วันอาทิตย์ 18 ตุลาคม 2026
หน้าแรก สารธรรมจากธรรมาสน์ ซูเราะฮ์อาลุอิมรอน อายะฮ์ที่ 19 : จิตวิญญาณของทุกศาสนาและการน้อมสวามิภักดิ์ต่ออัลลอฮ์

ซูเราะฮ์อาลุอิมรอน อายะฮ์ที่ 19 : จิตวิญญาณของทุกศาสนาและการน้อมสวามิภักดิ์ต่ออัลลอฮ์

5

อัลกุรอานยืนยันว่า “อิสลาม” คือศาสนาที่ได้รับการยอมรับ ณ อัลลอฮ์ ซึ่งหมายถึงการน้อมสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ด้วยความเชื่อมั่น คำยืนยัน และการปฏิบัติ พร้อมอธิบายหลักการอยู่ร่วมกัน การบริจาค และความร่วมมือในสังคมตามแนวทางอัลกุรอาน

ซูเราะฮ์อาลุอิมรอน อายะฮ์ที่ 19 : จิตวิญญาณของทุกศาสนา

إِنَّ الدِّينَ عِندَ اللَّـهِ الْإِسْلَامُ ۗ وَمَا اخْتَلَفَ الَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ إِلَّا مِن بَعْدِ مَا جَاءَهُمُ الْعِلْمُ بَغْيًا بَيْنَهُمْ ۗ وَمَن يَكْفُرْ بِآيَاتِ اللَّـهِ فَإِنَّ اللَّـهَ سَرِيعُ الْحِسَابِ – آل عمران : ١٩

แท้จริงแล้วศาสนา (อันเป็นที่ยอมรับ) ณ อัลลอฮ์คืออิสลาม, บรรดาผู้ซึ่งได้รับคัมภีร์เกิดความขัดแย้งกันหลังจากที่ความรู้ได้มีมายังพวกเขาแล้ว อันเป็นการล่วงละเมิดในหมู่พวกเขา, และบุคคลใดปฏิเสธโองการทั้งหลายแห่งอัลลอฮ์ แท้จริงแล้วอัลลอฮ์คือผู้ทรงตรวจสอบรวดเร็ว. (อาลุอิมรอน / 19)

ในโองการนี้ อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงกล่าวถึงเรื่องจิตวิญญญาณของศาสนาที่ต้องมีอยู่ตลอดกาลสมัย ซึ่งก็คือการน้อมสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าและปฏิบัติตามทุกพระบัญชาใช้ของพระองค์, ศาสนาสุดท้ายหรือแนวทางคำสอนจากพระเจ้า พระผู้สร้าง และพระผู้อภิบาล ในลำดับสุดท้ายก็คือศาสนาที่นำมาประกาศโดยศาสดาท่านสุดท้าย มุฮัมมัด บินอับดุลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) นั้นมีความสมบูรณ์แบบที่สุดที่แสดงให้เห็นถึง “ตัวอย่างของการสวามิภักดิ์อันสมบูรรณ์แบบ” ด้วยเหตุนี้เองที่โองการนี้จึงได้ระบุว่า “ศาสนาอิสลามในปัจจุบัน” เป็นศาสนาที่ได้รับการรับรองจากอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ นั่นเอง

ท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีน อะลี บินอะบีฏอลิบ (อะลัยฮิสซะลาม) ได้กล่าวอธิบาย “ความเป็นอิสลามอันสมบูรณ์แบบ” ไว้ว่า หมายถึง

لَأَنْسِبَنَّ الْإِسْلَامَ نِسْبَةً لَمْ يَنْسِبْهَا أَحَدٌ قَبْلِي: اَلْإِسْلَامُ هُوَ التَّسْلِيْمُ وَاَلتَّسْلِيْمُ هُوَ الْيَقِيْنُ وَ الْيَقِيْنُ هُوَ التَّصْدِيْقُ وَالتَّصْدِيْقُ هُوَ الْإِقْرَارُ وَالْإِقْرَارُ هُوَ الْأَدَاءُ وَالْأَدَاءُ هُوَ الْعَمَلُ.

“ฉันจะกล่าวพาดพิงถึงอิสลามในแบบที่ไม่มีผู้ใดก่อนหน้าฉันเคยกล่าวถึงมาก่อน นั่นก็คือ อิสลามคือการน้อมสวามิภักดิ์ การน้อมสวามิภักดิ์คือความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นคือการยืนยันความสัจจริง การยืนยันความสัจจริงคือการตอกย้ำ การตอกย้ำคือการทำตามหน้าที่ และการทำตามหน้าที่คือการปฏิบัติตาม”

ซึ่งนั่นก็คือ การยอมสวามิภักดิ์โดยปราศจากซึ่งความเชื่อมั่นนั้น ย่อมเป็นการยอมสวามิภักดิ์แบบหูหนวกตาบอด, ความเชื่อมั่นย่อมต้องผ่านการแสวงหาความรู้และหาเหตุผล และยืนยันความเชื่อมั่นนั้นออกมา, เมื่อยืนยันสัจธรรมความเป็นจริงได้แล้ว ก็ต้องไม่ให้มันจำกัดอยู่แค่เพียงในหัวใจเท่านั้น จะต้องสำแดงมันออกมาด้วยคำพูด, การแสดงด้วยคำพูดออกมาโดยไม่มีการทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย มันก็จะเป็นเพียงลมปากเท่านั้น และในที่สุดก็ต้องสำแดงออกมาเป็นการปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างตามคำสอนของอิสลามนั่นเอง

การอยู่ร่วมกันและให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน

การอยู่ร่วมกันในสังคมแบบอิสลามและการให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมในเรื่องความเชื่อของมุสลิมและถือเป็นความจำเป็นหนึ่งที่ต้องปฏิบัติตามหลักการศาสนา มันคือระบอบทางจริยธรรมที่ดำเนินไปพร้อมกับความรัก ความผูกพัน การประสานสัมพันธ์ การเสียสละ และการปลุกจิตสำนึกร่วมกันให้ปฏิบัติตามหลักการศาสนาและพระบัญชาในพระเจ้า, การอยู่ร่วมกันในสังคมมิได้เป็นประเด็นในเรื่องระวังรักษาสิทธิในทางทรัพย์สินและวัตถุของมนุษย์ผู้ที่อยู่ในสังคมร่วมกันเท่านั้น แต่มันยังรวมความถึงการสำแดงออกทางการมีสำนึกด้านจิตวิญญาณ และมันมีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างแข็งแกร่งระว่างสังคมกับปัจเจก.

يَسْأَلُونَكَ مَاذَا يُنفِقُونَ ۖ قُلْ مَا أَنفَقْتُم مِّنْ خَيْرٍ فَلِلْوَالِدَيْنِ وَالْأَقْرَبِينَ وَالْيَتَامَىٰ وَالْمَسَاكِينِ وَابْنِ السَّبِيلِ ۗ وَمَا تَفْعَلُوا مِنْ خَيْرٍ فَإِنَّ اللَّـهَ بِهِ عَلِيمٌ – البقرة : ٢١٥

พวกเขาจะถามเจ้าว่า พวกเขาจะต้องใช้จ่าย[1] อย่างใดบ้าง จงบอก (พวกเขา) ว่า “สิ่งที่พวกท่านต้องใช้จ่าย (เพื่อการเลี้ยงดูหรือบริจาค) นั้นต้องเป็นสิ่งที่ดี (ไม่ว่าจะเป็นการกระทำหรือทรัพย์สิน) แก่บิดา-มารดา ญาติสนิท เด็กกำพร้า คนยากจนขัดสน และคนพลัดถิ่น”, สิ่งที่พวกเจ้ากระทำไปอันเป็นกุศลกรรมนั้น แท้จริงอัลลอฮ์คือผู้ทรงรับรู้สิ่งนั้น. (อัลบะก่อเราะฮ์ / 215)

وَأَنفِقُوا فِي سَبِيلِ اللَّـهِ وَلَا تُلْقُوا بِأَيْدِيكُمْ إِلَى التَّهْلُكَةِ ۛوَأَحْسِنُوا ۛ إِنَّ اللَّـهَ يُحِبُّ الْمُحْسِنِينَ –  البقرة : ١٩٥

พวกเจ้าจงบริจาค (ทรัพย์สิน) ไปในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์ [2] และอย่ายื่นมือของพวกเจ้าไปสู่ความหายนะ จงทำให้ดี[3] แท้จริงอัลลอฮ์ทรงโปรดบรรดาผู้ประพฤติดี. (อัลบะก่อเราะฮ์ / 195)

مَّثَلُ الَّذِينَ يُنفِقُونَ أَمْوَالَهُمْ فِي سَبِيلِ اللَّـهِ كَمَثَلِ حَبَّةٍ أَنبَتَتْ سَبْعَ سَنَابِلَ فِي كُلِّ سُنبُلَةٍ مِّائَةُ حَبَّةٍ ۗ وَاللَّـهُ يُضَاعِفُ لِمَن يَشَاءُ ۗ وَاللَّـهُ وَاسِعٌ عَلِيمٌ – ٢٦١

อุปมาผู้ซึ่งบริจาคทรัพย์สินของพวกเขาไปในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์ อุปมัยดังเช่นเมล็ดพันธุ์พืชหนึ่งเมล็ดที่แตกรวงออกเป็น 7 รวง (เช่น ข้าว) ในแต่ละรวงมีเมล็ดอีก 100 เมล็ด, อัลลอฮ์ทรงเพิ่มพูนให้อีกหลายเท่าแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์, อัลลอฮ์คือผู้ทรง (มีอำนาจและความการุณย์) แผ่ไพศาล ผู้ทรงรอบรู้. (261) (อัลบะก่อเราะฮ์ / 261)

الَّذِينَ يُنفِقُونَ أَمْوَالَهُمْ فِي سَبِيلِ اللَّـهِ ثُمَّ لَا يُتْبِعُونَ مَا أَنفَقُوا مَنًّا وَلَا أَذًى ۙ لَّهُمْ أَجْرُهُمْ عِندَ رَبِّهِمْ وَلَا خَوْفٌ عَلَيْهِمْ وَلَا هُمْ يَحْزَنُونَ – ٢٦٢

บรรดาผู้ซึ่งบริจาคทรัพย์สินของพวกเขาไปในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์ แล้วก็ไม่ตามติดสิ่งที่พวกเขาได้บริจาคไปในลักษณะเป็นการลำเลิกบุญคุณ และไม่สร้างความเดือดร้อน (แก่ผู้รับ) พวกเขาจะได้รับรางวัลของพวกเขาที่อยู่ ณ พระผู้อภิบาลของพวกเขา ไม่มีความหวาดกลัวใดเกิดกับ    พวกเขา และพวกเขาจะไม่ทุกข์ระทม (อัลบะก่อเราะฮ์ / 262)

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا أَنفِقُوا مِن طَيِّبَاتِ مَا كَسَبْتُمْ وَمِمَّا أَخْرَجْنَا لَكُم مِّنَ الْأَرْضِ ۖ وَلَا تَيَمَّمُوا الْخَبِيثَ مِنْهُ تُنفِقُونَ وَلَسْتُم بِآخِذِيهِ إِلَّا أَن تُغْمِضُوا فِيهِ ۚ وَاعْلَمُوا أَنَّ اللَّـهَ غَنِيٌّ حَمِيدٌ ﴿٢٦٧﴾

บรรดาผู้มีศรัทธาเอ๋ย จงบริจาคทานจากสิ่งที่ดีที่พวกเจ้าขวนขวายหามาได้ และจากสิ่งที่เราได้ให้มันงอกเงยมาจากพื้นดินสำหรับพวกเจ้า และพวกเจ้าอย่าได้มีเจตนาที่จะบริจาคสิ่งที่ไม่ดี โดยที่พวกเจ้า (เอง) ก็ยังไม่ (ต้องการ) รับสิ่งนั้นไว้ นอกจากต้องปิดตารับ จงรับรู้ไว้ด้วยว่า แท้จริงแล้วอัลลอฮ์คือผู้ทรงมั่งมี ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ. (อัลบะก่อเราะฮ์ / 267)

สรุปสารธรรมจากโองการดังกล่าว

1) การบริจาคทรัพย์สินไปในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา นั้น เป็นการงานอันชอบให้กระทำตามหลักคติธรรมของอิสลาม

2) ทรัพย์สินที่นำมาบริจาคนั้นควรเป็นทรัพย์สินที่ดี มีคุณภาพ และสามารถใช้งานได้ ต้องไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้จนเสื่อมสภาพแล้ว

3) ทรัพย์สินที่นำมาบริจาคนั้น หากมันเกิดมาจากน้ำพักน้ำแรงของเรา ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะมันออกมาจากความต้องการของเขาผู้นั้นในทรัพย์สินนั้น แต่เขายินดีและพร้อมที่จะนำมามันมาบริจาคเพื่อความแข็งแกร่งในสังคมของมุสลิม

4) การบริจาคทรัพย์สินที่ว่านั้น อาจมาในรูปของการเลี้ยงดูตามภาระ หน้าที่ที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะกระทำต่อบุพการีหรือผู้ที่เราต้องเลี้ยงดูและอุปถัมภ์ และมั่นใจได้ว่า นั่นเป็นกุศลกรรมที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ จะทรงตอบแทนผู้กระทำการงานนั้นอย่างแน่นอน

5) ผลบุญหรือผลานิสงส์ที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ จะทรงตอบแทนให้กับ “ผู้บริจาคไปในวิถีทางแห่งอัลลออฮ์” นั้น จะมีมูลค่าทบเท่าทวีคุณ

6) สิ่งที่ “ผู้บริจาคไปในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์” ต้องระมัดระวังในการบริจาคทานของตนหรือช่วยเหลืองานศาสนาในฐานะจิตอาสาเพื่อศาสนา ก็คือ ต้องมีเจตนาอันบริสุทธิ์ ไม่สร้างเงื่อนไขในการบริจาคทาน ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้รับ และต้องไม่มีลักษณะของการลำเลิกบุญคุณเมื่อได้บริจาคทานไปแล้ว

ชนิดของความร่วมไม้ร่วมมือกันในสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม

หนึ่ง ความร่วมไม้ร่วมมือกันในด้านการส่งเสริมให้สังคมมีจรรยาและมารยาที่ดีต่อกัน

นั่นก็คือการเสริมสร้างและส่งเสริมให้สังคมมุสลิมมีแต่ความรัก ความเห็นอกเห็นใจกัน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความอนาทรต่อกัน และพร้อมจะมีชีวิตอยู่ร่วมกันให้สังคมให้เกิดสันติสุข

ลักษณะของการแสดงออกที่มีส่วนเสริมสร้างและส่งเสริมให้เกิดสภาพการณ์เหล่านั้นในสังคมก็คือ คนในสังคมต้องรู้สึกมีความสุข ริ่นเริง และยินดี ในสิ่งอันเป็นความสุขของผู้อื่นด้วย ในขณะเดียวกันต้องรับรู้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดและสูญเสียของบุคคลหนึ่งบุคคลใดในสังคมนั้นเมื่อเขาต้องเผชิญกับสภาวะดังกล่าว ต้องแสดงออกทางความรู้สึกว่า เราอยากมีส่วนแบ่งเบาความเจ็บปวดที่ว่านั้น และแสดงความปรารถนาดีให้เขารับรู้, ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ได้มีวจนธรรมอันเป็นการสอนสั่งพวกเรามุสลิมให้มีสำนึกในเรื่องนี้ว่า:

لَا يُؤْمِنُ أَحَدُكُمْ حَتَّى يُحِبُّ لِأَخِيْهِ مَا يُحِبُّ لِنَفْسِهِ. [4]

“คนใดในหมู่พวกท่านจะยังไม่มีศรัทธา (อันสมบูรณ์) จนกว่า เขาจะมอบความรักแก่พี่น้อง (มุสลิม) ของเขา (ให้ได้รับ) ในสิ่งที่เขาก็มีความรักชอบพอที่จะให้มันเกิดกับตัวเขาเช่นกัน”

—

วันศุกร์ที่ 25 เมษายน 2568 / 26 เชาว้าล 1446

  • เชิงอรรถ

[1] ทรัพย์สินหรือทำกุศลกรรมอื่นในรูปการเลี้ยงดูหรือการบริจาคทาน.

[2] เช่น ในเรื่องการต่อสู้.

[3] ทั้งในการต่อสู้และไม่ต่อสู้.

[4] منية المريد، الشهيد الثاني، ص19.