การแบ่งปันไม่ใช่เพียงการบริจาคทรัพย์สิน แต่เป็นรากฐานของสังคมอิสลามที่ตั้งอยู่บนความรัก ความเมตตา และความรับผิดชอบต่อกัน คุฏบะฮ์นี้รวบรวมโองการสำคัญจากซูเราะฮ์อัลบะก่อเราะฮ์ พร้อมอธิบายหลักการช่วยเหลือเด็กกำพร้า คนยากจน ญาติพี่น้อง และผู้เดือดร้อน เพื่อสร้างสังคมแห่งความเอื้ออาทรตามพระบัญชาของอัลลอฮ์
“สังคมแห่งการแบ่งปัน”[1]
การอยู่ร่วมกันในสังคมแบบอิสลามและการให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมในเรื่องความเชื่อของมุสลิมและถือเป็นความจำเป็นหนึ่งที่ต้องปฏิบัติตามหลักการศาสนา มันคือระบอบทางจริยธรรมที่ดำเนินไปพร้อมกับความรัก ความผูกพัน การประสานสัมพันธ์ การเสียสละ และการปลุกจิตสำนึกร่วมกันให้ปฏิบัติตามหลักการศาสนาและพระบัญชาในพระเจ้า, การอยู่ร่วมกันในสังคมมิได้เป็นประเด็นในเรื่องระวังรักษาสิทธิในทางทรัพย์สินและวัตถุของมนุษย์ผู้ที่อยู่ในสังคมร่วมกันเท่านั้น แต่มันยังรวมความถึงการสำแดงออกทางการมีสำนึกด้านจิตวิญญาณ และมันมีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างแข็งแกร่งระว่างสังคมกับปัจเจก.
يَسْأَلُونَكَ مَاذَا يُنفِقُونَ ۖ قُلْ مَا أَنفَقْتُم مِّنْ خَيْرٍ فَلِلْوَالِدَيْنِ وَالْأَقْرَبِينَ وَالْيَتَامَىٰ وَالْمَسَاكِينِ وَابْنِ السَّبِيلِ ۗ وَمَا تَفْعَلُوا مِنْ خَيْرٍ فَإِنَّ اللَّـهَ بِهِ عَلِيمٌ – البقرة : ٢١٥
พวกเขาจะถามเจ้าว่า พวกเขาจะต้องใช้จ่าย[2] อย่างใดบ้าง จงบอก (พวกเขา) ว่า “สิ่งที่พวกท่านต้องใช้จ่าย (เพื่อการเลี้ยงดูหรือบริจาค) นั้นต้องเป็นสิ่งที่ดี (ไม่ว่าจะเป็นการกระทำหรือทรัพย์สิน) แก่บิดา-มารดา ญาติสนิท เด็กกำพร้า คนยากจนขัดสน และคนพลัดถิ่น”, สิ่งที่พวกเจ้ากระทำไปอันเป็นกุศลกรรมนั้น แท้จริงอัลลอฮ์คือผู้ทรงรับรู้สิ่งนั้น. (อัลบะก่อเราะฮ์ / 215)
وَأَنفِقُوا فِي سَبِيلِ اللَّـهِ وَلَا تُلْقُوا بِأَيْدِيكُمْ إِلَى التَّهْلُكَةِ ۛوَأَحْسِنُوا ۛ إِنَّ اللَّـهَ يُحِبُّ الْمُحْسِنِينَ – البقرة : ١٩٥
พวกเจ้าจงบริจาค (ทรัพย์สิน) ไปในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์[3] และอย่ายื่นมือของพวกเจ้าไปสู่ความหายนะ จงทำให้ดี[4] แท้จริงอัลลอฮ์ทรงโปรดบรรดาผู้ประพฤติดี. (อัลบะก่อเราะฮ์ / 195)
مَّثَلُ الَّذِينَ يُنفِقُونَ أَمْوَالَهُمْ فِي سَبِيلِ اللَّـهِ كَمَثَلِ حَبَّةٍ أَنبَتَتْ سَبْعَ سَنَابِلَ فِي كُلِّ سُنبُلَةٍ مِّائَةُ حَبَّةٍ ۗ وَاللَّـهُ يُضَاعِفُ لِمَن يَشَاءُ ۗ وَاللَّـهُ وَاسِعٌ عَلِيمٌ ﴿٢٦١﴾
อุปมาผู้ซึ่งบริจาคทรัพย์สินของพวกเขาไปในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์ อุปมัยดังเช่นเมล็ดพันธุ์พืชหนึ่งเมล็ดที่แตกรวงออกเป็น 7 รวง (เช่น ข้าว) ในแต่ละรวงมีเมล็ดอีก 100 เมล็ด, อัลลอฮ์ทรงเพิ่มพูนให้อีกหลายเท่าแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์, อัลลอฮ์คือผู้ทรง (มีอำนาจและความการุณย์) แผ่ไพศาล ผู้ทรงรอบรู้. (261) (อัลบะก่อเราะฮ์ / 261)
الَّذِينَ يُنفِقُونَ أَمْوَالَهُمْ فِي سَبِيلِ اللَّـهِ ثُمَّ لَا يُتْبِعُونَ مَا أَنفَقُوا مَنًّا وَلَا أَذًى ۙ لَّهُمْ أَجْرُهُمْ عِندَ رَبِّهِمْ وَلَا خَوْفٌ عَلَيْهِمْ وَلَا هُمْ يَحْزَنُونَ ﴿٢٦٢﴾
บรรดาผู้ซึ่งบริจาคทรัพย์สินของพวกเขาไปในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์ แล้วก็ไม่ตามติดสิ่งที่พวกเขาได้บริจาคไปในลักษณะเป็นการลำเลิกบุญคุณ และไม่สร้างความเดือดร้อน (แก่ผู้รับ) พวกเขาจะได้รับรางวัลของพวกเขาที่อยู่ ณ พระผู้อภิบาลของพวกเขา ไม่มีความหวาดกลัวใดเกิดกับ พวกเขา และพวกเขาจะไม่ทุกข์ระทม. (อัลบะก่อเราะฮ์ / 262)
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا أَنفِقُوا مِن طَيِّبَاتِ مَا كَسَبْتُمْ وَمِمَّا أَخْرَجْنَا لَكُم مِّنَ الْأَرْضِ ۖ وَلَا تَيَمَّمُوا الْخَبِيثَ مِنْهُ تُنفِقُونَ وَلَسْتُم بِآخِذِيهِ إِلَّا أَن تُغْمِضُوا فِيهِ ۚ وَاعْلَمُوا أَنَّ اللَّـهَ غَنِيٌّ حَمِيدٌ ﴿٢٦٧﴾
บรรดาผู้มีศรัทธาเอ๋ย จงบริจาคทานจากสิ่งที่ดีที่พวกเจ้าขวนขวายหามาได้ และจากสิ่งที่เราได้ให้มันงอกเงยมาจากพื้นดินสำหรับพวกเจ้า และพวกเจ้าอย่าได้มีเจตนาที่จะบริจาคสิ่งที่ไม่ดี โดยที่พวกเจ้า (เอง) ก็ยังไม่ (ต้องการ) รับสิ่งนั้นไว้ นอกจากต้องปิดตารับ จงรับรู้ไว้ด้วยว่า แท้จริงแล้วอัลลอฮ์คือผู้ทรงมั่งมี ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ. (อัลบะก่อเราะฮ์ / 267)
สรุปสารธรรมจากโองการดังกล่าว
1) การบริจาคทรัพย์สินไปในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา นั้น เป็นการงานอันชอบให้กระทำตามหลักคติธรรมของอิสลาม.
2) ทรัพย์สินที่นำมาบริจาคนั้นควรเป็นทรัพย์สินที่ดี มีคุณภาพ และสามารถใช้งานได้ ต้องไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้จนเสื่อมสภาพแล้ว.
3) ทรัพย์สินที่นำมาบริจาคนั้น หากมันเกิดมาจากน้ำพักน้ำแรงของเรา ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะมันออกมาจากความต้องการของเขาผู้นั้นในทรัพย์สินนั้น แต่เขายินดีและพร้อมที่จะนำมามันมาบริจาคเพื่อความแข็งแกร่งในสังคมของมุสลิม.
4) การบริจาคทรัพย์สินที่ว่านั้น อาจมาในรูปของการเลี้ยงดูตามภาระหน้าที่ที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะกระทำต่อบุพการีหรือผู้ที่เราต้องเลี้ยงดูและอุปถัมภ์ และมั่นใจได้ว่า นั่นเป็นกุศลกรรมที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ จะทรงตอบแทนผู้กระทำการงานนั้นอย่างแน่นอน.
5) ผลบุญหรือผลานิสงส์ที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ จะทรงตอบแทนให้กับ “ผู้บริจาคไปในวิถีทางแห่งอัลลออฮ์” นั้น จะมีมูลค่าทบเท่าทวีคุณ.
6) สิ่งที่ “ผู้บริจาคไปในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์” ต้องระมัดระวังในการบริจาทานของตนหรือช่วยเหลืองานศาสนาในฐานะจิตอาสาเพื่อศาสนา ก็คือ ต้องมีเจตนาอันบริสุทธิ์ ไม่สร้างเงื่อนไขในการบริจาคทาน ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้รับ และต้องไม่มีลักษณะของการลำเลิกบุญคุณเมื่อได้บริจาคทานไปแล้ว.
ชนิดของความร่วมไม้ร่วมมือกันในสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม
หนึ่ง ความร่วมไม้ร่วมมือกันในด้านการส่งเสริมให้สังคมมีจรรยาและมารยาที่ดีต่อกัน
นั่นก็คือการเสริมสร้างและส่งเสริมให้สังคมมุสลิมมีแต่ความรัก ความเห็นอกเห็นใจกัน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความอนาทรต่อกัน และพร้อมจะมีชีวิตอยู่ร่วมกันให้สังคมให้เกิดสันติสุข.
ลักษณะของการแสดงออกที่มีส่วนเสริมสร้างและส่งเสริมให้เกิดสภาพการณ์เหล่านั้นในสังคมก็คือ คนในสังคมต้องรู้สึกมีความสุข ริ่นเริง และยินดี ในสิ่งอันเป็นความสุขของผู้อื่นด้วย ในขณะเดียวกันต้องรับรู้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดและสูญเสียของบุคคลหนึ่งบุคคลใดในสังคมนั้นเมื่อเขาต้องเผชิญกับสภาวะดังกล่าว ต้องแสดงออกทางความรู้สึกว่า เราอยากมีส่วนแบ่งเบาความเจ็บปวดที่ว่านั้น และแสดงความปรารถนาดีให้เขารับรู้, ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ได้มีวจนธรรมอันเป็นการสอนสั่งพวกเรามุสลิมให้มีสำนึกในเรื่องนี้ว่า:
لَا يُؤْمِنُ أَحَدُكُمْ حَتَّى يُحِبُّ لِأَخِيْهِ مَا يُحِبُّ لِنَفْسِهِ.[5]
“คนใดในหมู่พวกท่านจะยังไม่มีศรัทธา (อันสมบูรณ์) จนกว่า เขาจะมอบความรักแก่พี่น้อง (มุสลิม) ของเขา (ให้ได้รับ) ในสิ่งที่เขาก็มีความรักชอบพอที่จะให้มันเกิดกับตัวเขาเช่นกัน”
สอง ความร่วมไม้ร่วมมือกันในด้านการส่งเสริมให้สังคมมีการเรียนรู้และการสอนศาสนา
ท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ได้อธิบายให้เห็นถึงผลานิสงส์ (ษะวาบ) ของผู้ทำหน้าที่สอนสั่งผู้คนให้มีความเข้าใจในศาสนาและปฏิบัติตนตามหลักการศาสนาว่า พวกเขาจะได้รับรางวัลตอบแทนเป็น “การขออภัยโทษของผู้คนทั้งหลายแทนเขา” ดังวจนธรรมที่ว่า:
إِنَّهُ لَيَسْتَغْفِرُ لِلْعَالِمِ مَنْ فِي السَّمَاوَاتِ وَمَنْ فِي الْأَرْضِ حَتَّى الْحَيْتَان فِي الْبَحْرِ.
“ผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและผืนแผ่นดินแม้กระทั่งฝูงปลาที่อยู่ในท้องทะเลต่างก็วอนขออภัยโทษให้ผู้รู้ (ครูอาจารย์สอนศาสนา)”.
การให้ความร่วมมือและแสดงความร่วมมือร่วมมือในสังคมในประเด็นนี้ก็คือหากต้องการให้สังคมมุสลิมเป็นสังคมตามเจตนารมณ์ของอิสลามอย่างแท้จริง ในสังคมนั้นจะต้องมีการเรียนการสอน, ผู้รู้ (อาลิม) จะต้องสอนสั่งผู้ไม่รู้ (ญาฮิ้ล) และผู้ไม่รู้นั้นก็จะต้องให้ความร่วมมือในการเรียนรู้หลักการศาสนา แต่หากสังคมมุสลิมใดไม่มีการเรียนการสอนศาสนา หรือไม่มีการสอนสั่งจากผู้รู้ในหลักการศาสนา หรือผู้รู้ไม่ทำหน้าที่สอนสั่ง หรือผู้ไม่รู้ไม่ใส่ใจที่จะเรียนรู้ศาสนาละก็ สังคมนั้นก็จะยิ่งห่างไกลจากสังคมตามอุดมคติแบบอิสลาม ซึ่งในที่สุดสังคมที่ว่านี้ อาจไม่มีความแตกต่างจากสังคมผู้ปฏิเสธอิสลามเลยกว่าได้ และถ้าเลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือสังคมของคนที่นับถือศาสนาอื่นที่มิใช่อิสลามนั้น กลับตื่นตัวเรื่องการเรียนรู้ศาสนามากกว่าสังคมมุสลิม.
สาม ความร่วมไม้ร่วมมือกันในด้านการส่งเสริมให้สังคมมีการเคารพภักดีและปฏิบัติตนตามหลักการศาสนา
สังคมอิสลามเป็นสังคมที่ลักษณะอันโดดเด่นอยู่ที่มีหลักศรัทธาและหลักปฏิบัติควบคู่กันไป กล่าวคือ มีศรัทธาอย่างเดียวแต่ไร้ซึ่งการปฏิบัติก็ยังไม่ถือว่าเป็น “มุสลิมสมบูรณ์แบบ” และนั่นก็หมายความว่า ยากที่สังคมนั้นจะเป็นสังคมมุสลิมตามเจตนารมณ์ของศาสนาอิสลาม.
แม้กระทั่งในหลักปฏิบัติของศาสนาอิสลามก็ยังมีแนวปฏิบัติที่แสดงออกในเชิงปัจเจกและในเชิงสังคมควบคู่กันไปด้วย อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงคำสอนของอิสลามที่มุ่งเน้นให้มุสลิมทุกคนคำนึงถึง “ลักษณะของการมีส่วนร่วมทางสังคม” อย่างเช่น นอกเหนือจากการที่แต่ละคนจะต้องนมาซ 5 เวลาเป็นปัจเจกแล้ว แต่เมื่อมีผู้ใดผู้หนึ่งในสังคมมุสลิมเสียชีวิตลง ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นคนดีหรืออาจไม่ดีนักก็ตาม ผู้คนในสังคมก็จะต้องมีหน้าที่จัดการนมาซให้แก่มัยยิต และทำการฝังตามหลักการศาสนาให้เสร็จสิ้นตามหลักการ, สมมติว่าไม่มีใครจัดการอาบน้ำแก่มัยยิต ห่อผ้ากะฝั่นให้มัยยิต นมาซให้มัยยิต และฝังมัยยิตละก็, สังคมโดยรวมก็จะตกอยู่ในสถานะ “ทำความผิดร่วมกัน” หรือจะเป็นกรณีนมาซวันศุกร์ ซึ่งได้รับการเน้นย้ำว่า คนในสังคมมุสลิมจะต้องมา “นมาซเป็นหมู่คณะ” (ญะมาอะฮ์) ร่วมกันที่มัสญิด นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงจุดเด่นของสังคมอิสลามที่มุสลิมทุกคนจะต้องรักษาไว้ให้ได้เพื่อทำให้สังคมมุสลิมที่เขาเป็นสมาชิกคนหนึ่งในสังคมนั้นเจริญรอยตามคำสอนของศาสนาอิสลามให้บรรลุสู่เป้าหมายของ “สังคมในอุดมคติแบบอิสลาม”.
สี่ ความร่วมไม้ร่วมมือกันในด้านสภาพความเป็นอยู่ของคนในสังคม
กล่าวคือ สังคมมุสลิมควรจะต้องมีการเสริมส่งกันให้คนในสังคมนั้นสามารถใช้ชีวิตและมีชีวิตอยู่ร่วมกันแบบช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เพราะในสังคมทั่วไปนั้นย่อมมีบุคคลอยู่หลายระดับและมีความแตกต่างกันตามสภาพความเป็นอยู่ สถานะทางสังคม และฐานะทางเศรษฐกิจ, สังคมมุสลิมก็มีสภาพเหล่านี้ มีทั้งมุสลิมที่ยากจนและมุสลิมที่ร่ำรวยหรือพอมีอันจะกัน และมุสลิมที่แข็งแรงและสุขภาพดีและมุสลิมที่เจ็บป่วย อีกทั้งยังมีเด็กหลายคนที่ไม่มีผู้ปกครองหรือไร้ซึ่งคนอุปการระเช่นเด็กกำพร้าเป็นต้น, กรณีเหล่านี้เป็นเรื่องที่มุสลิมทุกคนควรใส่ใจและพยายามแสดงความช่วยเหลือและเกื้อกูลกัน ไม่ให้เกิดช่องว่างมากนัก.
เป็นธรรมอยู่เองที่หากคนในสังคมยังหิวอยู่ก็ยากที่จะสอนให้พวกเขานั้นยึดมั่นในหลักการศาสนา แต่ก็มิใช่หมายความว่า คนรวยย่อมต้องมีศาสนามากกว่าคนจน เปล่าเลย, ทว่าในชีวิตความเป็นจริงของโลกนั้น เราต้องส่งเสริมให้เขามีทั้งศรัทธาและมีกินมีใช้ หากหลักการศาสนาในเรื่องการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และการแบ่งปันทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นลักษณะแบบบังคับให้แบ่งปัน (จ่ายทานบังคับ-ซะกาต-) หรือจะเป็นลักษณะแนะนำให้แบ่งปัน (จ่ายทานอาสา) หากยังไม่อาจนำมาใช้ให้เห็นผลได้ การพูดเรื่องศาสนาหรือแนวคิดทางศาสนาก็อาจเป็นเรื่องไกลตัวเกินไปสำหรับใครบางคน.
กลุ่มชนที่อิสลามให้ความสนใจเป็นพิเศษและเล็งเห็นผลว่า หากชนกลุ่มนี้ไม่ได้รับการดูแลจากสังคม อนาคตของพวกเขาก็ยากที่จะเป็นมุสลิมที่ดีได้ กลุ่มชนที่ว่านั้นก็คือ “เด็กกำพร้า”.
ในหลักธรรมคำสอนของอิสลามมีการพูดถึง “เด็กกำพร้า” ไว้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอบรมสั่งสอนเด็กกำพร้า การไม่เบียดบังทรัพย์สินของเด็กกำพร้า และต้องไม่ลิดรอนสิทธิ์ที่พวกเขาพึงมี อาทิ,
أَلَمْ يَجِدْكَ يَتِيمًا فَآوَىٰ . وَوَجَدَكَ ضَالًّا فَهَدَىٰ . وَوَجَدَكَ عَائِلًا فَأَغْنَىٰ . فَأَمَّا الْيَتِيمَ فَلَا تَقْهَرْ – الضحى : 6-٩
พระองค์มิได้ทรงพบเจ้าในสภาพเป็นเด็กกำพร้า แล้วพระองค์ก็ทรงให้ที่พักพิง หรอกหรือ ?. พระองค์ทรงพบเจ้าในสภาพที่หลงทาง (ด้วยตนเอง ยังไม่ได้รับการนำทาง) แล้วพระองค์ก็ทรงชี้นำทาง (มิใช่หรือ). และพระองค์ทรงพบเจ้าในสภาพเป็นผู้ขัดสน แล้วพระองค์ก็ทรงทำให้เจ้ามั่งมีขึ้น (มิใช่หรือ). (8) ฉะนั้น เจ้าก็อย่าได้เหยียดหยามเด็กกำพร้า. (อัฎฎุฮา / 6-9)
ในโองการนี้ อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ตรัสถึง “สภาพชีวิตจริง” ของท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ที่อยู่ในฐานะ “เด็กกำพร้า” คนหนึ่ง ซึ่งเราอาจได้รับความเข้าใจอัลกุรอานตามนัยยะจากโองการนี้ว่า มุสลิมทุกคนควรให้ความสนใจในประเด็นนี้ และจะต้องทำดีต่อ “เด็กกำพร้า” นั่นเอง.
ส่วนในโองการแรกของซูเราะฮ์อัลมาอูนนั้น อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ทรงอธิบายถึงพฤติกรรมของบุคคลที่ละเลยและไม่สนใจในเรื่องราวของ อ ว่าเป็นพวกที่กล่าวหาว่า อิสลามโกหกเรื่อง “วันโลกหน้า” โดยที่พวกเขาไม่มีศรัทธาในเรื่องนี้ ดังความที่ว่า:
أَرَأَيْتَ الَّذِي يُكَذِّبُ بِالدِّينِ . فَذَٰلِكَ الَّذِي يَدُعُّ الْيَتِيمَ – الماعون : 1-٢
เจ้าได้เห็น (และรู้จัก) ผู้ซึ่งกล่าวหาวันตัดสิน (ว่าเป็นเท็จ) แล้วใช่ไหม ?. นั่นคือผู้ซึ่งผลักไสเด็กกำพร้า (อย่างรุนแรงและไม่สนใจใยดี). (อัลมาอูน / 1-2)
ดังที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ก็ได้ทรงมีพระบัญชาให้รักษาทรัพย์สินของเด็กกำพร้า และต้องไม่เข้าไปยุ่มย่ามโดยไม่จำเป็น หรือถ้าจำเป็นก็ต้องเข้าไปบริหารจัดการให้ดี ดังความที่ว่า:
وَلَا تَقْرَبُوا مَالَ الْيَتِيمِ إِلَّا بِالَّتِي هِيَ أَحْسَنُ حَتَّىٰ يَبْلُغَ أَشُدَّهُ … – الأنعام : 152
“พวกท่านอย่าได้เข้าใกล้-ใช้ประโยชน์-ทรัพย์สินของเด็กกำพร้า ยกเว้นโดยวิธีการที่ดียิ่ง-เพื่อการระวังรักษาทรัพย์สินนั้น- จนกว่าเขาจะได้บรรลุวัยเติบใหญ่[6]… (อัลอันอาม / 152)
ขณะเดียวกันพระองค์ก็ยังทรงมีพระบัญชาห้ามไม่ให้บริโภคทรัพย์ของ อย่างไม่ชอบธรรม โดยทรงระบุว่า นั่นคือ “การบริโภคไฟ” ดังความที่ว่า:
إِنَّ الَّذِينَ يَأْكُلُونَ أَمْوَالَ الْيَتَامَىٰ ظُلْمًا إِنَّمَا يَأْكُلُونَ فِي بُطُونِهِمْ نَارًا ۖ وَسَيَصْلَوْنَ سَعِيرًا – النساء : 10
แท้จริงแล้วบรรดาผู้ซึ่งบริโภคทรัพย์สินของเด็กกำพร้าอย่างอธรรมนั้น อันที่จริงพวกเขากำลังบริโภคไฟลงไปในท้องของพวกเขา และพวกเขาจะเข้าไปสู่ (การลงทัณฑ์แห่ง) ไฟนรกอันลุกโชติช่วง. (อันนิซาอ์ / 10)
ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮ์) ได้ให้ความสำคัญในเรื่อง ‘เด็กกำพร้า’ อย่างมาก, ท่านได้โน้มน้าวบรรดาผู้ศรัทธาให้ใส่ใจและดูแลพวกเขา, โดยถือว่าเป็นหลักการที่เครือญาติผู้ใกล้ชิดจะต้องให้การดูแลเป็นเบื้องต้น และจะต้องตอบสนองต่อความต้องการของพวกเขาตามกำลังและศักยภาพที่พวกเขามีอยู่, จากนั้นองค์กรทางสังคม หรือมุสลิมในภาพรวมก็จะต้องเข้ามาจัดการดูแลและแบ่งปันความช่วยเหลือในประเด็นนี้ หากบรรดาเครือญาติผู้ใกล้ชิดของ ‘เด็กกำพร้า’ เหล่านั้นไม่อาจที่จะตอบสนองในความต้องการทางสังคมของ พวกเขาเหล่านั้นได้, การเข้าร่วมและรับผิดชอบดูแล ‘เด็กกำพร้า’ ของเครือญาติและมุสลิมโดยรวมนั้นถือเป็นการสร้างสรรค์สังคมที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดอีกประการหนึ่ง เพราะ ‘เด็กกำพร้า’ เหล่านี้เองที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และเป็นมุสลิมที่ดีได้ และเมื่อพวกเขาได้รับการตอบสนองที่ดีและได้รับการแบ่งปันในวัยเด็กแล้ว แน่นอนเหลือเกินในวัยผู้ใหญ่ พวกเขาก็จะต้องเป็นผู้ให้ตอบแทนสังคมในลำดับถัดไป นี่คือหลักชัยของหลักธรรมคำสอนของอิสลามในเรื่องของ ‘เด็กกำพร้า’ นั่นเอง.
ชนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษและสังคมมุสลิมควรจะต้องให้ความสนใจและให้การดูแล ก็คือ ผู้ตกทุกข์ได้ยาก คนยากจนอนาถา คนป่วย และผู้พิการ, เพราะพวกเขามีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนคนอื่นในสังคม ไม่ว่าจะเป็นด้านกายภาพและชีวิตความเป็นอยู่, มุสลิมทั่วไปที่มีความพร้อมและมีศักยภาพพอที่จะช่วยเหลือพวกเขาในประเด็นใดได้ ก็ควรยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เพราะการให้ความรักและการแบ่งปันนั้นย่อมต้องสร้างพลังในการดำเนินชีวิตของพวกเขาและทำให้พวกเขาสามารถฟันฝ่าอุปสรรคได้ตามอัตภาพของพวกเขา และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือหากในสังคมมุสลิมเรามีมุสลิมที่ตกอยู่ในสภาพดังกล่าว และพวกเรามุสลิมทั่วไปก็มีความพร้อมที่จะเข้ามาโอบอุ้มพวกเขานั้น มันก็จะเป็นแรงขับที่สำคัญให้พวกเขาดำรงตนในการเป็นมุสลิมที่ดีได้ในสังคม…อินชาอัลลอฮ์
ตัวบทหลักการศาสนาได้ให้ภาพรวมของการช่วยเหลือและการแบ่งปันแก่พวกเขาไว้ว่า:
وَإِن كَانَ ذُو عُسْرَةٍ فَنَظِرَةٌ إِلَىٰ مَيْسَرَةٍ ۚ وَأَن تَصَدَّقُوا خَيْرٌ لَّكُمْ ۖ إِن كُنتُمْ تَعْلَمُونَ – البقرة : ٢٨٠
หากเขา[7] เป็นผู้มีความยากลำบาก[8] ก็ให้ผ่อนผัน (เขา) จนกว่าจะสะดวก[9], และการที่พวกเจ้าได้บริจาคไป[10] ก็เป็นการดีสำหรับพวกเจ้า หากพวกเจ้ารู้. (อัลบะก่อเราะฮ์ / 280)
อีกทั้งท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ก็ได้ให้คำอธิบายในภาพรวมและให้หลักประกันแก่ผู้ที่มีส่วนร่วมในเรื่องนั้นว่า:
مَنْ نَفَّسَ عَنْ مُسْلِمٍ كُرْبَةً مِنْ كُرَبِ الدُّنْيَا نَفَّسَ اللهُ عَنْهُ كُرْبَةً مِنْ كُرَبِ يَوْمِ الْقِيَامَةِ، وَ مَنْ كَانَ فِي حَاجَةِ أَخِيْهِ كَانَ اللهُ فِيْ حَاجَتِهِ…
“บุคคลใดได้บรรเทาความทุกข์ยากของมุสลิมคนหนึ่งในโลกนี้ อัลลอฮ์ก็จะทรงบรรเทาความทุกข์โศกของเขานั้นในวันฟื้นคืนชีพ และบุคคลใดก็ตามใส่ใจตอบสนองความต้องการของพี่น้องของเขา อัลลอฮ์ก็จะทรงใส่ใจตอบสนองความต้องการของเขาเช่นกัน…”[11]
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สังคมมุสลิมที่คอยดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันและให้ความสำคัญในเรื่องนี้ มันก็จะกลายเป็นมรดกตกทอดให้แก่คนรุ่นหลังได้รู้จักแบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และรู้จักการเสียสละ, สังคมเช่นที่ว่านี้ย่อมเป็นสังคมที่เป็นที่ปรารถนาของทุกคน.
การดูแลกันและกันในสังคมถือเป้นหน้าที่ของคนในสังคมนั้น
การที่จะทำให้คนในสังคมมีศาสนาและมีชีวิตความเป้นอยู่ที่ดีตามหลักการศาสนาละก็ ทุกคนในสังคมต้องพยายามปฏิบัติตามหลักการศาสนา หนึ่งในนั้นก็คือทุกคนในสังคมต้องรู้จักการแบ่งปันตามหลักการศาสนา ซึ่งหลักการอิสลามในกำหนดหน้าที่เหล่านั้นเอาไว้อย่างครบถ้วนแล้ว ไม่ว่าเป็นเรื่อง “การบริจาคในระดับที่เน้นให้กระทำ” เช่น การบริจาคทาน (ส่อดะเกาะฮ์) การเลี้ยงอาหาร และการให้ความช่วยเหลือเพื่อการยืมและแบ่งปัน, ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “การบริจาคในระดับที่ต้องกระทำ” เช่น ผู้ที่มีรายได้หักลบรายจ่ายแล้ว มีเงินเหลือตามพิกัดที่กำหนดไว้ หรือครอบครองทรัพย์สินเงินทองมากกว่าพิกัดที่กำหนด ก็จำเป็นต้องจ่ายซะกาตอาจเป็นเงินหรือทอง ให้แก่คนยากจน อนาถา และบุคคลกลุ่มอื่นที่อยู่ในข่ายที่ต้องได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูตามหลักการศาสนา, ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องมีการปรับเป็นค่าไถ่ (กัฟฟาเราะฮ์) ในกรณีที่มุสลิมคนหนึ่งฝ่าฝืนหลักการศาสนาในบางประเด็น, ไม่ว่าจะเป็นการที่มุสลิมทุกคนต้อง “จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮ์” เมื่อสิ้นสุดเดือนแห่งการถือศีลอด (ร่อมะฎอน), ไม่ว่าจะเป็นการที่เขาได้รับรางวัลตอบแทนอะไรมาก็ตาม หรืออยากให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งของตนเองแก่บุคคลอื่นที่เราเรียนกว่า “ฮะดียะฮ์”, ทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นการสอนให้ประชาชาติมสลิมรู้จักการแบ่งปัน ช่วยเลหือเกือกูลซึ่งกันและกัน และมีจิตใจที่เห็นความทุกย์ยากของคนอื่นไม่ว่าเราจะอยู่ในสภาพใดก็ตามก็พร้อมจะแบ่งปันอยู่เสมอตามอัตภาพที่เรามีอยู่.
ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งสำหรับบุคคลที่มีสถานะและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าบุคคลอื่น หรือมีทรัพย์สินเงินทองมากกว่าบุคคลอื่น นั่นก็คือ 1) การยกทรัพย์สินให้เป็นศาสนสมบัติ (วักฟ์) กล่าวคือ ผู้ที่มีทรัพย์สินมากมาย เช่น ที่ดินหรือรายได้เกินความจำเป็นหรือความต้องการของตนและครอบครัวแล้ว เขาก็อาจยกทรัพย์สินนั้นให้กับ “ศาสนา” ที่เราเรียกว่า “การยกทรัพย์สินให้เป็นศาสนสมบัติ” (วักฟ์) นั่นเอง หรือเขาอาจเขียนเป็นพินัยกรรมสั่งเสียไว้ว่า ให้มอบทรัพย์สินส่วนใดส่วนหนึ่ง (หลังจากแบ่งมรดกแล้ว) ให้เป้นเป็น “ศาสนสมบัติ” หลังจากที่เขาเสียชีวิตแล้ว ซึ่งผู้ที่เป็นทายาทก็ต้องทำไปตามนั้น.
ท่านศาสนทูแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยอิ วะอาลิฮ์) ได้สรุปการทำคุณงามความดีดังกล่าวว่า เป็นเรื่องท่ะจติดตัวผู้กระทำนั้นไม่ตลอดตราบจนวันฟื้นคืนชีพ ในขณะที่ทุกการกระทำล้วนต้องดับสูญเมื่อชีวิตหาไม่แล้ว ดังคงามที่ท่านกล่าวเป็นวจนธรรมไว้ว่า
إِذَا مَاتض الْإِنْسَانُ اِنءقَطَعَ عَمَلُهُ إِلَّا مِنْ ثَلَاثَةٍ: صَدَقضة جَاريَة أَو عِلءمٌ يَنءتَفِعُ بِهِ أَو وَلَدٌ صَالِحٌ يَدءعثوْهُ. (صحيح مسلم، ج9، ص73، باب الوقف)
“เมื่อมนุษย์เสียชีวิตลง การงาน (ทั้งหลาย) ของของเขาถูกตัดขาดลง ยกเว้น (การงาน) ทั้ง 3 ต่อไปนี้ (1) การจ่ายทานศ่อดะเกาะฮ์, (2) ความรู้ที่มีผู้ได้รับประโยชน์จากความรู้นั้น, (3)ลูกที่ดีมีคุณธรรมวิงวอนขอพร (ดุอาอ์) ให้เขา”
- เชิงอรรถ
[1] التكافل الإسلامية: منبر المحراب، العدد 829.
[2] ทรัพย์สินหรือทำกุศลกรรมอื่นในรูปการเลี้ยงดูหรือการบริจาคทาน.
[3] เช่น ในเรื่องการต่อสู้.
[4] ทั้งในการต่อสู้และไม่ต่อสู้.
[5] منية المريد، الشهيد الثاني، ص19.
[6] มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย สติปัญญา และบรรลุศาสนภาวะ.
[7] ลูกหนี้.
[8] ในการใช้หนี้.
[9] หาเงินมาใช้หนี้ได้.
[10] ยกหนี้ให้.
[11] شرح أصول الكافي، المازندراني: ج2، ص491






