยุคสมัยที่ว่านั้น (ศตวรรษแห่งความดีเลิศประเสริฐศรี) พวกเขานำเอาแนวคิดนอกรีตของพวกยิว คริสต์ และพวกบูชาไฟเข้ามาในแบบฉบับ (ซุนนะฮ์) อันทรงเกียรติ และพวกเขายังไม่สาแก่ใจเพียงเท่านั้น จนกระทั่งได้สำแดงการใกล้ชิดยังอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ด้วยการด่าทอสหายธรรมผู้ทรงเกียรติยศและอิมามผู้บริสุทธิ์ อะลี บินอะบีฏอลิบ บนธรรมาสน์ (มินบั้ร) เป็นเวลากว่า 60 ปี !?

ด้วยกับการแสร้งไม่สนในสิ่งที่เราได้กล่าวผ่านมา, ผู้ตอบจะปรักปรำชนรุ่นหลังว่า ขัดแย้งอย่างมากมายกับชนรุ่นก่อนได้อย่างไรกัน หรือชนรุ่นก่อนผู้ทรงคุณธรรม (ซะลัฟศอเลียะห์) เป็นผู้ถูกปกป้องจากความผิดทั้งมวล ?! หากชนในยุคหลังเป็นไปตามแบบที่กล่าวมาละก็ แล้วทำไมต้องยกเว้นให้บางคนในชนยุคหลัง เช่น อิบนุตัยมียะฮ์และอิบนุก็อยยิม แล้วยังมอบเสื้อคลุมบริสุทธิ์ให้แก่เขาทั้งสอง โดยที่จะนำคำกล่าวของเขาทั้งสองมาอ้างเป็นหลักฐานในหลายประเด็นปัญหาทั่วไปโดยไม่มีการวิพากษ์และโต้แย้งแต่อย่างใด ?!

ค) บางคนเติบโตในบรรยากาศแบบผู้ฝึกตน (ตะเศาวุฟ) เขาก็จะเป็นผู้ได้รับการยกย่องสำหรับชาวตะเศาวุฟ, บุคคลใดเติบโตมาในบรรยากาศของชีอะฮ์ เขาก็จะได้รับการยกย่องสำหรับอิมามของชีอะฮ์ และส่วนบุคคลใดเติบโตมาในบรรยากาศแบบพวกนอกรีตสุดโต่ง (ค่อวาริจญ์) เขาก็จะได้รับการยกย่องสำหรับผู้นำของพวกเขา.

ขอตอบว่า: ก็เช่นกันนั่นแหละ บุคคลใดเติบโตมาในบรรยากาศแบบพวกซะละฟี-เฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่อิบนุตัยมียะฮ์ชอบอ้างถึงชนรุ่นก่อน-เขาก็จะได้รับการยกย่องสำหรับพวกเขา ความแตกต่างอยู่ตรงไหน เห็นใช่มั๊ย, เป็นไปได้นะหรือที่ชนกลุ่มล่าสุดนี้อยู่ในแนวทางอันเที่ยงตรง ส่วนที่เหลือตกอยู่ในความหลงผิดอันชัดแจ้ง,…[29]

ง) ประตูแห่งการแสวงหาความใกล้ชิดยังอัลลอฮ์นั้นต้องวางอยู่บนพื้นฐานของ “หลักการศาสนาตายตัว”[30] และมีเงื่อนไขตามเงื่อนไขที่หลักการกำหนด, มิได้วางอยู่บนหลักการ “การเห็นชอบด้วย” (อัลอิสเตียะห์ซาน) หรือ “การวินิจฉัยความ” (อัลอิจญ์ติฮาด).

ขอตอบว่า: ท่านก็รู้แล้วว่า บุคคคลใดแสวงหาความใกล้ชิดยังอัลลอฮ์ด้วยการอัญเชิญอ่านโองการที่กล่าวถึงความดีเลิศประเสริฐศรีของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮ์) และตามที่ปรากฏอยู่ในแบบฉบับแห่งท่านศาสดา ไม่ว่าจะเป็นการยกย่องตำแหน่งของท่านนั้น ล้วนขับเคลื่อนมาจากอัลกุรอานและอัสซุนนะฮ์ทั้งสิ้น มิได้มาจาก “การเห็นชอบด้วย” หรือ “การวินิจฉัยความ”.

จ) เป็นการยากมากที่มนุษย์จะขัดแย้งกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในนิกาย (มัษฮับ) ของพ่อแม่ปู่ยาตายาย และบรรพบุรุษของตน.

ขอตอบว่า: สิ่งที่กล่าวมานั้นก็ถูกอยู่หรอก แต่เจ้าของบทความก็ใช่ว่าจะผิดไปจากวิสัยที่ว่านี้ !! เขาก็ได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อม นิกายของปู่ยาตายาย บรรพบุรุษ และกลุ่มชนของตนเองเช่นกัน, แล้วการจำแนกระหว่างเขากับบุคคลอื่นอยู่ที่ใดกันเล่า ?! ดังนั้นย่อมเป็นการเหมาะสมกว่าที่เขาควรจะกล่าวหาตัวเขาเองก่อน-ก่อนที่ไปกล่าวหาผู้อื่นว่าปฏิบัติตามบรรพบุรุษและปู่ยาตายาย-.

ใช่แล้ว, ยังมีหลายต่อหลายคนที่ตัดเงื่อนไขของการปฏิบัติตามอย่างไม่ลืมหูลืมตาออก และพินิจพิจารณาไปที่สัจธรรมความจริงด้วยการประจักษ์แจ้งและปลดแอกจากแนวความเชื่อแต่ก่อนกาลของพวกเขา.

เราขอวิงวอนต่ออัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ได้โปรดประทานทางนำให้แก่เราและเจ้าของบทความนี้ด้วย, มนุษย์ทุกผู้ทุกนามย่อมต้องสืบหาสัจธรรมและความจริง และจะต้องเป็นอิสระจากการถือพรรคถือพวก และต้องปฏิบัติตามสัจธรรมเพราะเหตุที่เป็นสัจธรรม, แท้จริงแล้วพระองค์ทรงสามารถในการตอบรับ, วั้ลฮัมดุลิ้ลลาฮิร็อบบิ้ลอาละมีน.

  • เชิงอรรถ

[1] เรียบเรียงจาก رسائل ومقالات : ج7 ص449 ของ الشيخ جعفر السبحاني

[2] الشيخ حسين بن محمد بن حسن الديار بكري، تاريخ الخميس في أحوال أنفس نفيس، مؤسسة شعبان-بيروت، ج 1، ص 323.

[3] العلامة أحمد بن محمد القسطلاني، المواهب اللدنية، دار التراث، قاهرة 1355 ق، ج 1، ص 27.

[4] ปล่อยให้เขาอยู่ในสภาพที่เขาได้เลือกเอง โดยไม่ได้รับการชี้นำสู่แนวทางที่ถูกต้องชอบธรรมแต่ประการใด.

[5] ดังความในอัลกุรอานที่ว่า:

قُلْ إِن كَانَ آبَاؤُكُمْ وَأَبْنَاؤُكُمْ وَإِخْوَانُكُمْ وَأَزْوَاجُكُمْ وَعَشِيرَتُكُمْ وَأَمْوَالٌ اقْتَرَفْتُمُوهَا وَتِجَارَةٌ تَخْشَوْنَ كَسَادَهَا وَمَسَاكِنُ تَرْضَوْنَهَا أَحَبَّ إِلَيْكُم مِّنَ اللَّـهِ وَرَسُولِهِ وَجِهَادٍ فِي سَبِيلِهِ فَتَرَبَّصُوا حَتَّىٰ يَأْتِيَ اللَّـهُ بِأَمْرِهِ ۗ وَاللَّـهُ لَا يَهْدِي الْقَوْمَ الْفَاسِقِينَ ﴿التوبة : ٢٤﴾

(มุฮัมมัดเอ๋ย) จงกล่าวไปว่า “หากบรรพบุรุษของพวกท่าน ลูกหลานของพวกท่าน พี่น้องของพวกท่าน ภรรยาของพวกท่าน เครือญาติของพวกท่าน ทรัพย์สินของพวกท่านที่พวกท่านเสาะแสวงหามา การค้าที่พวกท่านกลัวการขายไม่ดี และบ้านเรือนที่พวกท่านมีความพึงพอใจมัน, เป็นที่รักยิ่งของพวกท่านมากกว่าอัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ และ (เป็นที่รักมากกว่า) การเพียรพยายามสู้ในวิถีทางแห่งพระองค์แล้วไซร้ พวกท่านก็จงรอคอย จนกว่าอัลลอฮ์จะทรงนำพระบัญชาของพระองค์มา, อัลลอฮ์จะไม่ทรงชี้นำกลุ่มชนผู้ละเมิด”. (อัตเตาบะฮ์ / 24)

[6] ดังความในอัลกุรอานที่ว่า:

الَّذِينَ يَتَّبِعُونَ الرَّسُولَ النَّبِيَّ الْأُمِّيَّ الَّذِي يَجِدُونَهُ مَكْتُوبًا عِندَهُمْ فِي التَّوْرَاةِ وَالْإِنجِيلِ يَأْمُرُهُم بِالْمَعْرُوفِ وَيَنْهَاهُمْ عَنِ الْمُنكَرِ وَيُحِلُّ لَهُمُ الطَّيِّبَاتِ وَيُحَرِّمُ عَلَيْهِمُ الْخَبَائِثَ وَيَضَعُ عَنْهُمْ إِصْرَهُمْ وَالْأَغْلَالَ الَّتِي كَانَتْ عَلَيْهِمْ ۚ فَالَّذِينَ آمَنُوا بِهِ وَعَزَّرُوهُ وَنَصَرُوهُ وَاتَّبَعُوا النُّورَ الَّذِي أُنزِلَ مَعَهُ ۙ أُولَـٰئِكَ هُمُ الْمُفْلِحُونَ ﴿الأعراف : ١٥٧﴾

(คือ) บรรดาผู้ซึ่งปฏิบัติตามศาสนทูต ศาสดาที่ไม่ได้รับการประศาสน์ความรู้จากแหล่งใด ผู้ซึ่งพวกเขาพบ (ชื่อของ) เขาถูกบันทึกไว้ในเตารอตและอินญีลซึ่งอยู่ ณ พวกเขา เขาจะสั่งกำชับให้พวกเขาทำความดีและห้ามปรามพวกเขาให้ออกห่างจากความชั่ว เขาจะอนุมัติสิ่งสะอาดบริสุทธิ์แก่พวกเขา (ให้บริโภคได้) และหวงห้ามสิ่งโสมมต่อพวกเขา (ไม่ให้บริโภค) และเขาจะถอดถอนข้อจำกัดของพวกเขาและบ่วงซึ่ง (คล้อง) อยู่บน (คอ) พวกเขาออกไปจากพวกเขา ฉะนั้นบรรดาผู้ซึ่งมีศรัทธาต่อเขา ช่วยปรนนิบัติเขา ร่วมช่วยเหลือเขา และปฏิบัติตามรัศมีซึ่งถูกประทานลงมาพร้อมกับเขา บุคคลเหล่านั้นพวกเขาคือผู้ประสบความสำเร็จ. (อัลอะอ์รอฟ / 157)

[7] ดังความในอัลกุรอานที่ว่า:

أَلَمْ نَشْرَحْ لَكَ صَدْرَكَ . وَوَضَعْنَا عَنكَ وِزْرَكَ . الَّذِي أَنقَضَ ظَهْرَكَ . وَرَفَعْنَا لَكَ ذِكْرَكَ ﴿الشرح : 1-٤﴾

เรามิได้ขยับขยายหัวอกของเจ้า-ให้สบายใจขึ้น-หรอกหรือ ?. และเราได้ปล่อยวางภาระหนักของเจ้าออกไปจากเจ้าแล้ว. ซึ่งมันแทบทำให้หลังของเจ้าหัก. และเราได้เชิดชูการระลึกถึงเจ้าให้แก่เจ้าแล้ว (อัชชัรห์ / 1-4)

[8] ดังความในอัลกุรอานที่ว่า:

يَا أَهْلَ الْكِتَابِ قَدْ جَاءَكُمْ رَسُولُنَا يُبَيِّنُ لَكُمْ كَثِيرًا مِّمَّا كُنتُمْ تُخْفُونَ مِنَ الْكِتَابِ وَيَعْفُو عَن كَثِيرٍ ۚ قَدْ جَاءَكُم مِّنَ اللَّـهِ نُورٌ وَكِتَابٌ مُّبِينٌ ﴿المائدة : ١٥﴾

ชาวคัมภีร์เอ๋ย ศาสนทูตของเราได้มายังพวกเจ้าแล้ว เขาได้แยกแยะ (เรื่องราว) ส่วนมากของคัมภีร์ที่พวกเจ้าเคยซ่อนเร้นไว้ให้พวกเจ้า (ได้เห็น) และปล่อยผ่านส่วนใหญ่, รัศมี[8]และคัมภีร์อันแจ้งชัดจากอัลลอฮ์ได้มีมายังพวกเจ้าแล้ว. (อัลมาอิดะฮ์ / 15)

[9] ดังความในอัลกุรอานที่ว่า:

قَالَ عِيسَى ابْنُ مَرْيَمَ اللَّـهُمَّ رَبَّنَا أَنزِلْ عَلَيْنَا مَائِدَةً مِّنَ السَّمَاءِ تَكُونُ لَنَا عِيدًا لِّأَوَّلِنَا وَآخِرِنَا وَآيَةً مِّنكَ ۖ وَارْزُقْنَا وَأَنتَ خَيْرُ الرَّازِقِينَ ﴿ المائدة : ١١٤﴾

อีซาบุตรมัรยัมกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของเหล่าข้าพระองค์ ได้โปรดประทานสำรับอาหารจากฟากฟ้าลงมายังเหล่าข้าพระองค์ (เพื่อ) จะได้เป็นของกำนัลวันรื่นเริงสำหรับเหล่าข้าพระองค์ในรุ่นนี้และเหล่าข้าพระองค์ในรุ่นถัดมา และเป็นสัญญาณหนึ่งจากพระองค์ และได้โปรดประทานปัจจัยยังชีพแก่เหล่าข้าพระองค์ พระองค์คือผู้ทรงประทานปัจจัยที่ดีที่สุด”. (อัลมาอิดะฮ์ / 114)

[10] الإمام مجد الدين أبي السعادات المبارك بن محمد ابن الأثير الجزري، جامع الأصول، الطبعة الثالثة، مطابع المستقبل-بيروت 2016 م، ج 1، ص 159، برقم 21.

[11] الإمام مجد الدين أبي السعادات المبارك بن محمد ابن الأثير الجزري، جامع الأصول، الطبعة الثالثة، مطابع المستقبل-بيروت 2016 م، ج 1، ص 159، برقم 22.

[12] الإمام مجد الدين أبي السعادات المبارك بن محمد ابن الأثير الجزري، جامع الأصول، الطبعة الثالثة، مطابع المستقبل-بيروت 2016 م، ج 1، ص 159، برقم 20.

[13] محمد علوي المالكي، مفاهيم يجب أن تصحح، دار التراث، دار الكتب العلمية، بيروت 1440 ق ، ج 1، ص 27..

[14] อันเนื่องมาจากภาระหน้าที่ในการเผยแผ่อิสลามเป็นเรื่องที่หนักมากสำหรับท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม).

[15] โดยได้รับการระลึกถึงพร้อมกับพระนามแห่งอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ในทุกสถานการณ์.

[16] مَا كَذَبَ الْفُؤَادُ مَا رَأَىٰ ﴿النجم / ١١﴾

[17] ‘ซิดเราะตุ้ลมุนตะฮาอ์’ อาจให้ความหมายว่า “ต้นไม้พิเศษที่ตั้งอยู่ ณ สุดขอบฟ้าชั้นที่เจ็ด”.

[18] อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ไม่ได้ทรงแจกแจงไว้ว่า สิ่งนั้นคืออะไร.

[19] عِندَ سِدْرَةِ الْمُنتَهَىٰ. عِندَهَا جَنَّةُ الْمَأْوَىٰ . إِذْ يَغْشَى السِّدْرَةَ مَا يَغْشَىٰ. مَا زَاغَ الْبَصَرُ وَمَا طَغَىٰ . لَقَدْ رَأَىٰ مِنْ آيَاتِ رَبِّهِ الْكُبْرَىٰ ﴿النجم 14-١٨﴾

[20]﴿آل عمران : 164﴾  لَقَدْ مَنَّ اللَّـهُ عَلَى الْمُؤْمِنِينَ إِذْ بَعَثَ فِيهِمْ رَسُولًا مِّنْ أَنفُسِهِمْ

[21] الحافظ ابن رجب الحنبلي الدمشقي، لطائف المعارف فيما المواسم العام من الوظائف، دار إبن كثير، دمشق-بيروت 1420 ق.

[22] صحيح مسلم: 3/149، باب صوم يوم عاشوراء؛ وأخرجه البخاري في صحيحه: 7/215., ในประเด็นนี้มีเนื้อหาที่ต้องทำความเข้าใจในเชิงศาสนบัญญัติ (ฟิกฮ์) ที่อาจมีความเห็นที่แตกต่างกันในบางทัศนะของนักปราชญ์ด้านศาสนบัญญัติ.

[23] الإمام جلال الدين السيوطي، الحاوي للفتاوى، دار الكتب العلمية، بيروت 1403 ق، ج 1، ص 196.

[24] الإمام جلال الدين السيوطي، الحاوي للفتاوى، دار الكتب العلمية، بيروت 1403 ق، ج 1، ص 196.

[25] الْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِينَكُمْ وَأَتْمَمْتُ عَلَيْكُمْ نِعْمَتِي وَرَضِيتُ لَكُمُ الْإِسْلَامَ دِينًا ﴿المائدة : 4﴾

[26] صحيح البخاري: 8/270، كما أخرجه الترمذي في سننه: 5/250، والروايات متضافرة على أنَّ الآية تزلت في الثامن عشر من ذي الحجة في حجة الوداع في غدير خم.

[27] نفس المصدرين السابقين.

[28] الدكتور عيسى بن مانع الحميري، بلوغ المأمول في الإحتفاء والإحتفال بمولد الرسول ص.

[29] พวกเจ้าตัดสินเช่นนั้นได้อย่างไร ?. (อัศศอฟฟาต154) مَا لَكُمْ كَيْفَ تَحْكُمُونَ ﴿١٥٤﴾

[30] หมายถึง จำเป็นต้องปฏิบัติตามที่อัลลอฮ์ และศาสนทูตของพระองค์ทรงวางหลักการและหลักเกณฑ์เอาไว้ในหลักการศาสนาโดยไม่มีการเพิ่มหรือลดทอน.