หน้าแรก สารธรรมจากธรรมาสน์ วันอีดุ้ลฟิฏร์ วันแห่งการรับรางวัลและการอภัยโทษจากอัลลอฮ์

วันอีดุ้ลฟิฏร์ วันแห่งการรับรางวัลและการอภัยโทษจากอัลลอฮ์

0
ภาพ magnific

วันอีดุ้ลฟิฏร์มิใช่เพียงวันแห่งการเฉลิมฉลอง แต่คือวันที่อัลลอฮ์ทรงตอบแทนผู้ถือศีลอดด้วยการอภัยโทษ การตอบรับดุอาอ์ และรางวัลอันประเสริฐ บทความนี้อธิบายความหมายที่แท้จริงของวันอีดจากอัลกุรอานและวจนธรรม

قَالَ عِيسَى ابْنُ مَرْيَمَ اللَّـهُمَّ رَبَّنَا أَنزِلْ عَلَيْنَا مَائِدَةً مِّنَ السَّمَاءِ تَكُونُ لَنَا عِيدًا لِّأَوَّلِنَا وَآخِرِنَا وَآيَةً مِّنكَ ۖ وَارْزُقْنَا وَأَنتَ خَيْرُ الرَّازِقِينَ – المائدة : 114

อีซาบุตรมัรยัมกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของเหล่าข้าพระองค์ ได้โปรดประทานสำรับอาหารจากฟากฟ้าลงมายังเหล่าข้าพระองค์ (เพื่อ) จะได้เป็นของกำนัลวันรื่นเริงสำหรับเหล่าข้าพระองค์ในรุ่นนี้และเหล่าข้าพระองค์ในรุ่นถัดมา และเป็นสัญญาณหนึ่งจากพระองค์ และได้โปรดประทานปัจจัยยังชีพแก่เหล่าข้าพระองค์ พระองค์คือ ผู้ทรงประทานปัจจัยที่ดีที่สุด”. (อัลมาอิดะฮ์ / 114)

วันอีดกับรางวัลตอบแทน

ท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีน อะลี บินอะบีฏอลิบ (อะลัยฮิสซะลาม) ได้กรุณาอธิบายขยายความ ‘วันอีด’ (วันแห่งการรื่นเริง) ที่แท้จริงสำหรับทุกคนที่ได้หมั่นเพียรการถือศีลอดมาตลอดเดือนร่อมะฎอนและปฏิบัติศาสนกิจเสริมตลอดเดือนดังกล่าวว่า อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ทรงประทานรางวัลให้พวกเขาว่า “วันนี้เป็นรื่นเริงของพวกเขา” ความว่า:

إِنَّما هُوَ عَيْدٌ لِمَنْ قَبِلَ اللهُ صِيَامَهُ وَشَكَرَ قِيَامَهُ

“อันที่จริงมันเป็นวันอีด (วันรื่นเริง) สำหรับบุคคลที่อัลลอฮ์ทรงยอมรับการถือศีลอดของเขาและทรงตอบแทนคุณต่อการยืนหยัด (ทำอิบาดะฮ์) ของเขา (ในยามค่ำคืน)”

วันอีดคือวันแห่งการรื่นเริงและการรับรางวัลตอบแทน

เหตุที่เรียก “วันสิ้นสุดของการถือศีลอด” (1 เชาว้าล) ว่าเป็น ‘วันอีด’ (วันรื่นเริง) นั้น มีหลายสาเหตุด้วยกัน กล่าวคือ 1) มันจะกลับมา (เอาวด์) ในทุกรอบปีด้วยกับ ‘ความปีติยินดีใหม่’, 2) มนุษย์ทุกคนจะกลับ (เอาวด์) สู่สัญญาที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงให้สัญญาไว้กับพวกเขาในวันนั้น, 3) ในวันนั้นมนุษย์ทุกคนจะกลับคืน (เอาวด์) สู่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ด้วยการกลับตัวกลับใจและวิงวอนขอดุอาอ์ และพระผู้อภิบาลก็จะทรงกลับมาหาเขาด้วยการยอมรับการนิรโทษกรรมบาป และการประทานให้, 4) อัลลอฮ์ ตะอาลา จะทรงให้รางวัลกลับมายังปวงบ่าวผู้ศรัทธาของพระองค์ด้วยคุณูปการอันสวยสดงดงาม และรางวัลตอบแทนกลับไปยังเขา, และ 5) มนุษย์ทั่วทุกสารทิศได้มารวมตัวกันในวันนั้น

เราอาจสรุปความได้ว่า วันอีดคือวันแห่งการได้รับการตอบแทนรางวัลเป็นพิเศษ ซึ่งในรอบปี เราในฐานะบ่าวของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จะได้รับมันตามที่พวกเขาแสดงความต้องการและแสวงหาให้ได้มันมานั่นเอง

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ได้มีวจนธรรมที่เป็นการถ่ายทอดพระดำรัสของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่มีต่อมะลาอิกะฮ์ ในเรื่องรางวัลตอบแทนสำหรับปวงบ่าวของพระองค์ที่สมควรได้รับในวันนี้ ความว่า:

يَقُوْلُ اللهُ لِمَلَائِكَتِهِ يَوْمَ الْعَيْدِ: مَا جَزَاءُ الْأَجِيْرِ إِذَا عَمِلَ عَمَلَهُ ؟ فَيَقُوْلُوْنَ؛ يَا رَبَّنَا، جَزَاؤُهُ أَنْ يُوَفَّى أَجْرُهُ، فَيَقُوْلُ؛ اِشْهَدُوا مَلَائِكَتِي أَنِّي غَفَرْتُ لَهُمْ.

“อัลลอฮ์ตรัสแก่มะลาอิกะฮ์ของพระองค์ในวันอีดว่า รางวัลตอบแทนของคนทำงานเมื่อเขาได้กระทำการงานไปตามนั้นคืออะไร ?, เขาเหล่านั้น-มะลา  อิกะฮ์-ทูลตอบว่า โอ้พระผู้อภิบาลของเหล่าข้าพระองค์ รางวัลตอบแทนของเขาก็คือเขาสมควรได้รับรางวัลตอบแทนทั้งหมด-ไม่หักเลย-, พระองค์จึงทรงมีพระดำรัสว่า มวลมะลาอิกะฮ์ของข้าเป็นพยานด้วยว่า ข้าจะอภัยโทษให้พวกเขา”

นั่นหมายความว่า รางวัลตอบแทนของพวกเขาที่สมควรได้รับก็คือผลงานของพวกเขาทั้งหมดเริ่มตั้งแต่เข้าสู่เดือนร่อมะฎอน ไม่ว่าจะเป็นการถือศีลอด การหมั่นเพียรทำอะมั้ลอิบาดะฮ์ทุกรูปแบบ การวอนขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ การแสดงความสำนึกต่อพระองค์ด้วยการกลับตัวกลับใจ การอ่านอัลกุรอาน การบริจาคทาน การช่วยเหลือผู้อื่น และการกระทำดีอื่นจะต้องได้รับการตอบแทนรางวัลทั้งหมดอย่างสมบูรณ์แบบ.

‘วันอีด’ คือ “วันแห่งการรื่นเริงยินดี” จากการที่เขาได้แสดงความบริสุทธิ์ใจในการถือศีลอดตลอดเดือนร่อมะฎอนที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าในแต่ละรอบวันที่เขาได้ละศีลอดนั้นก็เป็นความสุข ความปีติ และความรื่นเริงที่เขาได้รับในแต่ละวันแล้ว ทว่าในขณะที่เขาจะได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระผู้อภิบาลของเขาในวันโลกหน้านั้นยิ่งเป็นความปีติสุขที่หาใดเปรียบ ดังความที่ท่านอิมามศอดิก    (อะลัยฮิสซะลาม) ได้กล่าวถึงเรื่องความรื่นเริงยินดีและปีติสุขที่ผู้ถือศีลอดสมควรได้รับใน 2 โอกาสดังกล่าวว่า:

لِلصَّائِمِ فَرْحَتَانِ: فَرْحَةٌ عِنْدَ إِفْطَارِهِ وَفَرْحَةٌ عِنْدَ لِقَاءِ رَبِّهِ -عزّو جلّ-

“ผู้ถือศีลอดสมควรได้รับความปีติสุขใน 2 สถานดังนี้ ปีติสุขเมื่อเขาละศีลอด -ละศีลอดประจำวันและเฉลิมฉลองในวันอีด- และอีกปีติสุขหนึ่งก็คือเมื่อเขาได้เข้าเฝ้าพระผู้อภิบาลของเขา อัซซะวะญั้ลละ”.

ค่ำวันอีดถือเป็นค่ำคืนหนึ่งที่มีคุณค่าพิเศษในฐานะที่ได้รับการเน้นย้ำให้ใช้เวลาในยามค่ำคืนดังกล่าวเพื่อแสวงหาความจำเริญ ความการุณย์ ความโปรดปราน และความเอื้ออาทรจากพระเจ้า อันจะส่งผลให้หัวใจของเขา     อิ่มเอิบไม่ตายด้าน ในวันที่หัวใจทั้งหลายตายด้านและไร้ความรู้สึก ซึ่งนั่นก็คือวันแห่งการพิพากษาความ (วันกิยามะฮ์) ดังวจนธรรมของท่านศาสนทูต    แห่ง อัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ความว่า:

مَنْ أَحْيَا لَيْلَةَ الْعَيْدِ وَلَيْلَةَ النِّصْفِ مِن شَعبانَ، لَمْ يَمُتْ قَلْبُهُ يَوْمَ تَمُوْتُ الْقُلُوْبُ

“บุคคลใดที่ใช้เวลาในยามค่ำคืนของวันอีดและค่ำวันที่ 15 ชะอ์บานนั้น หัวใจของเขาจะไม่ตายด้านในวันที่หัวใจทั้งหลายล้วนตายด้าน-วันแห่งการพิพากษาความ-”

ก็เพราะหลังจากเขาสะสมพลังศรัทธามาตลอดเดือนร่อมะฎอนนั้น พลังดังกล่าวยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์และหัวใจยังบริสุทธิ์อยู่ และมันจะสำแดงพลังอย่างเต็มที่ในวันอีดนั่นเอง อีกทั้งเมื่อเขาตั้งใจที่จะรักษามันให้ตลอดรอดฝั่งในอีก 1 รอบปี และได้รับพรนี้ซ้ำ ๆ ในทุกปี หัวใจของเขาย่อมต้องไม่ตายด้านอย่างแน่นอน.

รางวัลพิเศษที่จะได้รับในวันอีด

‘วันอีด’ คือ “วันแห่งการได้รับการตอบแทนรางวัล” ซึ่งในวันนี้จะมีการประกาศรางวัลจากเบื้องบน ตามความที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) มีวจนธรรมในเรื่องนี้ อันเป็นรายงานจากท่านญาบิ้รบินอับดุลลอฮ์ อัลอันศอรี ความว่า:

إِذَا كَانَ أَوَّلُ يَوْمٍ مِنْ شَوَّالِ، نَادَى مُنَادٍ: أَيُّهَا الْمُؤْمِنُوْنَ أُغْدُوا إِلَى جَوَائِزِكُمْ، ثُمَّ قَالَ؛ يَا جابر، جَوَائِزُ اللهِ لَيْسَتْ بِجَوَائِزِ هَؤُلَاءِ الْمُلُوْكِ، ثُمَّ قَالَ؛ هُوَ يَوْمُ الْجَوائِزِ

“เมื่อวันที่ 1 เชาว้าล (วันอีดุ้ลฟิฏร์) มาถึง จะมีสุรเสียงประกาศว่า บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย มารับรางวัลของพวกเจ้าไป, ท่านศาสดากล่าวว่า ญาบิ้รเอ๋ย มันเป็นรางวัลที่มาจากอัลลอฮ์ ซึ่งมิใช่รางวัลที่มาจากราชันย์ทั้งหลาย-ที่ผู้คนทั่วไปเข้าใจว่ามีคุณค่าสูงที่สุดแล้ว-, จากนั้นท่านก็กล่าวว่า มันเป็นวันแห่งการมอบรางวัล”.

รางวัลเกียรติยศที่เราท่านทั้งหลายสมควรได้รับในวันอีดก็คือ

(1) การได้รับการอภัยโทษในบาปกรรมทั้งหลายที่มีอยู่

นั่นเป็นรางวัลเกียรติยศที่ผู้ถือศีลอดทั้งชายหญิงสมควรได้รับเป็นที่สุด และน่าจะเป็นยอดปรารถนาของพวกเขาก็คือบาปกรรมทั้งหลายของพวกเขาได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และเป็นการแสดงความมั่นใจได้ว่า เขาออกมาจากเดือนร่อมะฎอนในวันแรก (1 เชาว้าล) นี้ในสภาพที่ได้รับการนิรโทษกรรมและอภัยโทษทั้งมวล ดังความที่ปรากฏในวจนธรรมของท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ที่กล่าวว่า: ผู้ได้รับความอัปยศเป็นที่สุดก็คือผู้ที่การขอนิรโทษกรรมต่ออัลลอฮ์ในเดือนอันยิ่งใหญ่นี้ได้รับการปฏิเสธและถูกหวงห้าม.

มีรายงานวจีธรรมจากท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีน อะลี บินอะบีฏอลิบ (อะลัยฮิสซะลาม) ที่ท่านกล่าวโอวาทธรรมต่อหน้าประชาชนทั้งหลายในวันอีดว่า:

وَاعْلَمُوا-عِبَادَ اللهِ- أَنَّ أَدْنَى مَا لِلصَّائِمِيْنَ وَالصَّائِمَاتِ أَنْ يُنَادِيْهِمْ مَلَكٌ فِي آخِرِ الْيَوْمِ مِنْ شَهْرِ رَمَضَانَ؛ أَبْشِرُوا عِبَادَ اللهِ فَقَدْ غُفِرَ لَكُمْ مَا سَلَفَ مِنْ ذُنُوْبِكُمْ فَانْظُرُوا كَيْفَ تَكُوْنُوْنَ فِي مَا تَسْتَأْنِفُوْنَ ؟

“ปวงบ่าวแห่งอัลลอฮ์เอ๋ย จงรับรู้ไว้ด้วยว่า เสียงป่าวประกาศที่มวลมะลา  อิกะฮ์จะร้องเรียกบรรดาผู้ถือศีลอดทั้งชายและหญิงในวันสุดท้ายของเดือนร่อมะฎอนนั้นใกล้เข้ามาแล้ว, ปวงบ่าวแห่งอัลลอฮ์รับข่าวดีนี้ไปได้แล้วว่า บาปกรรมที่ผ่านมาของพวกท่านนั้นได้รับการอภัยโทษให้พวกท่านแล้ว, ฉะนั้นต้องตรองให้ดีว่า พวกท่านจะกระทำมันใหม่อีกรอบหนึ่งได้อย่างไรกัน”.

(2) การตอบรับดุอาอ์และการวิงวอนขอทั้งมวล

หนึ่งในรางวัลตอบแทนพิเศษที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ จะทรงมอบให้ปวงบ่าวในช่วงเช้าของวันอีดก็คือพระองค์จะทรงตอบรับการวิงวอนขอทุกอย่างของปวงบ่าวของพระองค์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในโลกดุนยานี้ หรือเรื่องราวในโลกอาคิเราะฮ์หน้าก็ตาม ดังความที่ปรากฏรายงาน-ฮะดีษกุดซี-ความว่า:

… يَقُوْلُ -جلّ جَلَالُهُ- (غدا يَوْمِ الْعَيْدِ): يَا عِبَادِي، سَلُوْنِي؛ فَوَعِزَّتِي وَجَلَالِي لَا تَسْأَلُوْنِي الْيَوْمَ شَيْئاً فِي جَمْعِكُمْ لِآخِرَتِكُمْ إِلَّا أَعْطَيْتُكُمْ، وَلِدُنْيَاكُمْ إِلَّا نَظَرْتُ لَكُمْ، وَعِزَّتِي لَأَسْتُرَنَّ عَلَيْكُمْ عَثَرَاتَكُمْ مَا رَأَيْتُمُوْنِي، وَعِزَّتِي لَا أَخْزِيَنَّكُمْ وَلَا أَفْضَحَنَّكُمْ … اِنْصَرِفُوا مَغْفُوْراً لَكُمْ قَدْ أَرْضَيْتُمُوْنِي فَرَضِيْتُ عَنْكُمْ …

“พระองค์ ญั้ลละญะลาลุฮ์ ตรัส (ในเช้าวันอีด) ว่า ปวงบ่าวของข้า พวกเจ้าขอข้ามา ข้าสาบานด้วยเกียรติยศและความสูงส่งของข้าว่า ไม่ว่าสิ่งใดที่พวกเจ้าวิงวอนขอต่อข้าในเรื่องโลกหน้าของพวกเจ้าท่ามกลางการรวมตัวของพวกเจ้าในวันนี้ ข้าก็จะประทานให้ และไม่ว่าจะเป็นเรื่องในโลกนี้ของพวกเจ้า ข้าก็จะพิจารณาให้พวกเจ้า, ขอสาบานต่อเกียรติยศของข้า ข้าจะปกปิดความพลั้งเผลอของพวกเจ้า (ที่ได้กระทำไป) ตราบเท่าที่พวกเจ้ามองเห็นข้า-รู้จักพระองค์-, ขอสาบานต่อเกียรติยศของข้า ข้าจะไม่ทำให้พวกเจ้าต้องต้อยต่ำและจะไม่ทำให้พวกเจ้าต้องอับอาย…จงแยกย้ายกันไปได้แล้วในฐานะผู้ได้รับนิรโทษกรรม พวกเจ้าได้ทำให้ข้าพึงพอใจแล้ว และข้าก็พึงพอใจพวกเจ้า…”

อัลกุรอานกล่าวถึงเรื่องการแจกจ่าย “ซะกาต” เอาไว้ในโองการที่ 60 ซูเราะฮ์อัตเตาบะฮ์ ซึ่งครอบคลุมเรื่องการจ่ายทานบังคับ เช่น “ซะกาตทั่วไป” สำหรับผู้ที่อยู่ในเงื่อนไขที่ต้องจ่าย และ “ซะกาตฟิฏเราะฮ์” ซึ่งบังคับสำหรับมุสลิมทุกคนที่มีชีวิตอยู่ในเดือนร่อมะฎอน, และ “ทานซะกาต” ซึ่งอาจเรียกกันว่า “ศ่อดะเกาะฮ์” สำหรับผู้ที่ต้องการทำบุญและบริจาคทาน ไม่ว่าเขาจะมีปัจจัยมากหรือน้อยก็ตาม ดังนี้ :

إِنَّمَا الصَّدَقَاتُ لِلْفُقَرَاءِ وَالْمَسَاكِينِ وَالْعَامِلِينَ عَلَيْهَا وَالْمُؤَلَّفَةِ قُلُوبُهُمْ وَفِي الرِّقَابِ وَالْغَارِمِينَ وَفِي سَبِيلِ اللَّـهِ وَابْنِ السَّبِيلِ ۖ فَرِيضَةً مِّنَ اللَّـهِ ۗ وَاللَّـهُ عَلِيمٌ حَكِيمٌ ﴿التوبة : ٦٠﴾

อันที่จริงทานบังคับ (เช่นซะกาต) นั้นสำหรับคนขัดสน คนอนาถา เจ้าหน้าที่ (รวบรวมทานอาสา) ผู้ที่หัวใจของพวกเขาถูกผูกพัน (กับศาสนา), (ใช้) ใน (การปลดปล่อย) ทาส, (ใช้ในการปลดหนี้สินของ) ผู้มีหนี้สิน, (ใช้) ในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์ และผู้พลัดถิ่น, (นั่น) เป็นศาสนบัญญัติที่มาจากอัลลอฮ์, อัลลอฮ์คือผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ. (อัตเตาบะฮ์ / 60)

การกดขี่ ผู้กดขี่ และผู้ถูกกดขี่

ถ้อยความทั้ง 3 เป็นถ้อยความอันเป็นหลักธรรมคำสอนหนึ่งที่เป็นเอกอุในหลักธรรมคำสอนทั้งหลายของอิสลาม กล่าวคือเราจะไม่ยอมรับ “การกดขี่” ไม่ว่าจะในรูปแบบใด, เราจะต่อต้าน “ผู้กดขี่” ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะมีสถานะใดในสังคมนั้น, และเราจะช่วยเหลือ “ผู้ถูกกดขี่” ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตาม.

ขอยกตัวอย่างประมวลหลักธรรมคำสอนนั้นให้รับทราบกันทั่วไปเพื่อยืนยันสัจธรรมและบ่งบอกมาตรฐานของการเป็น “มุสลิมที่ดี” ดังนี้ :

อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จะไม่ทรงชี้นำทางกลุ่มชนใดสู่สัจธรรม ความจริง และมาตรฐานแห่งความเป็นมนุษย์ หากพวกเขาเป็น “ผู้กดขี่” ที่ก่อการอธรรมไปทั่ว ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นผู้ที่เชื่อในพระเจ้าหรือไม่ก็ตาม-ตามมาตรฐานความเชื่อของมุสลิม- จะกระทำกับชนมุสลิมหรือชนต่างศาสนิกก็ตาม ล้วนอยู่ในบริบทของโองการที่ว่า :

… وَاللَّـهُ لَا يَهْدِي الْقَوْمَ الظَّالِمِينَ – البقرة : ٢٥٨

… อัลลอฮ์จะไม่ทรงชี้นำกลุ่มชนผู้อธรรม. (อัลบะก่อเราะฮ์ / 258)

แล้วสำหรับยิวไซออนิสต์ หากพวกเขายังมีสำเหนียกว่า พวกเขาเป็นผู้ที่เชื่อในพระเจ้า ก็ยิ่งต้องสดับตรับฟังโองการแห่งพระเจ้านี้ด้วยเช่นกัน.

ข้อหาที่ชนผู้อธรรมและพวกกดขี่จะได้รับก็คือพวกเขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จในชีวิตเลย นี่เป็นข้อเตือนใจให้ไว้สำหรับชนมุสลิมเป็นเบื้องต้น และชนผู้เชื่อในพระเจ้าในลำดับถัดมา และอาจรวมความถึง ผู้มีจิตใจรักเพื่อนมนุษย์ด้วย, อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ตรัสว่า :

… إِنَّهُ لَا يُفْلِحُ الظَّالِمُونَ الأنعام : ٢١

… แท้จริงบรรดาผู้อธรรมนั้นย่อมไม่ประสบความสำเร็จ. (อัลอันอาม / 21)

“ผู้กดขี่” จะต้องพบกับจุดจบอันเป็นความโศรกาอาดูรที่ไม่มีวันบรรเทาได้เลย ดังความที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ตรัสว่า :

وَيَوْمَ يَعَضُّ الظَّالِمُ عَلَىٰ يَدَيْهِ يَقُولُ يَا لَيْتَنِي اتَّخَذْتُ مَعَ الرَّسُولِ سَبِيلًا – الفرقان : ٢٧

เป็นวันที่  ผู้อธรรมได้กัดมือของเขา (ด้วยความคับแค้นใจอย่างที่สุด) พลางพูดขึ้นว่า “อนิจจาข้าฯเอ๋ย ถ้าข้าฯได้ยึดเอาแนวทางที่อยู่กับศาสนทูต (ก็คงจะดี)”. (อัลฟุ้รกอน / 27)

สำหรับเรา ชาวมุสลิม นั้นได้รับการโน้มน้าว และชี้ชวนจากโองการแห่งพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานและวจนธรรมของท่านศาสดาให้ร่วมช่วยเหลือ “ผู้ถูกกดขี่” ในทุกมิติในทุกสภาพการณ์ตามกำลังความสามารถของเขาที่จะทำได้ และถือว่านี่เป็น “การสงเคราะห์พิเศษ” (ชะฟาอะฮ์) อีกประการหนึ่งที่เราสามารถเป็น “ผู้ให้” ได้ เพื่อรอเป็น “ผู้รับ” ในโลกหน้า, ดังความที่ปรากฏในอัลกุรอานว่า :

مَّن يَشْفَعْ شَفَاعَةً حَسَنَةً يَكُن لَّهُ نَصِيبٌ مِّنْهَا ۖ وَمَن يَشْفَعْ شَفَاعَةً سَيِّئَةً يَكُن لَّهُ كِفْلٌ مِّنْهَا ۗ وَكَانَ اللَّـهُ عَلَىٰ كُلِّ شَيْءٍ مُّقِيتًا – النساء : ٨٥

บุคคลใดเป็นสื่อให้การอนุเคราะห์ที่ดีงาม เขาก็จะมีส่วนได้รับสิ่งนั้น-อันเป็นสิ่งที่ดีเท่านั้น- ส่วนบุคคลใดเป็นสื่อให้การอนุเคราะห์ที่เลวทราม เขาก็จะมีส่วนได้รับสิ่งนั้น-ต้องรับผิดชอบไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น-ด้วย, อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงพลานุภาพในการดูแลทุกสิ่ง. (อันนิซาอ์ / 85)

ท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ได้ให้หลักประกันของการแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับ “ผู้ถูกกดขี่” และร่วมช่วยเหลือพวกเขาอย่างเต็มกำลังความสามารถว่า จะได้อยู่ใกล้ชิดกับท่านในสวรรค์ ซึ่งเป็นยอดปรารถนาของเราท่านทั้งหลายที่ว่า :

مَنْ أَخَذَ لِلْمَظْلُوْمِ مِنَ الظَّالِمِ كَانَ مَعِي فِي الْجَنَّةِ مُصَاحِباً.

“บุคคลใดเอาผู้ถูกกดขี่-ปลดแอก-ออกมาจากผู้กดขี่ เขาจะอยู่ร่วมกับฉันในฐานะสหาย”

ท่านอิมามอะมีรุ้ลมุอ์มินีน อะลี (อะลัยฮิสซะลาม) ได้มีวจีธรรมผ่านบุตรชายสุดที่รักทั้งสองของท่าน-ฮะซะนัยน์-ว่า :

قُوْلَا بِالْحَقِّ وَاعْمَلَا لِلْأَجْرِ، وَكُوْنَا لِلظَّالِمِ خَصْماً وَلِلْمَظْلُوْمِ عَوْناً

“เจ้าทั้งสองต้องพูดสัจธรรมความจริง จงปฏิบัติกิจโดยหวังผลตอบแทน (จากพระเจ้า) และจงเป็นปรปักษ์กับผู้กดขี่ แต่จงเป็นผู้ช่วยเหลือผู้ถูกกดขี่”

สรุปสุดท้ายที่จะต้องเตือนตนเอง ชนอาหรับ มุสลิมทั้งมวล และมนุษย์ผู้มีใจเป็นธรรมว่า ท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) มีคำสอนในเรื่องที่ไม่ยอมรับ “การกดขี่” และ “ผู้กดขี่” นี้ว่า :

اِتَّقُوا دَعْوَةَ الْمَظْلُوْمِ فَإِنَّمَا يَسْأَلُ اللهُ تعالى حَقَّهُ وَإِنَّ اللهَ تعالى لَمْ يَمْنَعْ ذَاحَقٍّ حَقَّهُ.

“พวกท่านต้องระวังการวิงวอนขอของผู้ถูกกดขี่, อันที่จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา จะทรงถามถึงสิทธิของเขา และอัลลอฮ์ ตะอาลา จะไม่ทรงหักห้ามสิทธิของผู้มีสิทธิ์นั้น”

หรือแม้กระทั่งผู้ทรงสิทธิ์ที่ว่านั้นจะไม่ใช่มุสลิมก็ตาม ดังความที่ท่านมี วจนธรรมว่า :

اِتَّقُوا دَعْوَةَ الْمَظْلُوْمِ وَإِنْ كَانَ كَافِراً فَإِنَّهُ لَيْسَ دُوْنَهُ حِجَابٌ

“พวกท่านต้องระวังการวิงวอนขอของผู้ถูกกดขี่ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นผู้ปฏิเสธก็ตาม เพราะมันจะไม่มีม่านกำบังเลย”

วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม 2568 / 1 เชาว้าล 1446