ข้อกล่าวหาว่า “ชีอะฮ์ประณามศ่อฮาบะฮ์” และมองว่าศ่อฮาบะฮ์จำนวนมากเป็นผู้ละทิ้งศาสนา เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน บทความนี้ชวนทำความเข้าใจทัศนะของชีอะฮ์ต่อศ่อฮาบะฮ์ โดยพิจารณาจากแนวคิดเรื่องความเที่ยงธรรมของศ่อฮาบะฮ์ พร้อมหลักฐานจากอัลกุรอานและอัลฮะดีษ เพื่อแยกแยะระหว่างการรายงานข้อเท็จจริงกับการประณามศ่อฮาบะฮ์โดยรวม
ถามเพื่อหาความจริง : แนวความคิดของชีอะฮ์ที่สร้างความสับสนและเกิดการต่อต้านจากพี่น้องมุสลิมกลุ่มใหญ่ก็คือ “ชีอะฮ์ประณามศ่อฮาบะฮ์ (สหายธรรม) และยังใส่ร้ายว่าหลายต่อหลายคนเป็นผู้ออกนอกอิสลาม (มุ้รตัด) ไปแล้ว”, ความจริงคืออะไร ?
ตอบเพื่อให้ได้ความจริง : ก่อนที่จะตอบคำถามที่ดูเหมือนเป็น “ข้อกล่าวหา” ที่มีมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์ของสังคมมุสลิมที่ส่งผลในทางกลับกันก็คือ มีพี่น้องมุสลิมกลุ่มหนึ่งกล่าวหามายังพี่น้องมุสลิมชีอะฮ์ว่า “พวกเขามิใช่มุสลิมเพราะมีการประณามศ่อฮาบะฮ์”, ขออนุญาตกล่าวบทนำสัก 2-3 เรื่อง ก่อนเข้าสู่เนื้อหาคำตอบดังนี้.
1. ‘ศ่อฮาบะฮ์’ ของท่านร่อซูลุลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) มีจำนวนประมาณ 1 แสนคน ซึ่งมีอยู่ 15,000 คนที่ได้รับการบันทึกชื่อในตำราประวัติศาสตร์ นั่นหมายความว่า มี ‘ศ่อฮาบะฮ์’ อีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อเสียงเรียงนาม และแทบจะไม่เป็นที่รู้จัก แต่อันเนื่อง จากในตำราวิชาการด้านประวัติศาสตร์ได้ระบุคุณสมบัติของบุคคลที่จะได้ชื่อว่าเป็น ‘ศ่อฮาบะฮ์’ ของท่านร่อซูลุลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ก็คือ “เกิดในสมัยที่ท่านศาสดายังมีชีวิตอยู่” นี่จึงเป็นคำตอบว่า ทำไมผู้ที่อยู่ในฐานะ ‘ศ่อฮาบะฮ์’ ส่วนมากของท่านจึงไม่ได้รับการกล่าวถึง, จากข้อกล่าวหาดังกล่าว ชวนให้เกิดการตั้งคำถามว่า “ชีอะฮ์ได้กล่าวหาศ่อฮาบะฮ์ทั้งหมด กระนั้นหรือ ?” ซึ่งน่าจะเป็นไปไม่ได้, อีกประการหนึ่ง ถ้าชีอะฮ์กล่าวหา ‘ศ่อฮาบะฮ์’ ทั้งหมด แล้ว ‘ศ่อฮาบะฮ์’ ชั้นผู้ใหญ่ของท่านร่อซูลุลลอฮ์ (ศ็อล ลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ที่เป็นผู้ติดตามท่านอิมามอะลี (อะลัยฮิส ซะลาม) ก็อยู่ในกลุ่มผู้ถูกประณามจากชีอะฮ์ด้วย อย่างนั้นหรือ ? ซึ่งก็น่าจะเป็นไปไม่ได้อีก แต่ถ้ามีการกล่าวประณามจริงสำหรับ ‘ศ่อฮาบะฮ์’ บางคนนั้น ข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร ? ‘ศ่อฮาบะฮ์’ คนนั้น สมควรถูกประณามหรือไม่อย่างไร ? หรือไม่มีสิทธิ์ประณามศ่อฮาบะฮ์ ไม่ว่ากรณีใดเป็นอันขาด ? ต้องมีคำตอบตามหลักการศาสนาให้ไว้อย่างแน่นอน, ดังที่เกริ่นเอาไว้แต่เริ่มแรกแล้วว่าเป็น “ข้อกล่าวหา” ก็เพราะว่า ในเรื่องเหล่านี้มีข้อเท็จจริงที่ต้องเรียนรู้อีกมากมาย จึงไม่สมควรที่จะใช้ความอคติและเหมารวมว่า “ชีอะฮ์กระทำการล่วงละเมิดศ่อฮาบะฮ์ซึ่งเป็นความผิดขั้นร้ายแรงถึงขั้นไม่ยอมรับความเป็นมุสลิมของ พวกเขา”.
2. มี ‘ศ่อฮาบะฮ์’ มากมายที่อยู่ในกลุ่มของบุคคลที่เสียสละชีวิตในวิถี ทางอันถูกต้องของอิสลาม ร่วมปกป้องศาสนาและแนวความเชื่ออันถูกต้องของตนเองไว้ถึงแม้จะถูกทำทารุณกรรมถึงขั้นเสียชีวิต อาทิเช่น ท่านยาซิรและภริยาของท่าน ซุมัยยะฮ์ ที่ถูกทำทารุณกรรมจนเสียชีวิต เพราะการยืนหยัดความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว, ยังมี ‘ศ่อฮาบะฮ์’ อีกมากมายที่เสียชีวิตไปในสงครามระหว่าง “ผู้ศรัทธาอิสลาม” กับ “ผู้ปฏิเสธศรัทธาและเป็นศัตรูอิสลาม” ในสมรภูมิบะดัร อุฮุด อะห์ซาบ เป็นต้น ยังมี ‘ศ่อฮาบะฮ์’ ชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นเสาหลักของอิสลามอยู่ในฐานะ “ซัยยิดุชชุฮะดาอ์” (นายของบรรดาผู้พลีตน) ก็คือ ท่านฮัมซะฮ์ บินอับดุลมุฏฏ่อลิบ, บุคคลเหล่านี้นะหรือที่ได้รับการประณามจากชีอะฮ์ตาม “ข้อกล่าวหา” ข้างต้น ถ้าเป็นเช่นนั้น ชีอะฮ์ก็ไม่สมควรจะได้รับการขนานนามว่าเป็นมุสลิม ?
แต่ทว่า เรื่องนี้มีเงื่อนปมในประวัติศาสตร์ที่ส่งผลต่อ “ความรู้สึกแห่งความเป็นพี่น้องในอิสลาม” ระหว่าง “ชีอะฮ์” กับ “ซุนนี” และยิ่งได้รับการตอกลิ่มจากแนวคิดนอกรีตอย่างเช่น “วะฮาบี” หรือ “ซะละฟีตกขอบ” ที่พยายามทำลายแนวคิดอื่นทั้งหมด แล้วอุปโลกน์ตนเองว่า “อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง” จะอ้างว่าเป็น “ซะลัฟผู้ทรงธรรม” หรืออย่างไรก็ตาม ความจริงต้องถูกเปิดเผยในเร็ววัน เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงว่า “ชีอะฮ์” ถือว่า “พี่น้องมุสลิมในมัษฮับอื่น” ก็เป็น “พี่น้องมุสลิมคนหนึ่ง” ของพวกเขา ถึงแม้จะมีคนบางกลุ่มพยายามจะตอกลิ่มให้เกิดความขัดแย้ง แล้วเหมารวมว่า “ชีอะฮ์” มิใช่ “มุสลิม” ก็ตาม.
3. ก่อนที่จะหาคำตอบอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ ขอย้อนรอยให้พี่น้องมุสลิมหรือผู้สนใจรับทราบว่า แนวคิดในเรื่องการกล่าวหาว่า อีกกลุ่มหนึ่งเป็น ผู้ปฏิเสธอิสลาม หรือที่เรียกว่า “ตักฟีร” นี้ มิใช่เกิดจากการกล่าวหาของชีอะฮ์ที่มีต่อ ‘ศ่อฮาบะฮ์’ (ตามคำกล่าวอ้างข้างต้น) เพียงฝ่ายเดียว ยังมีการพูดถึงการเป็นผู้สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม (อิรติดาด) ของ ‘ศ่อฮาบะฮ์’ บางคนที่ถูกบันทึกอยู่ในตำราที่มีชื่อเสียงอย่างเช่น “ญามิอุ้ลอุศูล” ของอิบนุอะษีร ซึ่งฮะดีษเหล่านี้ยังมีปรากฏในตำราฮะดีษที่น่าเชื่อถือที่สุดของพี่น้องอะฮ์ลุซซุนะฮ์ เช่น ศ่อเฮียะห์บุคอรี ศ่อเฮียะห์มุสลิม เป็นต้น, ท่านผู้ใดสนใจสามารถหาอ่านได้จากตำราเหล่านี้ แต่เพื่อความเข้าใจในเบื้องต้น ขอยกตัวอย่างฮะดีษเหล่านี้ให้ได้พิจารณากัน แต่ขอเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เรามิได้ปรารถนาให้เกิดการสาดโคลนกันไปมา อันจะยิ่งสร้างรอยร้าวทางประวัติศาสตร์ตกทอดไปยังลูกหลานอีกสืบไป แต่เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้, ก็ขอทำความเข้าใจในประเด็นที่แคบที่สุด และไม่ต้องการให้เกิดการขยายตัวในมุมกว้างต่อไป โดยเน้นในเรื่องการแสวงหาข้อเท็จจริง ที่ปราศจากอคติและการถือพรรคถือพวกอย่างไม่ลืมหู ลืมตา (ตะอัศศุบ), ขออัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้โปรดชี้นำทางข้าพระองค์และนักวิชาการอิสลามผู้รักความเป็นธรรมและรังเกียจการประณามหยามเหยียดกันและกัน ได้ทำหน้าที่ของพวกเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างสมบูรณ์แบบด้วยเทอญ…อามีน
ท่านอะนัส บินมาลิก ได้รายงานว่า: ท่านร่อซูลุลลอฮ์ได้กล่าวว่า
لَيَرِدَنَّ عَلَيَّ الْحَوْضَ رِجَالٌ مِمَّنْ صَاحَبَنِيْ حَتَّى إِذَا رَأَيْتُهُمْ وَرُفِعُوا إِلَيَّ اِخْتَلَجُوْا دُوْنِي فَلَأَقُوْلَنَّ أَي رَبِّي أَصْحَابِي، أَصْحَابِي، فَيُقَالُنَّ لِيْ إِنَّكَ لَا تَدْرِيْ مَا أَحْدَثُوا بَعْدَكَ
“มีผู้คนกลุ่มหนึ่งที่เคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับฉัน-เป็นศ่อฮาบะฮ์ของท่าน- เดินทางมาหาฉัน ณ บริเวณสระน้ำ (อัลเกาษัร) จนกระทั่งเมื่อฉันเห็น พวกเขา พวกเขาถูกนำตัวมาเสนอให้ฉัน (รับรอง), ทันใดนั้นเอง พวกเขาก็ถูกนำตัวเบี่ยงไปทางอื่นไกลจากฉัน, ฉันพูดว่า โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ ศ่อฮาบะฮ์ของข้าพระองค์ล่ะ ศ่อฮาบะฮ์ของข้าพระองค์ล่ะ ? มีพระสุรเสียงตอบกลับมายังฉันว่า เจ้าไม่รู้หรอกว่า พวกเขาได้ทำอะไรไว้บ้างหลังจากเจ้า (จากไป)”
4.เรื่องที่เป็นประเด็นต่อเนื่องในเรื่องนี้ก็คือ “ความเที่ยงธรรมของ ศ่อฮาบะฮ์”, นั่นหมายความว่า พี่น้องอะฮ์ลุซซุนนะฮ์เชื่อว่า “ศ่อฮาบะฮ์ทุกคนมีความเที่ยงธรรม” แต่พี่น้องมุสลิมชีอะฮ์กลับกล่าวว่า “ศ่อฮาบะฮ์บางคนไม่มีความเที่ยงธรรม”, จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของ “ข้อกล่าวหา”ดังกล่าว.
คำตอบของเราชีอะฮ์ ผู้ปฏิบัติตามแนวทางของอะฮ์ลุลบัยต์ ขอเริ่มที่ เรามีหลักฐานตามกฎเกณฑ์ศาสนาที่จะยืนยันว่า “ไม่ใช่ศ่อฮาบะฮ์ทุกคนที่จะมีคุณสมบัติแห่งความเที่ยงธรรมอันละเมิดมิได้” แต่การที่จะประณามหยามเหยียดกันว่า ‘ศ่อฮาบะฮ์’ คนนั้น ออกนอกหลักการศาสนาหรือไม่อย่างไรนั้น ไม่ใช่หน้าที่ของเรา และเพื่อกันไม่ให้สังคมแตกแยกไปมากกว่านี้ อุละมาอ์ ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตของชีอะฮ์ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่อนุญาตให้ประณามศ่อฮาบะฮ์” แต่ “การพูดข้อเท็จจริงตามหลักฐานที่ปรากฏในอัลกุรอาน อัล ฮะดีษ และอัซซุนนะฮ์” มิใช่ “การประณาม” ตามความเข้าใจของผู้รักความเป็นธรรมและความจริง (ขอให้พี่น้องมุสลิมได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง).
ต้นตอของปัญหาการประณามกันในเรื่องนี้ก็คือ “ความเชื่อที่มีต่อบรรดาศ่อฮาบะฮ์” มีความต่างกันระหว่างพี่น้องอะฮ์ลุสซุนนะฮ์และพี่น้องชีอะฮ์ อันส่งผลให้เกิดคำถามตามมาก็คือ,
บุคคลที่ได้พบท่านร่อซูลุลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซัลลัม) ทุกคนเป็นผู้มีความเที่ยงธรรมและมีผลงานที่ดีมีคุณธรรมจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ?
หรือบางคนเป็นผู้มีความเที่ยงธรรมและรักษากฎเกณฑ์แห่งอิสลามตราบจนชีวิตหาไม่ แต่บางคนกลับปฏิบัติตามความต้องการและความปรารถนาส่วนตนอันส่งผลให้เกิดความยุ่งเหยิงสับสนในสังคมอิสลาม ซึ่งบุคคลเหล่านี้ก็ต้องได้รับผลตอบแทนตามที่พวกเขาได้ทำไว้เหมือนกับมุสลิมทุกคน ใช่หรือไม่ ?
อะฮ์ลุสซุนนะฮ์เชื่อว่า ทุกคนที่ได้พบท่านร่อซูลุลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซัลลัม) ถือได้ว่า เป็นผู้มีความเที่ยงธรรม ไม่มีสภาพแห่งการทำผิดและสภาพฝ่าฝืนปรากฏในหมู่พวกเขา แต่ผู้ที่ตามมาหลังจากนั้นแบ่งออกเป็นสองกลุ่มมีทั้งผู้มีความเที่ยงธรรมและผู้ฝ่าฝืน หรือคนดีและคนไม่ดี
แต่ชีอะฮ์หรือผู้ปฏิบัติตามแนวทางของอะฮ์ลุลบัยต์ (ในบทความต่อไปจะใช้คำว่า “ผู้ปฏิบัติตามแนวทางของอะฮ์ลุลบัยต์” แทนคำว่า “ชีอะฮ์”) กลับเชื่อในทางตรงกันข้าม กล่าวคือ พวกเขาเชื่อว่า เพียงการพบเจอท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ไม่อาจสร้างความน่าเชื่อถือถึงขั้นเป็น “ผู้มีความเที่ยงธรรมและไม่ทำผิดได้” มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของเขาเหล่านั้น ทั้ง และกลุ่มชนหลังจากนั้นก็อยู่ในสถานะเดียวกัน
ขออนุญาตยกหลักฐานประกอบในเรื่องนี้พอเป็นสังเขปดังต่อไปนี้:
หนึ่ง
อัลกุรอานได้กล่าวถึง ‘ศ่อฮาบะฮ์’ บางคนว่ามีลักษณะเป็น ‘ฟาซิก’ (ผู้ละเมิด) ดังในอายะฮ์ที่ 6 ซูเราะฮ์ อัลฮุญุรอต ดังนี้:
يَا أَيُّهَا الَّذِيْنَ آمَنُوْا إِنْ جَاءَكُمْ فَاسِقٌ بِنَبَإٍ فَتَبَيَّنُوا أَنْ تُصِيْبُوا قَوْمًا بِجَهَالَةٍ فَتُصْبِحُوا عَلَى مَا فَعَلْتُمْ نَادِمِيْنَ – الحجرات : 6
บรรดาผู้มีศรัทธาเอ๋ย หากมีผู้ละเมิดคนหนึ่งมาหาพวกเจ้าพร้อมนำข่าวคราวหนึ่งมา ก็ให้พวกเจ้าตรวจสอบให้ดี (เสียก่อน) ที่พวกเจ้าจะทำเรื่องโง่เขลาให้ประสบกับชนกลุ่มหนึ่ง แล้วพวกเจ้าก็จะกลายเป็นพวกที่เสียใจต่อสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไปแล้ว. (อัลฮุญุรอต / 6)
เป็นที่รับทราบกันดีว่า ผู้ละเมิด ในอายะฮ์นี้ก็คือ ‘ศ่อฮาบะฮ์’ คนหนึ่ง ซึ่งได้กระทำการปล่อยข่าวลือในปี ฮ.ศ. 6, นักอรรถาธิบายอัลกุรอานและนักประวัติศาสตร์พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาคือ “วะลีด บินอะก่อบะฮ์”.
สอง
หรือในอายะฮ์ที่ 11 ซูเราะฮ์ อัลญุมุอะฮ์ ได้มีการกล่าวตำหนิคนกลุ่มหนึ่งที่สนใจเพียงการค้าขาย โดยทิ้งการนมาซและการฟังคุฏบะฮ์ (เทศนาธรรม) ของท่านร่อซูลุลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ดังที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า:
وَإِذَا رَأَوْ تِجَارَةً أَوْ لَهْوًا انْفَضُّوا إِلَيْهَا وَتَرَكُوْكَ قَائِمًا قُلْ مَا عِنْدَ اللهِ خَيْرٌ مِنَ اللَّهْوِ وَمِنَ التِّجَارَةِ وَاللهُ خَيْرٌ الرَّازِقِيْنَ – الجمعة : 11
แต่เมื่อพวกเขาเห็นการค้าขายหรือสิ่งไร้สาระนั้น พวกเขาแตกตื่นไปยังสิ่งนั้นและทิ้งเจ้าให้ยืนอยู่คนเดียว จงกล่าว (ไปว่า) “สิ่งที่อยู่ ณ อัลลอฮ์นั้นดียิ่งกว่าสิ่งไร้สาระและการค้าขายนั้น อัลลอฮ์คือผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพที่ดีที่สุด”. (อัลญุมุอะฮ์ / 11)
สาม มีรายงานเรื่องราวศาสนา (ริวายะฮ์) จากท่านร่อซูลุลลอฮ์ (ศ็อล ลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ที่เรียกผู้สังหารท่านอัมมาร บุตรของท่าน ยาซิร (ชะฮีดคนแรกในอิสลาม) ว่าเป็น “กลุ่มชนผู้ล่วงละเมิด” ดังที่ท่านกล่าวแก่ท่านอัมมารว่า:
تَقْتُلُكَ الْفِئَةُ الْبَاغِيَةُ
“กลุ่มชนผู้ล่วงละเมิดจะสังหารท่าน”
อย่างไรก็ตาม อาจมีความเห็นแย้งว่า มีอายะฮ์อัลกุรอานที่กล่าวสรรเสริญคุณงามความดีของ ‘ศ่อฮาบะฮ์’ ดังในซูเราะฮ์อัลฟัตห์ อายะฮ์ที่ 18 ดังที่จะกล่าวต่อไปนั้น ไม่เป็นการขัดแย้งกันเองระหว่าง “อัลกุรอาน” ด้วยกัน หรือ “อัลกุรอาน” ขัดแย้งกับ “อัลฮะดีษ” หรือ “ริวายะฮ์” หรืออย่างไร ?
คำตอบของเราก็คือ การสรรเสริญและความพึงพอใจของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ในอายะฮ์นี้เป็นการสรรเสริญและการแสดงความพอพระทัยของพระองค์ในขณะประทานอายะฮ์นี้ลงมา มิใช่ครอบคลุมถึงการใช้ชีวิตที่เหลือของพวกเขาทั้งหมด, การที่จะพิจารณาพฤติกรรมของคนใดคนหนึ่งนั้น เราไม่อาจอ้างบางช่วงบางตอนของชีวิตเขาได้ เราจะต้องตรวจสอบชีวิตทั้งชีวิตของเขา มิใช่หรือ ? ขอให้พิจารณาดูอายะฮ์ดังกล่าวต่อไปนี้:
لَّقَدْ رَضِيَ اللَّـهُ عَنِ الْمُؤْمِنِينَ إِذْ يُبَايِعُونَكَ تَحْتَ الشَّجَرَةِ فَعَلِمَ مَا فِي قُلُوبِهِمْ فَأَنزَلَ السَّكِينَةَ عَلَيْهِمْ وَأَثَابَهُمْ فَتْحًا قَرِيبًا – الفتح : 18
อัลลอฮ์ทรงพึงพอพระทัยบรรดาผู้ศรัทธาเมื่อพวกเขาได้ให้สัตยาบันต่อเจ้าใต้ต้นไม้นั้น พระองค์ทรงรับรู้สิ่งที่อยู่ในหัวใจของพวกเขา แล้วพระองค์ก็ทรงประทานความสงบมั่นลงมาแก่พวกเขาและทรงตอบแทนพวกเขาให้ได้รับชัยชนะอันใกล้นี้. (อัลฟัตห์ / 18)
เมื่อพิจารณาอายะฮ์ดังกล่าวอย่างละเอียดแล้วจะพบว่า ห้วงเวลาแห่งความพึงพอพระทัยของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอา ที่มีต่อพวกเขา (ศ่อฮาบะฮ์) นั้นเป็นห้วงเวลาพิเศษและเฉพาะกาล ซึ่งก็คือ “ห้วงเวลาแห่งการมอบสัตยาบัน” (บัยอะฮ์) ให้แก่ท่านศาสดาแห่งอิสลาม มิใช่ตลอดช่วงอายุขัยของพวกเขา ถึงแม้จะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ยืนหยัดใน “บัยอะฮ์” เหล่านั้น (ขอพิจารณาให้ดี), เพราะพระองค์ตรัสว่า “เมื่อพวกเขาได้ให้สัตยาบันต่อเจ้า” ฉะนั้น หากพบการเปลี่ยนแปลงภายหลังจากนั้น เราจึงไม่อาจสรุปว่า พวกเขายังคงได้รับความพึงพอพระทัยของอัลลอฮ์ ซุบอานะฮูวะตะอาลา อยู่ ใช่หรือไม่ ?
ยิ่งไปกว่านั้น ‘ศ่อฮาบะฮ์’ ที่ให้การบัยอะฮ์ในวันนั้นมีจำนวนประมาณ 1,400 คน มิใช่ 15,000 คน ที่ได้รับการป่าวประกาศว่าต้องได้รับการปกป้องจาก “การประณามของชีอะฮ์” ที่เป็นเพียง “ข้อกล่าวหา” ที่ไร้ซึ่งหลักฐานและเหตุผล.
ขอให้พิจารณาอายะฮ์ท้ายของซูเราะฮ์นี้ที่ตรัสว่า:
مُحَمَّدٌ رَسُوْلُ اللهِ وَالَّذِيْنَ مَعَهُ أَشِدَّاءُ عَلَى الكُفَّارِ رُحَمَاءُ بَيْنَهُمْ تَرَاهُمْ رُكَّعًا سُجَّدًا يَبْتَغُوْنَ فَضْلًا مِنَ اللهِ وَرِضْوَانًا سِيْمَاهُمْ فِي وُجُوْهِهِمْ مِنْ أَثَرِ السُّجُوْدِ ذَلِكَ مَثَلُهُمْ فِي التَّوْرَاتِ وَمَثَلُهُمْ فِي الإِنْجِيْلِ كَزَرْعٍ أَخْرَجَ شَطْأَهُ فَآزَرَهُ فَاسْتَغْلَظَ فَاسْتَوَى عَلَى سُوْقِهِ يُعْجِبُ الزُّرَّاعَ لِيَغِيْظَ بِهِمُ الْكُفَّارَ وَعَدَ اللهُ الَّذِيْنَ آمَنُوْا وَعَمِلُوْا الصَّالِحَاتِ مِنْهُمْ مَغْفِرَةً وَأَجْرًا عَظِيْمًا – الفتح : 29
มุฮัมมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮ์ บรรดาผู้ซึ่งอยู่ร่วมกับเขานั้น (มีคุณลักษณะ) แข็งกร้าวต่อบรรดาผู้ปฏิเสธ (แต่) มีเมตตากรุณาในระหว่างพวกเขา, เจ้าเห็นพวกเขาก้มรุกัวะอ์ กราบกรานซุญูด (โดย) พวกเขาแสวงหาความเกื้อกูลจากอัลลอฮ์และความพึงพอพระทัย (จากพระองค์), เอกลักษณ์ของพวกเขาอันมาจากร่องรอยการกราบกรานซุญูดอยู่บนใบหน้าของพวกเขา, อัตลักษณ์ของพวกเขาเช่นนี้ปรากฏอยู่ในคัมภีร์เตารอตและคัมภีร์อินญีล (เช่นกัน), (อุปมาบรรดาผู้ศรัทธา) อุปมัยดังเมล็ดพันธุ์ที่แตกหน่อออกมา แล้วเมื่อมีการบำรุงมันก็แข็งแรงขึ้น แล้วมันก็ชูช่อบนลำต้นของมัน (ซึ่ง) มันได้สร้างความตื่นตาตื่นใจต่อผู้เพาะปลูก เพื่อทำให้ผู้ปฏิเสธโกรธเคือง อัลลอฮ์ทรงให้สัญญาต่อบรรดาผู้มีศรัทธาและปฏิบัติคุณธรรมความดีในหมู่พวกเขาบางคนเรื่อง (ที่ว่าพวกเขาจะได้รับ) การได้รับอภัยโทษและรางวัลอันมหาศาล. (อัลฟัตห์ / 29)
ตอนท้ายของซูเราะฮ์นี้ถึงแม้จะพูดถึง “คุณสมบัติอันพึงประสงค์ของการเป็นศ่อฮาบะฮ์ที่ได้รับความพึงพอพระทัยของอัลลอฮ์” ซึ่งผู้ปฏิบัติตามแนวทางของอะฮ์ลุลบัยต์ก็เชื่อตามนั้นด้วย, แต่ตอนท้ายของอายะฮ์นี้สังเกตให้ดีจะพบว่า อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า รางวัลตอบแทนที่จะได้รับนั้นจะเกิดขึ้นกับ “บางคนในหมู่พวกเขา” (مِنْهُم) มิใช่ “พวกเขาทั้งหมด”.
กล่าวโดยสรุปอีกครั้ง เราผู้ปฏิบัติตามแนวทางของอะฮ์ลุลบัยต์ มิได้มีเจตนาลบหลู่ ว่าร้าย หรือใส่ร้ายบรรดา ‘ศ่อฮาบะฮ์’ ทั้งหมด เพียงแต่ว่าพฤติกรรมบางอย่างของ ‘ศ่อฮาบะฮ์’ บางคนนั้นได้รับการตำหนิจากอัลกุรอานและอัลฮะดีษ หรือริวายะฮ์จากท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะอาลิฮีวะซั้ลลัม) โดยตรง เราจึงไม่อาจลงความเห็นจนนำไปสู่ความเชื่อว่า “ศ่อฮาบะฮ์ทุกคนมีความเที่ยงธรรม ไม่ทำความผิด และไม่เป็นผู้ละเมิด” ได้.






