ซูเราะฮ์อาลุอิมรอน อายะฮ์ที่ 31 สอนว่าความรักต่ออัลลอฮ์ต้องปรากฏผ่านการปฏิบัติตามท่านศาสดามุฮัมมัด พร้อมวางหลักการสร้างสังคมอิสลามด้วยการศึกษา ความร่วมมือ การเคารพภักดี และการดูแลเด็กกำพร้ากับผู้ด้อยโอกาส
ซูเราะฮ์อาลุอิมรอน อายะฮ์ที่ 31 : มุสลิมต้องปฏิบัติตามท่านศาสดาแห่งอิสลาม
قُلْ إِن كُنتُمْ تُحِبُّونَ اللَّـهَ فَاتَّبِعُونِي يُحْبِبْكُمُ اللَّـهُ وَيَغْفِرْ لَكُمْ ذُنُوبَكُمْ ۗ وَاللَّـهُ غَفُورٌ رَّحِيمٌ – آل عمران : 31
จงกล่าว (แก่พวกเขา) ว่า “หากพวกท่านรักอัลลอฮ์ ก็จงปฏิบัติตามฉัน[1] อัลลอฮ์ก็จะทรงรักพวกท่านและจะทรงนิรโทษกรรมบาปของพวกท่านให้แก่พวกท่าน, อัลลอฮ์คือผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยการให้นิรโทษกรรม ผู้ทรงกรุณาเสมอ”. (31)
การอยู่ร่วมกันและให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน
หนึ่ง ความร่วมไม้ร่วมมือกันในด้านการส่งเสริมให้สังคมมีจรรยาและมารยาที่ดีต่อกัน
สอง ความร่วมไม้ร่วมมือกันในด้านการส่งเสริมให้สังคม มีการเรียนรู้ และการสอนศาสนา
ท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ได้อธิบายให้เห็นถึงผลานิสงส์ (ษะวาบ) ของผู้ทำหน้าที่สอนสั่งผู้คนให้มีความเข้าใจในศาสนาและปฏิบัติตนตามหลักการศาสนาว่า พวกเขาจะได้รับรางวัลตอบแทนเป็น “การขออภัยโทษของผู้คนทั้งหลายแทนเขา” ดังวจนธรรมที่ว่า:
إِنَّهُ لَيَسْتَغْفِرُ لِلْعَالِمِ مَنْ فِي السَّمَاوَاتِ وَمَنْ فِي الْأَرْضِ حَتَّى الْحَيْتَان فِي الْبَحْرِ
“ผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและผืนแผ่นดินแม้กระทั่งฝูงปลาที่อยู่ในท้องทะเลต่างก็วอนขออภัยโทษให้ผู้รู้ (ครูอาจารย์สอนศาสนา)”
การให้ความร่วมมือและแสดงความร่วมมือร่วมมือในสังคมในประเด็นนี้ก็คือหากต้องการให้สังคมมุสลิมเป็นสังคมตามเจตนารมณ์ของอิสลามอย่างแท้จริง ในสังคมนั้นจะต้องมีการเรียนการสอน, ผู้รู้ (อาลิม) จะต้องสอนสั่งผู้ไม่รู้ (ญาฮิ้ล) และผู้ไม่รู้นั้นก็จะต้องให้ความร่วมมือในการเรียนรู้หลักการศาสนา แต่หากสังคมมุสลิมใดไม่มีการเรียนการสอนศาสนา หรือไม่มีการสอนสั่งจากผู้รู้ในหลักการศาสนา หรือผู้รู้ไม่ทำหน้าที่สอนสั่ง หรือผู้ไม่รู้ไม่ใส่ใจที่จะเรียนรู้ศาสนาละก็ สังคมนั้นก็จะยิ่งห่างไกลจากสังคมตามอุดมคติแบบอิสลาม ซึ่งในที่สุดสังคมที่ว่านี้ อาจไม่มีความแตกต่างจากสังคมผู้ปฏิเสธอิสลามเลยกว่าได้ และถ้าเลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือสังคมของคนที่นับถือศาสนาอื่นที่มิใช่อิสลามนั้น กลับตื่นตัวเรื่องการเรียนรู้ศาสนามากกว่าสังคมมุสลิม.
สาม ความร่วมไม้ร่วมมือกันในด้านการส่งเสริมให้สังคม มีการเคารพภักดี และปฏิบัติตนตามหลักการศาสนา
สังคมอิสลามเป็นสังคมที่ลักษณะอันโดดเด่นอยู่ที่มีหลักศรัทธาและหลักปฏิบัติควบคู่กันไป กล่าวคือ มีศรัทธาอย่างเดียวแต่ไร้ซึ่งการปฏิบัติก็ยังไม่ถือว่าเป็น “มุสลิมสมบูรณ์แบบ” และนั่นก็หมายความว่า ยากที่สังคมนั้นจะเป็นสังคมมุสลิมตามเจตนารมณ์ของศาสนาอิสลาม.
แม้กระทั่งในหลักปฏิบัติของศาสนาอิสลามก็ยังมีแนวปฏิบัติที่แสดงออกในเชิงปัจเจกและในเชิงสังคมควบคู่กันไปด้วย อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงคำสอนของอิสลามที่มุ่งเน้นให้มุสลิมทุกคนคำนึงถึง “ลักษณะของการมีส่วนร่วมทางสังคม” อย่างเช่น นอกเหนือจากการที่แต่ละคนจะต้องนมาซ 5 เวลาเป็นปัจเจกแล้ว แต่เมื่อมีผู้ใดผู้หนึ่งในสังคมมุสลิมเสียชีวิตลง ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นคนดีหรืออาจไม่ดีนักก็ตาม ผู้คนในสังคมก็จะต้องมีหน้าที่จัดการนมาซให้แก่มัยยิต และทำการฝังตามหลักการศาสนาให้เสร็จสิ้นตามหลักการ สมมติว่าไม่มีใครจัดการอาบน้ำแก่มัยยิต ห่อผ้ากะฝั่นให้มัยยิต นมาซให้มัยยิต และฝังมัยยิต สังคมโดยรวมก็จะตกอยู่ในสถานะ “ทำความผิดร่วมกัน” หรือจะเป็นกรณีนมาซวันศุกร์ ซึ่งได้รับการเน้นย้ำว่า คนในสังคมมุสลิมจะต้องมา “นมาซเป็นหมู่คณะ” (ญะมาอะฮ์) ร่วมกันที่มัสญิด นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงจุดเด่นของสังคมอิสลามที่มุสลิมทุกคนจะต้องรักษาไว้ให้ได้เพื่อทำให้สังคมมุสลิมที่เขาเป็นสมาชิกคนหนึ่งในสังคมนั้นเจริญรอยตามคำสอนของศาสนาอิสลามให้บรรลุสู่เป้าหมายของ “สังคมในอุดมคติแบบอิสลาม”
สี่ ความร่วมไม้ร่วมมือกันในด้านสภาพความเป็นอยู่ ของคนในสังคม
กล่าวคือ สังคมมุสลิมควรจะต้องมีการเสริมส่งกันให้คนในสังคมนั้นสามารถใช้ชีวิตและมีชีวิตอยู่ร่วมกันแบบช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เพราะในสังคมทั่วไปนั้นย่อมมีบุคคลอยู่หลายระดับและมีความแตกต่างกันตามสภาพความเป็นอยู่ สถานะทางสังคม และฐานะทางเศรษฐกิจ, สังคมมุสลิมก็มีสภาพเหล่านี้ มีทั้งมุสลิมที่ยากจนและมุสลิมที่ร่ำรวยหรือพอมีอันจะกัน และมุสลิมที่แข็งแรงและสุขภาพดีและมุสลิมที่เจ็บป่วย อีกทั้งยังมีเด็กหลายคนที่ไม่มีผู้ปกครองหรือไร้ซึ่งคนอุปการระเช่นเด็กกำพร้าเป็นต้น, กรณีเหล่านี้เป็นเรื่องที่มุสลิมทุกคนควรใส่ใจและพยายามแสดงความช่วยเหลือและเกื้อกูลกัน ไม่ให้เกิดช่องว่างมากนัก.
เป็นธรรมอยู่เองที่หากคนในสังคมยังหิวอยู่ก็ยากที่จะสอนให้พวกเขานั้นยึดมั่นในหลักการศาสนา แต่ก็มิใช่หมายความว่า คนรวยย่อมต้องมีศาสนามากกว่าคนจน เปล่าเลย, ทว่าในชีวิตความเป็นจริงของโลกนั้น เราต้องส่งเสริมให้เขามีทั้งศรัทธาและมีกินมีใช้ หากหลักการศาสนาในเรื่องการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และการแบ่งปันทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นลักษณะแบบบังคับให้แบ่งปัน (จ่ายทานบังคับ-ซะกาต-) หรือจะเป็นลักษณะแนะนำให้แบ่งปัน (จ่ายทานอาสา) หากยังไม่อาจนำมาใช้ให้เห็นผลได้ การพูดเรื่องศาสนาหรือแนวคิดทางศาสนาก็อาจเป็นเรื่องไกลตัวเกินไปสำหรับใครบางคน.
กลุ่มชนที่อิสลามให้ความสนใจเป็นพิเศษและเล็งเห็นผลว่า หากชนกลุ่มนี้ไม่ได้รับการดูแลจากสังคม อนาคตของพวกเขาก็ยากที่จะเป็นมุสลิมที่ดีได้ กลุ่มชนที่ว่านั้นก็คือ “เด็กกำพร้า”.
ในหลักธรรมคำสอนของอิสลามมีการพูดถึง “เด็กกำพร้า” ไว้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอบรมสั่งสอนเด็กกำพร้า การไม่เบียดบังทรัพย์สินของเด็กกำพร้า และต้องไม่ลิดรอนสิทธิ์ที่พวกเขาพึงมี อาทิ,
أَلَمْ يَجِدْكَ يَتِيمًا فَآوَىٰ . وَوَجَدَكَ ضَالًّا فَهَدَىٰ . وَوَجَدَكَ عَائِلًا فَأَغْنَىٰ . فَأَمَّا الْيَتِيمَ فَلَا تَقْهَرْ – الضحى : 6-٩
พระองค์มิได้ทรงพบเจ้าในสภาพเป็นเด็กกำพร้า แล้วพระองค์ก็ทรงให้ที่พักพิง หรอกหรือ ?. พระองค์ทรงพบเจ้าในสภาพที่หลงทาง (ด้วยตนเอง ยังไม่ได้รับการนำทาง) แล้วพระองค์ก็ทรงชี้นำทาง (มิใช่หรือ). และพระองค์ทรงพบเจ้าในสภาพเป็นผู้ขัดสน แล้วพระองค์ก็ทรงทำให้เจ้ามั่งมีขึ้น (มิใช่หรือ). (8) ฉะนั้น เจ้าก็อย่าได้เหยียดหยามเด็กกำพร้า. (อัฎฎุฮา / 6-9)
ในโองการนี้ อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ตรัสถึง “สภาพชีวิตจริง” ของท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ที่อยู่ในฐานะ “เด็กกำพร้า” คนหนึ่ง ซึ่งเราอาจได้รับความเข้าใจอัลกุรอานตามนัยยะจากโองการนี้ว่า มุสลิมทุกคนควรให้ความสนใจในประเด็นนี้ และจะต้องทำดีต่อ “เด็กกำพร้า” นั่นเอง
ส่วนในโองการแรกของซูเราะฮ์อัลมาอูนนั้น อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ทรงอธิบายถึงพฤติกรรมของบุคคลที่ละเลยและไม่สนใจในเรื่องราวของ “เด็กกำพร้า” ว่าเป็นพวกที่กล่าวหาว่า อิสลามโกหกเรื่อง “วันโลกหน้า” โดยที่พวกเขาไม่มีศรัทธาในเรื่องนี้ ดังความที่ว่า:
أَرَأَيْتَ الَّذِي يُكَذِّبُ بِالدِّينِ . فَذَٰلِكَ الَّذِي يَدُعُّ الْيَتِيمَ – الماعون : 1-٢
เจ้าได้เห็น (และรู้จัก) ผู้ซึ่งกล่าวหาวันตัดสิน (ว่าเป็นเท็จ) แล้วใช่ไหม ?. นั่นคือผู้ซึ่งผลักไสเด็กกำพร้า (อย่างรุนแรงและไม่สนใจใยดี) (อัลมาอูน / 1-2)
—
วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม่ 2568 / 15 มุฮัรร็อม 1447
- เชิงอรรถ
[1] ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซัลลัม).






