หน้าแรก สารธรรมจากธรรมาสน์ 313 ชนะ 1,000 บทเรียนจากสมรภูมิบะดัร เมื่อศรัทธาเหนือกว่าจำนวน

313 ชนะ 1,000 บทเรียนจากสมรภูมิบะดัร เมื่อศรัทธาเหนือกว่าจำนวน

20

ซูเราะฮ์อาลุอิมรอน อายะฮ์ 13 ถ่ายทอดอุทาหรณ์จากสมรภูมิบะดัร ว่าชัยชนะของผู้ศรัทธาไม่ได้วัดด้วยจำนวนกำลังพล แต่ด้วยการช่วยเหลือจากอัลลอฮ์และความมั่นคงในศรัทธา

قَدْ كَانَ لَكُمْ آيَةٌ فِي فِئَتَيْنِ الْتَقَتَا ۖ فِئَةٌ تُقَاتِلُ فِي سَبِيلِ اللَّـهِ وَأُخْرَىٰ كَافِرَةٌ يَرَوْنَهُم مِّثْلَيْهِمْ رَأْيَ الْعَيْنِ ۚ وَاللَّـهُ يُؤَيِّدُ بِنَصْرِهِ مَن يَشَاءُ ۗ إِنَّ فِي ذَٰلِكَ لَعِبْرَةً لِّأُولِي الْأَبْصَارِ – آل عمران : ١٣

“เหตุการณ์หนึ่งใน (วันที่) กองทหารทั้งสองปะทะกันนั้น (เป็นอุทาหรณ์) สำหรับพวกท่าน (กล่าวคือ) ทหารกองหนึ่งต่อสู้ในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์ ส่วนทหารอีกกองหนึ่งเป็นผู้ปฏิเสธ พวกนั้น [1] มองเห็นพวกเขา [2] ด้วยสายตาว่า มีจำนวนเป็นสองเท่าของพวกตน-จึงเป็นเหตุให้เขาเกิดความกลัวและพ่ายแพ้ในที่สุด- อัลลอฮ์ทรงสนับสนุนผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ด้วยการช่วยเหลือของพระองค์”, แท้จริงแล้วใน (เหตุการณ์ครั้ง) นั้นเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้มีดวงตาเห็นธรรม. (อาลุอิมรอน / 13)

โองการนี้กล่าวถึงเรื่องที่มาของ ‘สมรภูมิบะดั้ร’, ซึ่งในสมรภูมินี้มีนักรบอิสลามอยู่ประมาณ 313 นาย เป็นชาวมุฮาญิรูน 77 นาย และชาวอันศ้อร 236 นาย ผู้ที่ถือธงชัยของชาวมุฮาญิ้รก็คือท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ ส่วนผู้ที่ถือธงชัยของชาวอันศ้อรคือซะอด์ บินอิบาด พวกเขามีอาวุธยุทโธปกรณ์เพียงอูฐ 70 ตัว ม้าศึก 2 ตัว เสื้อเกราะ 6 ตัว และดาบเพียง 8 เล่ม แต่นักรบของฝ่ายผู้ตั้งภาคีชาวมักกะฮ์นั้นมีจำนวนมากกว่า 1,000 นาย ที่มีม้าศึก 100 ตัว และอาวุธพร้อมสรรพ ตามที่นักอรรถาธิบายอัลกุรอานได้กล่าวไว้, จากการสู้ศึกในสมรภูมินี้ นักรบมุสลิมเป็น ‘ชะฮีด’ ไป 22 นาย (ชาวมุฮาญิ้ร 14 นาย และชาวอันศ้อร 8 นาย) ส่วนฝ่ายตรงข้ามตายในสมรภูมิรบ 70 นาย และถูกจับเป็นเชลยอีก 70 คน, นักรบมุสลิมกลับเมืองมะดีนะฮ์พร้อมกับชัยชนะอันสมบูรณ์.

โองการนี้มีการกล่าวถึง “การช่วยเหลืออันพ้นญาณวิสัย” ที่มุสลิมได้รับจากอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา กล่าวคือนักรบของฝ่ายปฏิเสธศรัทธาชาวมักกะฮ์นั้นเห็นว่านักรบของฝ่ายมุสลิมนั้นมีมากกว่าจำนวนจริง 2 เท่า หมายถึง จำนวนจริงคือ 313 นาย แต่นักรบฝ่ายมักกะฮ์มองเห็นว่ามีจำนวนมากกว่า 600 นาย ซึ่งได้สร้างความหวาดวิตกให้เกิดขึ้นในจิตใจของนักรบฝ่ายนั้น อันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาประสบความพ่ายแพ้, ในสภาพที่ก่อนการสู้รบจะเริ่มขึ้นนั้นมันกลับกัน พวกเขามองด้วยสายตาของการดูถูกและเหยียดหยามเห็นว่า มุสลิมมีจำนวนน้อยกว่าที่เป็นจริง จึงทำให้พวกเขาเกิดความฮึกเหิมและประมาท แต่ภายหลังเมื่อเข้าสู่สมรภูมิรบ จำนวนกลับเพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ จึงทำให้พวกเขาเกิดความหวาดกลัวและระส่ำระสาย และในที่สุดก็แพ้พ่ายไป แต่ในส่วนของฝ่ายมุสลิมนั้น อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ทรงทำให้มุสลิมมองศัตรูว่า มีจำนวนน้อยเพื่อให้เกิดพลังและแรงบันดาลใจที่จะเอาชนะศัตรูให้ได้ อันเป็นไปตามความที่ปรากฏในอัลกุรอานซูเราะฮ์อัลอันฟ้าล อายะฮ์ที่ 44 ความว่า:

وَإِذْ يُرِيكُمُوهُمْ إِذِ الْتَقَيْتُمْ فِي أَعْيُنِكُمْ قَلِيلًا وَيُقَلِّلُكُمْ فِي أَعْيُنِهِمْ لِيَقْضِيَ اللَّـهُ أَمْرًا كَانَ مَفْعُولًا ۗ وَإِلَى اللَّـهِ تُرْجَعُ الْأُمُورُ – الأنفال : ٤٤

และ (จงรำลึก) เมื่อ (ครั้งที่) พระองค์ทรงให้พวกเจ้าเห็นพวกเขาในสายตาของพวกเจ้าว่า (พวกเขา) มีจำนวนน้อยเมื่อพวกเจ้าเผชิญหน้า (พวกเขา) และพระองค์ทรงทำให้พวกเจ้ามีจำนวนน้อยในสายตาของพวกเขา เพื่อที่อัลลอฮ์จะได้ทรงกำหนดให้เรื่องราวเป็นไปตามนั้น, และทุกเรื่องราวต้องถูกคืนกลับไปยังอัลลอฮ์. (อัลอันฟ้าล / 44)

การอยู่ร่วมกันและให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน

การอยู่ร่วมกันในสังคมแบบอิสลามและการให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมในเรื่องความเชื่อของมุสลิมและถือเป็นความจำเป็นหนึ่งที่ต้องปฏิบัติตามหลักการศาสนา มันคือระบอบทางจริยธรรมที่ดำเนินไปพร้อมกับความรัก ความผูกพัน การประสานสัมพันธ์ การเสียสละ และการปลุกจิตสำนึกร่วมกันให้ปฏิบัติตามหลักการศาสนาและพระบัญชาในพระเจ้า, การอยู่ร่วมกันในสังคมมิได้เป็นประเด็นในเรื่องระวังรักษาสิทธิในทางทรัพย์สินและวัตถุของมนุษย์ผู้ที่อยู่ในสังคมร่วมกันเท่านั้น แต่มันยังรวมความถึงการสำแดงออกทางการมีสำนึกด้านจิตวิญญาณ และมันมีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างแข็งแกร่งระว่างสังคมกับปัจเจก.

يَسْأَلُونَكَ مَاذَا يُنفِقُونَ ۖ قُلْ مَا أَنفَقْتُم مِّنْ خَيْرٍ فَلِلْوَالِدَيْنِ وَالْأَقْرَبِينَ وَالْيَتَامَىٰ وَالْمَسَاكِينِ وَابْنِ السَّبِيلِ ۗ وَمَا تَفْعَلُوا مِنْ خَيْرٍ فَإِنَّ اللَّـهَ بِهِ عَلِيمٌ  – البقرة : ٢١٥

พวกเขาจะถามเจ้าว่า พวกเขาจะต้องใช้จ่าย [3] อย่างใดบ้าง จงบอก (พวกเขา) ว่า “สิ่งที่พวกท่านต้องใช้จ่าย (เพื่อการเลี้ยงดูหรือบริจาค) นั้นต้องเป็นสิ่งที่ดี (ไม่ว่าจะเป็นการกระทำหรือทรัพย์สิน) แก่บิดา-มารดา ญาติสนิท เด็กกำพร้า คนยากจนขัดสน และคนพลัดถิ่น”, สิ่งที่พวกเจ้ากระทำไปอันเป็นกุศลกรรมนั้น แท้จริงอัลลอฮ์คือผู้ทรงรับรู้สิ่งนั้น. (อัลบะก่อเราะฮ์ / 215)

وَأَنفِقُوا فِي سَبِيلِ اللَّـهِ وَلَا تُلْقُوا بِأَيْدِيكُمْ إِلَى التَّهْلُكَةِ ۛوَأَحْسِنُوا ۛ إِنَّ اللَّـهَ يُحِبُّ الْمُحْسِنِينَ – البقرة : ١٩٥

พวกเจ้าจงบริจาค (ทรัพย์สิน) ไปในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์[4] และอย่ายื่นมือของพวกเจ้าไปสู่ความหายนะ จงทำให้ดี[5] แท้จริงอัลลอฮ์ทรงโปรดบรรดาผู้ประพฤติดี. (อัลบะก่อเราะฮ์ / 195)

مَّثَلُ الَّذِينَ يُنفِقُونَ أَمْوَالَهُمْ فِي سَبِيلِ اللَّـهِ كَمَثَلِ حَبَّةٍ أَنبَتَتْ سَبْعَ سَنَابِلَ فِي كُلِّ سُنبُلَةٍ مِّائَةُ حَبَّةٍ ۗ وَاللَّـهُ يُضَاعِفُ لِمَن يَشَاءُ ۗ وَاللَّـهُ وَاسِعٌ عَلِيمٌ –  ٢٦١

อุปมาผู้ซึ่งบริจาคทรัพย์สินของพวกเขาไปในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์ อุปมัยดังเช่นเมล็ดพันธุ์พืชหนึ่งเมล็ดที่แตกรวงออกเป็น 7 รวง (เช่น ข้าว) ในแต่ละรวงมีเมล็ดอีก 100 เมล็ด, อัลลอฮ์ทรงเพิ่มพูนให้อีกหลายเท่าแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์, อัลลอฮ์คือผู้ทรง (มีอำนาจและความการุณย์) แผ่ไพศาล ผู้ทรงรอบรู้ (อัลบะก่อเราะฮ์ / 261)

الَّذِينَ يُنفِقُونَ أَمْوَالَهُمْ فِي سَبِيلِ اللَّـهِ ثُمَّ لَا يُتْبِعُونَ مَا أَنفَقُوا مَنًّا وَلَا أَذًى ۙ لَّهُمْ أَجْرُهُمْ عِندَ رَبِّهِمْ وَلَا خَوْفٌ عَلَيْهِمْ وَلَا هُمْ يَحْزَنُونَ – ٢٦٢

บรรดาผู้ซึ่งบริจาคทรัพย์สินของพวกเขาไปในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์ แล้วก็ไม่ตามติดสิ่งที่พวกเขาได้บริจาคไปในลักษณะเป็นการลำเลิกบุญคุณ และไม่สร้างความเดือดร้อน (แก่ผู้รับ) พวกเขาจะได้รับรางวัลของพวกเขาที่อยู่ ณ พระผู้อภิบาลของพวกเขา ไม่มีความหวาดกลัวใดเกิดกับ    พวกเขา และพวกเขาจะไม่ทุกข์ระทม. (อัลบะก่อเราะฮ์ / 262)

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا أَنفِقُوا مِن طَيِّبَاتِ مَا كَسَبْتُمْ وَمِمَّا أَخْرَجْنَا لَكُم مِّنَ الْأَرْضِ ۖ وَلَا تَيَمَّمُوا الْخَبِيثَ مِنْهُ تُنفِقُونَ وَلَسْتُم بِآخِذِيهِ إِلَّا أَن تُغْمِضُوا فِيهِ ۚ وَاعْلَمُوا أَنَّ اللَّـهَ غَنِيٌّ حَمِيدٌ  – ٢٦٧

บรรดาผู้มีศรัทธาเอ๋ย จงบริจาคทานจากสิ่งที่ดีที่พวกเจ้าขวนขวายหามาได้ และจากสิ่งที่เราได้ให้มันงอกเงยมาจากพื้นดินสำหรับพวกเจ้า และพวกเจ้าอย่าได้มีเจตนาที่จะบริจาคสิ่งที่ไม่ดี โดยที่พวกเจ้า (เอง) ก็ยังไม่ (ต้องการ) รับสิ่งนั้นไว้ นอกจากต้องปิดตารับ จงรับรู้ไว้ด้วยว่า แท้จริงแล้วอัลลอฮ์คือผู้ทรงมั่งมี ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ. (อัลบะก่อเราะฮ์ / 267)

สรุปสารธรรมจากโองการดังกล่าว

1) การบริจาคทรัพย์สินไปในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา นั้น เป็นการงานอันชอบให้กระทำตามหลักคติธรรมของอิสลาม.

2) ทรัพย์สินที่นำมาบริจาคนั้นควรเป็นทรัพย์สินที่ดี มีคุณภาพ และสามารถใช้งานได้ ต้องไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้จนเสื่อมสภาพแล้ว.

3) ทรัพย์สินที่นำมาบริจาคนั้น หากมันเกิดมาจากน้ำพักน้ำแรงของเรา ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะมันออกมาจากความต้องการของเขาผู้นั้นในทรัพย์สินนั้น แต่เขายินดีและพร้อมที่จะนำมามันมาบริจาคเพื่อความแข็งแกร่งในสังคมของมุสลิม.

4) การบริจาคทรัพย์สินที่ว่านั้น อาจมาในรูปของการเลี้ยงดูตามภาระหน้าที่ที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะกระทำต่อบุพการีหรือผู้ที่เราต้องเลี้ยงดูและอุปถัมภ์ และมั่นใจได้ว่า นั่นเป็นกุศลกรรมที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ จะทรงตอบแทนผู้กระทำการงานนั้นอย่างแน่นอน.

5) ผลบุญหรือผลานิสงส์ที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ จะทรงตอบแทนให้กับ “ผู้บริจาคไปในวิถีทางแห่งอัลลออฮ์” นั้น จะมีมูลค่าทบเท่าทวีคุณ.

6) สิ่งที่ “ผู้บริจาคไปในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์” ต้องระมัดระวังในการบริจาทานของตนหรือช่วยเหลืองานศาสนาในฐานะจิตอาสาเพื่อศาสนา ก็คือ ต้องมีเจตนาอันบริสุทธิ์ ไม่สร้างเงื่อนไขในการบริจาคทาน ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้รับ และต้องไม่มีลักษณะของการลำเลิกบุญคุณเมื่อได้บริจาคทานไปแล้ว.

ชนิดของความร่วมไม้ร่วมมือกันในสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม

หนึ่ง ความร่วมไม้ร่วมมือกันในด้านการส่งเสริมให้สังคมมีจรรยาและมารยาที่ดีต่อกัน

นั่นก็คือการเสริมสร้างและส่งเสริมให้สังคมมุสลิมมีแต่ความรัก ความเห็นอกเห็นใจกัน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความอนาทรต่อกัน และพร้อมจะมีชีวิตอยู่ร่วมกันให้สังคมให้เกิดสันติสุข.

ลักษณะของการแสดงออกที่มีส่วนเสริมสร้างและส่งเสริมให้เกิดสภาพการณ์เหล่านั้นในสังคมก็คือ คนในสังคมต้องรู้สึกมีความสุข ริ่นเริง และยินดี ในสิ่งอันเป็นความสุขของผู้อื่นด้วย ในขณะเดียวกันต้องรับรู้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดและสูญเสียของบุคคลหนึ่งบุคคลใดในสังคมนั้นเมื่อเขาต้องเผชิญกับสภาวะดังกล่าว ต้องแสดงออกทางความรู้สึกว่า เราอยากมีส่วนแบ่งเบาความเจ็บปวดที่ว่านั้น และแสดงความปรารถนาดีให้เขารับรู้, ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ได้มีวจนธรรมอันเป็นการสอนสั่งพวกเรามุสลิมให้มีสำนึกในเรื่องนี้ว่า:

لَا يُؤْمِنُ أَحَدُكُمْ حَتَّى يُحِبُّ لِأَخِيْهِ مَا يُحِبُّ لِنَفْسِهِ. [6]

“คนใดในหมู่พวกท่านจะยังไม่มีศรัทธา (อันสมบูรณ์) จนกว่า เขาจะมอบความรักแก่พี่น้อง (มุสลิม) ของเขา (ให้ได้รับ) ในสิ่งที่เขาก็มีความรักชอบพอที่จะให้มันเกิดกับตัวเขาเช่นกัน”

สารธรรมจากดุอาอ์ที่ควรอ่านในเดือนชะอ์บาน

اَللّـَهُمَّ صَلِّ عَلَى مُحَمَّدٍ وَآلِ مُحَمَّدٍ، وَاعْمُرْ قَلْبِيْ بِطَاعَتِكَ، وَلا تُخْزِنِي بِمَعْصِيَتِكَ، وَارْزُقْني مُوَاسَاةَ مَنْ قَتَّرْتَ عَلَيْهِ مِنْ رِزْقِكَ بِمَا وَسَّعْتَ عَلَيَّ مِنْ فَضْلِكَ، وَنَشَرْتَ عَلَيَّ مِنْ عَدْلِكَ، وَاَحْيَيْتَنِيْ تَحْتَ ظِلِّكَ، وَهَذَا شَهْرُ نَبِيِّكَ سَيِّدِ رُسُلِكَ، شَعْبَانُ الَّذِي حَفَفْتَهُ مِنْكَ بِالرَّحْمَةِ وَالرِّضْوَانِ، الَّذِي كَانَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَآلِه وَسَلَّمَ يَدْأَبُ في صِيَامِهِ وَقِيَامِهِ في لَيَالِيْهِ وَاَيّامِهِ بُخُوْعاً لَكَ في اِكْرَامِه وَاِعْظَامِهِ اِلى مَحَلِّ حِمَامِهِ،

โอ้อัลลอฮ์ ได้โปรดประสาทพรแก่ (ศาสดา) มุฮัมมัด และวงศ์วานของ (ศาสดา) มุฮัมมัดด้วยเทอญ, ได้โปรดให้หัวใจของข้าพระองค์  ยืนยงอยู่กับการเชื่อฟังปฏิบัติตามพระองค์, ขอพระองค์อย่าได้ทรงให้ข้าพระองค์ต้องอัปยศด้วยการฝ่าฝืนพระองค์, ได้โปรดประทานปัจจัยแก่ข้าพระองค์ (อย่างน้อยก็) เทียบเท่าผู้ที่พระองค์ทรงให้ปัจจัยของพระองค์แก่เขาอย่างจำกัด อันเนื่องด้วยสิ่งที่พระองค์ทรงให้ความเกื้อกูลของพระองค์แก่ข้าพระองค์อย่างกว้างขวาง, พระองค์ได้ทรงแพร่ขยายความยุติธรรมของพระองค์แก่ข้าพระองค์, พระองค์ได้ทรงให้ข้าพระองค์มีชีวิตอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งพระองค์, นี่คือเดือนแห่งศาสดาของพระองค์, นายแห่งบรรดา ศาสนทูตของพระองค์ เดือนชะอ์บานซึ่งพระองค์ทรงโอบล้อมเขาด้วยความการุณย์ และความพึงพอพระทัย, ซึ่งท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์-ขออัลลอฮ์โปรดประสาทพรและประทานศานติแก่เขาและวงศ์วานของเขา-ได้ทำการถือศีลอดและดำรงนมาซเป็นกิจวัตรในช่วงกลางคืนและกลางวันของเขาโดยนบนอบต่อพระองค์ ในการถวายเกียรติยศและถวายความยิ่งใหญ่ของเขา (แด่พระองค์) ไปจนถึงสถานที่แห่งวาระสุดท้ายของชีวิต

วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 / 8 ชะอ์บาน 1446

  • เชิงอรรถ

[1] กองทหารผู้ปฏิเสธ.

[2] กองทหารผู้ศรัทธา.

[3] ทรัพย์สินหรือทำกุศลกรรมอื่นในรูปการเลี้ยงดูหรือการบริจาคทาน.

[4] เช่น ในเรื่องการต่อสู้.

[5] ทั้งในการต่อสู้และไม่ต่อสู้.

[6] منية المريد، الشهيد الثاني، ص19.