บทเรียนส่งท้ายเดือนร่อมะฎอน ชวนมุสลิมรักษาความยำเกรง ความบริสุทธิ์ใจ ความอดทน และคุณงามความดี เพื่อดำเนินชีวิตในฐานะผู้ได้รับการอภัยโทษ
إِنْ أَحْسَنتُمْ أَحْسَنتُمْ لِأَنفُسِكُمْ ۖ وَإِنْ أَسَأْتُمْ فَلَهَا … الإسراء : 7
หากพวกเจ้าทำดี (ก็เท่ากับ) พวกเจ้าทำดีเพื่อตัวของพวกเจ้าเอง และหากพวกเจ้าทำชั่วมันก็ได้แก่ตัวพวกเจ้าเอง… (อัลอิสรออ์ / 7)
อำลาเดือนร่อมะฎอนในฐานะผู้ได้รับนิรโทษกรรม
“งานเลี้ยงรับรองในเดือนเราะมะฎอนอันทรงเกียรติ” ก็ถึงวาระแห่งการอำลาจาก เราในฐานะบ่าวผู้จงรักภักดีแด่อัลลอฮ์ ซูบฮานะฮูวะตะอาลา และผู้ปวารณาตนเองให้อยู่ตามแนวทางของหลักธรรมคำสอนแห่งอัลอิสลามที่พระองค์ทรงประทานผ่านมายังท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮีวะซั้ลลัม) เพื่อให้เรามุสลิมทุกคนยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติสืบไปนั้น ควรต้องสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณให้มาก ไม่ว่าเราท่านทั้งหลายจะได้ประโยชน์จาก “งานเลี้ยงรับรอง” นั้นอย่างสมคุณค่าหรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ดี ก็ต้องวอนขอต่อพระองค์ให้ประทาน “งานเลี้ยงรับรองอันทรงเกียรติ” นี้ในปีถัดไป หากพระองค์ยังทรงประทานโอกาสให้แก่เราได้ใช้ชีวิตในโลกนี้ต่อไป อินชาอัลลอฮ์.
“การถือศีลอด” ก็เป็นแนวทางหนึ่งในการสืบสานต่อเจตนารมณ์ดังกล่าว และเมื่อเราสิ้นสุดวโรกาสนี้แล้ว ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสรุปบทเรียนชีวิตสำหรับเราท่านทั้งหลาย เพื่อการใช้ชีวิตต่อในอีกปีหนึ่ง ภายใต้พระเมตตาและความการุณย์ของพระองค์สืบไป.
จากพระดำรัสแห่งอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า บรรดาผู้มีศรัทธาเอ๋ย การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติแก่พวกเจ้า (ให้ปฏิบัติ) เสมือนดังที่เคยถูกบัญญัติแก่บรรดาคนรุ่นก่อนพวกเจ้ามาแล้ว เผื่อว่าพวกเจ้าจะมีความยำเกรง, เราสรุปเป้าหมายอันเป็นภาพรวมของการถือศีลอดว่าคือ “การสร้างความยำเกรง” ฉะนั้นเมื่อเราท่านทั้งหลายออกจากเดือน เราะมะฎอนแล้ว ก็ต้องจดจำเอาไว้ว่า เราท่านทั้งหลายต้องไม่พยายามกระทำการฝ่าฝืนพระบัญชาห้ามของอัลลอฮ์ และต้องพยายามปฏิบัติตามพระบัญชาใช้ของพระองค์ เพราะนั่นคือความหมายของการสร้างตนเองให้มี “ความยำเกรง” สืบไป
ท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ได้กรุณาขยายความของการสร้างตนเองให้มี “ความยำเกรง” โดยผ่านกระบวน การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน ให้เราท่านทั้งหลายรับทราบ โดยผ่านวจนธรรมของท่านเองซึ่งเราต้องรับมาเป็นบทสรุปสำหรับการถือศีลอดของเราดังนี้:
إِنَّ شَهْرَ رَمَضَانَ شَهْرٌ عَظِيْمٌ، يُضَاعِفُ اللهُ فِيْهِ الْحَسَنَاتِ وَيَمْحُو فِيْهِ السَّيِّئَاتِ وَيَرْفَعُ فِيْهِ الدَّرَجَاتِ، مَنْ تَصَدَّقَ فِي هَذَا الشَّهْرِ بَصَدَقَةٍ غَفَرَ اللهُ لَهُ، وَمَنْ أَحْسَنَ فِيْهِ إِلَى مَا مَلَكَتْ يَمِيْنُهُ غَفَرَ اللهُ لَهُ، وَمَنْ حَسَّنَ فِيْهِ خُلْقَهُ غَفَرَ اللهُ لَهُ، وَمَنْ كَظَمَ فِيْهِ غَيْظَهُ غَفَرَ اللهُ لَهُ، وَمَنْ وَصَلَ فِيْهِ رَحِمَهُ غَفَرَ اللهُ لَهُ.
“เดือนเราะมะฎอนคือเดือนอันยิ่งใหญ่ อัลลอฮ์จะทรงเพิ่มพูนคุณงามความดีแบบทบเท่าทวีคูณในเดือนนี้ ทรงลบล้างความเลวร้าย (ให้ออกไปจากตัวเรา) ในเดือนนี้ และทรงยกระดับฐานันดรของเราให้สูงขึ้นในเดือนนี้, บุคคลใดทำทานอาสาเศาะดะเกาะฮ์ในเดือนนี้ อัลลอฮ์จะทรงอภัยโทษให้เขา บุคคลใดทำดีต่อผู้ที่เขาต้องดูแล อัลลอฮ์จะทรงอภัยโทษให้เขา บุคคลใดปรับจรรยามารยาทของเขาให้งดงาม อัลลอฮ์จะทรงอภัยโทษให้เขา บุคคลใดระงับความโกรธไว้ได้ อัลลอฮ์จะทรงอภัยโทษให้เขา และบุคคลใดเชื่อมสัมพันธ์ในหมู่เครือญาติของเขา อัลลอฮ์จะทรงอภัยโทษให้เขา”
إِنَّ شَهْرَكُمْ هَذَا لَيْسَ كَالشُّهُوْرِ، إِنَّهُ إِذَا أَقْبَلَ بِالْبَرَكَةِ وَالرَّحْمَةِ، وَإِذَا أَدْبَرَ عَنْكُمْ أَدْبَرَ بِغُفْرَانٍ، هَذَا شَهْرٌ الْحَسَنَاتُ فِيْهِ مُضَاعَفَةٌ وَأَعْمَالُ الْخَيْرِ فِيْهِ مَقْبُوْلَةٌ، مَنْ صَلَّى مِنْكُمْ فِي هَذَا الشَّهْرِ لِلَّهِ عزّوجلّ رَكْعَتَيْنِ يَتَطَوَّعُ بِهَا غَفَرَ اللهُ لَهُ.
“เดือนนี้ไม่เหมือนเดือนอื่น เมื่อมันมาหาพวกท่าน มันก็มาพร้อมกับความจำเริญและความการุณย์ และเมื่อมันหันหลังจากลาพวกท่านไป มันก็จากลาไปด้วยการอภัยโทษ (ให้แก่ผู้ถือศีลอด), นี่คือเดือนที่คุณงามความดีนั้นจะได้รับ (การตอบแทน) ทบเท่าทวีคูณ การทำดีในเดือนนี้ย่อมได้รับการตอบสนอง, บุคคลใดนมาซ 2 เราะกะอะฮ์โดยสมัครใจในเดือนนี้เพื่ออัลลอฮ์อัซซะวะญั้ลละ อัลลอฮ์จะทรงอภัยโทษให้เขา”
إِنَّ الشَّقِيَ حَقَّ الشَّقِيِّ مَنْ خَرَجَ مِنْهُ هَذَا الشَّهْرُ وَلمْ يُغْفَرْ ذُنُوْبُهُ، فَحِيْنَئِذٍ يَخْسَرُ حِيْنَ يَفُوْزُ الْمُحْسِنُوْنَ بِجَوَائِزِ الرَّبِّ الْكَرِيْمِ.
“ผู้ที่อัปโชคอย่างแท้จริงคือผู้ที่เดือนนี้จากลาเขาไป ในสภาพที่เขาไม่ได้รับการอภัยโทษในบาปของเขา และแล้วเขาก็ต้องสูญเสีย ขณะที่คนประพฤติดีทั้งหลายได้รับชัยชนะด้วยการได้รับการประทานรางวัลจากพระผู้อภิบาล ผู้ทรงปรานี”
สรุปสารธรรมจากวจนธรรมของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลฯ)
1) เดือนเราะมะฎอนมีสถานะอันยิ่งใหญ่
2) ในเดือนนี้ การทำความดีจะยิ่งเพิ่มพูน ความชั่วจะได้รับการลบล้าง และคนทำดีจะมีฐานันดรสูงขึ้น
3) อัลลอฮ์จะทรงอภัยโทษให้ผู้ที่ทำทานอาสา, ทำดีต่อผู้อยู่ในปกครอง, ทำตัวให้ดีมีมารยาท, หัดระงับความโกรธ และทำดีต่อญาติ.
4) เดือนเราะมะฎอนมาพร้อมกับความเมตตาและความจำเริญ และจากไปพร้อมกับการที่ผู้ถือศีลอดและทำดีจะได้รับการอภัยโทษ.
5) ศาสนกิจและการทำคุณงามความดีอื่นจะได้รับผลตอบแทนทบเท่าทวีคูณ นมาซเพียง 2 เราะกะอะฮ์ ก็จะได้รับการอภัยโทษแล้ว.
6) บาปทั้งหลายสมควรได้รับการให้อภัยทั้งหมด หาไม่แล้ว นั่นคือความอัปโชคอย่างที่สุด.
บทสรุปของผลพลอยได้จากการถือศีลอดและการปฏิบัติดีในเดือนร่อมะฎอน
การเคารพภักดี (อิบาดะฮ์) ที่เราท่านทั้งหลายกระทำในช่วงเดือนร่อมะฎอนโดยหวังใน ผลานิสงส์ของพระองค์นั้นก็สมควรที่จะแสดงให้เห็นผลพวงของการกระทำนั้น ด้วยการน้อมนำเอาความประพฤติดีปฏิบัติชอบนั้นมาเป็น “วิถีดำเนินชีวิต” ของเราแต่ละคน อย่างน้อยที่สุดมันก็ควรจะเปลี่ยนพฤติกรรมของเราไปในทางที่ดีในระดับหนึ่ง.
ณ ที่นี้ ขออนุญาตนำเสนอ “บทสรุปของผลพลอยได้จากการถือศีลอดและการปฏิบัติดีในเดือนร่อมะฎอน” ดังต่อไปนี้ :
(1) การสร้างความยำเกรง (ตักวา) ต่ออัลลอฮ์ให้มากขึ้น
ก่อนเข้าสู่เดือนร่อมะฎอน เราอาจมีระดับการกลัวเกรงในอำนาจแห่งอัลลอฮ์ ปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ในระดับหนึ่ง และออกห่างจากการฝ่าฝืนพระองค์ในระดับหนึ่ง, แต่เมื่อสิ้นสุดเดือนร่อมะฎอนแล้ว เราก็ควรมีระดับของความยำเกรง (ตักวา) ต่ออัลลอฮ์ในระดับที่สูงขึ้นไป และควรรักษาให้ยืนยงต่อไปตราบจนกว่าเดือนร่อมะฎอนของปีถัดไปจะมาเยือนเราอีกครั้งหนึ่ง…อินชาอัลลอฮ์, ดังที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ตรัสไว้ในซูเราะฮ์อัลบะก่อเราะฮ์ อายะฮ์ที่ 183 อันบ่งบอกถึงเป้าหมายของการถือศีลอดว่า :
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا كُتِبَ عَلَيْكُمُ الصِّيَامُ كَمَا كُتِبَ عَلَى الَّذِينَ مِن قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ – البقرة : ١٨٣
บรรดาผู้มีศรัทธาเอ๋ย การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติแก่พวกเจ้า (ให้ปฏิบัติ) เสมือนดังที่เคยถูกบัญญัติแก่บรรดาคนรุ่นก่อนพวกเจ้ามาแล้ว เผื่อว่าพวกเจ้าจะมีความยำเกรง. (อัลบะก่อเราะฮ์ / 183)
(2) การทำให้ตนเองมีความบริสุทธิ์ใจ (อิคลาศ) ในทุกการทำงาน
จากการที่เราฝึกฝนตนเองให้ถือศีลอดโดยปราศจากซึ่งการบีบบังคับหรือเมื่อเราอยู่คนเดียวเราอาจละศีลอดในเวลาใดก็ได้ที่เราต้องการ แต่เรายอมอดก็เพราะมันเป็นพระบัญชาใช้ของอัลลอฮ์ นั่นแสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ที่เรามีในระดับหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เอง อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จึงทรงระบุลักษณะพิเศษของการถือศีลอดว่า :
اَلصَّوْمُ لِي وَأَنَا أَجْزِي بِهِ
“การถือศีลอดเป็นของข้า ข้าจะตอบแทนเขาเอง”
แต่เมื่อเราผ่านพ้นเดือนร่อมะฎอน เราก็ควรรักษาระดับขั้นของการมีความบริสุทธิ์ใจนี้ในการปฏิบัติศาสนกิจและการงานที่ดีมีคุณธรรมอื่นต่อไป อันจะส่งผลให้เราเป็น “คนน่าเชื่อถือและไว้วางใจได้”.
(3) การอดทนต่อความทุกข์ยาก
ความหิวและกระหายเป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงมิได้เมื่อเราถือศีลอด แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายหลักของการถือศีลอด, แต่ประสบการณ์และการฝึกฝนจนเคยชินนั้นจะเป็นตัวแปรที่สำคัญในชีวิตจริงที่เราท่านอาจต้องพบเจอความหิวและกระหายนั้นนอกเดือนร่อมะฎอน โดยเราจะผ่านพ้นมันไปได้วยความอดทนและอดกลั้น นั่นเป็นเป้าหมายที่โดดเด่นของการถือศีลอด.
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสถึง “สัจธรรมชีวิต” ของเราทุกคนว่า ล้วนต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ดังความที่ว่า :
وَلَنَبْلُوَنَّكُم بِشَيْءٍ مِّنَ الْخَوْفِ وَالْجُوعِ وَنَقْصٍ مِّنَ الْأَمْوَالِ وَالْأَنفُسِ وَالثَّمَرَاتِ ۗ وَبَشِّرِ الصَّابِرِينَ – البقرة : ١٥٥
เราจะทดสอบพวกเจ้าอย่างแน่นอนด้วยสิ่งหนึ่งอาจจะเป็นความกลัว ความหิวโหย และการขาดแคลนทรัพย์สิน สูญเสียชีวิต และผลผลิตไม่เพียงพอ, จงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้อดทน. (อัลบะก่อเราะฮ์ / 155)
“ความทุกข์ยาก” “ความไม่สบายกายไม่สบายใจ” “ความหิวและกระหาย” นั้นเป็นตัวอย่างหนึ่งของ “สถานการณ์จริง” ที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตเรา, เมื่อเรารู้ว่านั่นเป็น “การทดสอบจากอัลลอฮ์” เราก็ต้องมั่นใจว่าพระองค์มีสิ่งตอบแทนที่ดียิ่งกว่าเตรียมพร้อมให้เรา.
(4) ความอดทนและอดกลั้น
การที่เราจะผ่านการถือศีลอดในแต่ละวันได้นั้นย่อมต้องใช้ความอดทนมากกว่าปรกติ และความอดทนนี้ก็จะติดตัวเราไปโดยตลอด, เมื่อในชีวิตจริงของเราท่านทุกคนล้วนต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคมากมาย เราจะหยุดยั้งหรือบรรเทาสิ่งเหล่านั้นเพื่อให้เป็นคุณกับตัวเราก็ด้วยความอดทนและอดกลั้น (ศ่อบั้ร) แล้วปัญหาทั้งมวลย่อมต้องได้รับการแก้ไข, อัลกุรอานสอนให้เราเผชิญหน้าด้วยการใช้เครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดก็คือ “ความอดทน” และ “การนมาซ-สื่อในการทำความใกล้ชิดยังอัลลอฮ์-” ดังความที่ว่า :
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اسْتَعِينُوا بِالصَّبْرِ وَالصَّلَاةِ ۚ إِنَّ اللَّـهَ مَعَ الصَّابِرِينَ – البقرة : ١٥٣
บรรดาผู้มีศรัทธาเอ๋ย จงขอความช่วยเหลือด้วยความอดทนและการนมาซ (เพราะ) แท้จริงอัลลอฮ์ทรงอยู่ร่วมกับบรรดาผู้อดทน. (อัลบะก่อเราะฮ์ / 153)
(5) การรักษาคุณงามความดีและการประพฤติดีปฏิบัติชอบ
ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ได้โน้มน้าวให้มุสลิมทุกคนทำคุณงามความดีอันมากมายในช่วงเดือนร่อมะฎอน และระบุว่าพวกเขาจะได้รับรางวัลและผลานิสงส์อันมากกว่าปรกติ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้พวกเขาสามารถทำสิ่งนั้นได้ในเดือนอื่น เพราะพวกเขาได้ทำให้ตัวตนของเขาเคยชินกับการทำสิ่งนั้นแล้ว.
สิ่งที่มุสลิมไม่สมควรลืมกระทำมันในวันอีดเลยก็คือการแสดงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจต่อผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส และผู้ที่อยู่ในฐานะที่ต้องการความช่วยเหลือ ด้วยการเข้าช่วยเหลือและแบ่งปันตามกำลังความสามารถของตน.
ท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) มีวจนธรรมในเรื่องนี้ว่า :
مَنْ نَفَّسَ عَنْ مُؤْمِنٍ كُرْبَةً مِنْ كَرْبِ الدُّنْيَا نَفَّسَ اللهُ عَنْهُ كَرْبَ الْآخِرَةِ وَخَرَجَ مِنْ قَبْرِهِ وَهُوَ ثَلْجُ الْفُؤَادِ
“บุคคลใดรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดของผู้ศรัทธาคนหนึ่งในโลกนี้ อัลลอฮ์ก็จะทรงรู้สึกถึงสิ่งนั้นของเขา ในโลกหน้า (ด้วยการทำให้) เขาจะออกจากหลุมศพของเขาในสภาพที่มีจิตใจอันเยือกเย็น”
ฉะนั้นเพื่อให้เราท่านทั้งหลายมีความรู้สึกปลอดภัย มั่นใจ และมีจิตใจอันสงบเยือกเย็นในวันที่มีแต่ความโกลาหล วุ่นวาย และสับสนอลหม่านในวันฟื้นคืนชีพ (กิยามะฮ์) เราก็ควรจะแสดงความรู้สึกรับรู้ถึงความทุกข์และวิตกกังวลของผู้ศรัทธา และพร้อมให้ความช่วยเหลือหรือแสดงความเห็นอกเห็นใจเขาในโลกที่เรายังมีชีวิตอยู่นี้.
…
อัลกุรอานกล่าวถึงเรื่องการแจกจ่าย “ซะกาต” เอาไว้ในโองการที่ 60 ซูเราะฮ์อัตเตาบะฮ์ ซึ่งครอบคลุมเรื่องการจ่ายทานบังคับ เช่น “ซะกาตทั่วไป” สำหรับผู้ที่อยู่ในเงื่อนไขที่ต้องจ่าย และ “ซะกาตฟิฏเราะฮ์” ซึ่งบังคับสำหรับมุสลิมทุกคนที่มีชีวิตอยู่ในเดือนร่อมะฎอน, และ “ทานซะกาต” ซึ่งอาจเรียกกันว่า “ศ่อดะเกาะฮ์” สำหรับผู้ที่ต้องการทำบุญและบริจาคทาน ไม่ว่าเขาจะมีปัจจัยมากหรือน้อยก็ตาม ดังนี้ :
إِنَّمَا الصَّدَقَاتُ لِلْفُقَرَاءِ وَالْمَسَاكِينِ وَالْعَامِلِينَ عَلَيْهَا وَالْمُؤَلَّفَةِ قُلُوبُهُمْ وَفِي الرِّقَابِ وَالْغَارِمِينَ وَفِي سَبِيلِ اللَّـهِ وَابْنِ السَّبِيلِ ۖ فَرِيضَةً مِّنَ اللَّـهِ ۗ وَاللَّـهُ عَلِيمٌ حَكِيمٌ – التوبة : ٦٠
อันที่จริงทานบังคับ (เช่นซะกาต) นั้นสำหรับคนขัดสน คนอนาถา เจ้าหน้าที่ (รวบรวมทานอาสา) ผู้ที่หัวใจของพวกเขาถูกผูกพัน (กับศาสนา), (ใช้) ใน (การปลดปล่อย) ทาส, (ใช้ในการปลดหนี้สินของ) ผู้มีหนี้สิน, (ใช้) ในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์ และผู้พลัดถิ่น, (นั่น) เป็นศาสนบัญญัติที่มาจากอัลลอฮ์, อัลลอฮ์คือผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ. (อัตเตาบะฮ์ / 60)
…
เมื่อพฤติการณ์แห่งการทำลายล้างมุสลิมจากน้ำมือของไซออนิสต์ยังไม่จบ เราก็ต้องเปิดโปงพฤติกรรมของพวกเขาต่อไป
มีความพยายามจากสังคมโลกที่ประณามการกระทำของรัฐบาลไซออ นิสต์อย่างชัดเจน จนเป็นเหตุให้รัฐบาลโลกที่นำโดยอเมริกานั้นพยายามจะเข้ามาเป็นพระเอกในสถานการณ์นี้ โดยการบีบให้ทางอียิปต์และกาตาร์ดำเนินการให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง (พักรบ) โดยใช้กลไกของการแลกเปลี่ยนตัวประกัน สิ่งที่น่าพิจารณาในประเด็นนี้ก็คือตัวประกันที่อยู่กับอิสราเอลนั้นเป็นลูกเด็กเล็กแดงและผู้หญิงชาวปาเลสไตน์เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในขณะที่ตัวประกันที่อยู่ในฝ่ายของฮามาสนั้นกลับเป็นชาวต่างชาติและทหารอิสราเอล ซึ่งหากพิจารณาในเกมการเมืองโลก มันก็บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า ความพยายามที่จะทำลายล้างฮามาสและปาเลสไตน์ให้สิ้นซากนั้น ไม่ง่ายเสียแล้ว ยิ่งมีเสียงก่นด่าและประณามจากชาวโลกและสหประชาชาติแล้ว การเลือกหาทางออกด้วยวิธีการนี้ก็น่าจะเหมาะสมมากกว่า
อย่างไรก็ดีประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาบอกเราว่า กลเกมของบรรพบุรุษชาวยิวที่เป็นปรปักษ์ต่ออิสลามนั้นไม่เคยไว้เนื้อเชื่อใจได้เลย ไซออนิสต์ในปัจจุบันก็อาจไม่แตกต่างกันมากนัก เราลองมาดูอัลกุรอานที่ได้กล่าวเอาไว้เสมือนเป็นข้อคิดเตือนใจสำหรับโลกมุสลิมก็คือ :
مِنْ أَجْلِ ذَٰلِكَ كَتَبْنَا عَلَىٰ بَنِي إِسْرَائِيلَ أَنَّهُ مَن قَتَلَ نَفْسًا بِغَيْرِ نَفْسٍ أَوْ فَسَادٍ فِي الْأَرْضِ فَكَأَنَّمَا قَتَلَ النَّاسَ جَمِيعًا وَمَنْ أَحْيَاهَا فَكَأَنَّمَا أَحْيَا النَّاسَ جَمِيعًا ۚ وَلَقَدْ جَاءَتْهُمْ رُسُلُنَا بِالْبَيِّنَاتِ ثُمَّ إِنَّ كَثِيرًا مِّنْهُم بَعْدَ ذَٰلِكَ فِي الْأَرْضِ لَمُسْرِفُونَ – المائدة : ٣٢
จากเหตุดังกล่าว เราจึงได้บันทึก (เป็นกฎเกณฑ์) แก่วงศ์วานอิสรออีลว่า บุคคลใดสังหารชีวิตหนึ่ง โดยมิใช่ (เพราะการสังหาร) อีกชีวิตหนึ่ง[1] หรือ (มิใช่การประหารชีวิตบุคคลที่) สร้างความเสื่อมเสียในหน้าแผ่นดิน ก็เสมือนดังว่า เขาได้สังหารมนุษย์ทั้งมวล ส่วนบุคคลใดไว้ชีวิตหนึ่งก็เท่ากับเขาได้ไว้ชีวิตมนุษย์ทั้งมวล, บรรดาศาสนทูตของเราได้มีมายังพวกเขาพร้อมกับหลักฐานอันชัดแจ้งแล้วอย่างแน่ชัด และแล้วภายหลังจากนั้น พวกเขาส่วนมากก็เป็นผู้ทำเกินเลยในหน้าแผ่นดิน. (อัลมาอิดะฮ์ / 32)
แต่ทว่า เมื่อเรา ประชาคมมุสลิม อยู่ในโลกที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันและมีกฎเกณฑ์ร่วมกันที่ต้องปฏิบัติตาม เราก็คงหลีกเลี่ยงโดยไม่ยอมรับเรื่องดังกล่าวได้ เพราะนั่นเราก็คงถูกประณามว่าเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวโลกและก็คงต้องฝากความหวังไว้ที่โลกอาหรับว่าพวกเขาจะปกป้องสิทธิของพี่น้องปาเลสไตน์อย่างเต็มที่…อินชาอัลลอฮ์
…
วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2568 / 27 ร่อมะฎอน 1446
- เชิงอรรถ
[1] หมายถึง ไม่ใช่การประหารชีวิตตามกฎเกณฑ์ที่ว่าด้วยการพิจารณาความผิดฐานฆาตกรรม (กิศอศ) ดังที่ปรากฎในอัลบะก่อเราะฮ์ โองการที่ 178.




