ค่ำลัยละตุ้ลก็อดร์ หรือคืนแห่งเกียรติยศ เป็นค่ำคืนอันทรงความประเสริฐในเดือนร่อมะฎอน ซึ่งอัลกุรอานระบุว่าเป็นคืนที่ดียิ่งกว่าหนึ่งพันเดือน และเป็นค่ำคืนที่มะลาอิกะฮ์และอัรรูห์ลงมาด้วยการอนุมัติของพระผู้อภิบาล พร้อมด้วยความศานติและความจำเริญตราบจนถึงรุ่งอรุณ
ความประเสริฐของค่ำคืนนี้ไม่ได้อยู่เพียงสถานะที่เหนือกว่าหนึ่งพันเดือน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการประกอบศาสนกิจและการทำความดีที่มีผลานิสงส์เพิ่มพูน ตลอดจนความหมายของการกำหนดและการแยกแยะกิจการงานต่าง ๆ ในรอบปีตามพระประสงค์ของอัลลอฮ์ โดยเนื้อหายังนำวจนธรรมของท่านศาสดาและบรรดาอิมามแห่งอะฮ์ลุลบัยต์มาอธิบายความหมายและลักษณะเฉพาะของค่ำคืนอันสำคัญนี้
ค่ำลัยละตุ้ลก็อดร์[1]
إِنَّا أَنزَلْنَاهُ فِي لَيْلَةِ الْقَدْرِ. وَمَا أَدْرَاكَ مَا لَيْلَةُ الْقَدْرِ . لَيْلَةُ الْقَدْرِ خَيْرٌ مِّنْ أَلْفِ شَهْرٍ. تَنَزَّلُ الْمَلَائِكَةُ وَالرُّوحُ فِيهَا بِإِذْنِ رَبِّهِم مِّن كُلِّ أَمْرٍ . سَلَامٌ هِيَ حَتَّىٰ مَطْلَعِ الْفَجْرِ – القدر : ٥
แท้จริง เราได้ประทานมัน-อัลกุรอาน-ลงมาในคืนแห่งเกียรติยศ. อะไรที่ทำให้เจ้ารู้ว่า คืนแห่งเกียรติยศคืออะไร ?. คืนแห่งเกียรติยศนั้นคือ (คืนหนึ่งที่) ดียิ่งกว่าหนึ่งพันเดือน. มวลมะลาอิกะฮ์และอัลรูห์[2] จะลงมาในค่ำคืนนั้นพร้อมด้วย โดยอนุมัติแห่งพระผู้อภิบาลของพวกเขา เพื่อ (บริหาร) ทุกกิจการงาน (ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งถูกสร้างในเรื่องการกำหนดลิขิตและสภาวะ). มันเป็น (ค่ำคืนที่เต็มไปด้วย) ศานติสุข (อันเปี่ยมไปด้วยความจำเริญและความการุณย์) ตราบจนกระทั่งการปรากฏขึ้นของอรุณรุ่ง. (อัลก็อดร์ / 1-5)
إِنَّا أَنزَلْنَاهُ فِي لَيْلَةٍ مُّبَارَكَةٍ ۚ إِنَّا كُنَّا مُنذِرِينَ. فِيهَا يُفْرَقُ كُلُّ أَمْرٍ حَكِيمٍ – الدخان : 3-٤
เราได้ประทานคัมภีร์นี้ลงมาในค่ำคืนอันจำเริญยิ่ง เราเป็นผู้ตักเตือน (เสมอมา). ในค่ำคืนนั้น ทุกกิจการงานอันมีวิทยปัญญาจะถูกแยกแยะ. (อัดดุคอน / 3-4)
ความประเสริฐของ “ค่ำลัยละตุ้ลก็อดร์” ที่เหนือกว่า “เดือนทั้งหลาย 1,000 เดือน”
นอกเหนือจากความหมายที่ปรากฏในอัลกุรอานอันจำเริญแล้ว, ความประเสริฐของ “ค่ำลัยละตุ้ลก็อดร์” ที่เหนือกว่า “เดือนทั้งหลาย 1,000 เดือน” นั้น ยังได้รับการสอนสั่งและอธิบายความจากท่าน ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) และบรรดาอิมามผู้พิสุทธิ์ (อะลัยฮิมุสซะลาม) ไว้อย่างมากมาย, จึงเป็นหน้าที่เรา เหล่าผู้ศรัทธา ที่จะต้องทำความเข้าใจและแสวงหาความประเสริฐดังกล่าวให้มาสถิตย์อยู่ในตัวเราและจิตวิญญาณของเราให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้.
ท่านอิมามอะลี บินฮุเซน ซัยนุ้ลอาบิดีน (อะลัยฮิสซะลาม) เจ้าของวจีธรรมอันเต็มไปด้วยการพร่ำวิงวอนขอพรจากอัลลอฮ์ ซึ่งชนในยุคต่อมาได้รวบรวมวจีธรรมเหล่านั้นที่ท่านได้วิงวอนขอพรต่อพระผู้อภิบาลเอาไว้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ในรูปของหนังสือที่มีชื่อว่า “อัศศ่อฮีฟะตุสซัจญาดียะฮ์” (ประมวลบทพร่ำวิงวอนขอพรของท่านอิมามซัจญาด), ณ ที่นี้ขอนำเสนอบางช่วงบางตอนของวจีธรรมที่ท่านกล่าวถึง “ค่ำลัยละตุ้ลก็ดร์” ดังนี้ :
ท่านมีวจีธรรมว่า
ثُمَّ فَضَّلَ لَيْلَةً وَاحِدَةً مِنْ لَيَالِيْهِ عَلَى لَيَالِي أَلْفِ شَهْرٍ، وَسَمَّاهَا لَيْلَةَ الْقَدْرِ، تَنَزَّلُ الْمَلَائِكَةُ وَالرُّوْحُ فِيْهَا بِإِذْنِ رَبِّهِمْ مِنْ كُلِّ أَمْرٍ، سَلَامٌ دَائِمُ الْبَرَكَةِ إِلَى طُلُوْعِ الْفَجْرِ، عَلَى مَنْ يَشَاءُ مِنْ عِبَادِهِ، بِمَا أَحْكَمَ مِنْ قَضَائِهِ
“จากนั้นพระองค์ก็ได้ทรงเทิดเกียรติให้ค่ำคืนเดียวมีความประเสริฐยิ่งกว่าค่ำคืนทั้งหลายถึง 1,000 เดือน, ทรงขนานนามค่ำคืนนี้ว่า ลัยละตุ้ลก็อดร์, มวลมะลาอิกะฮ์และอัรรูห์จะลงมาในค่ำคืนนี้ตามการอนุมัติของพระผู้อภิบาลของพวกเขาเพื่อบริหารทุกกิจการงาน, ปรากฏความศานติที่เป็นความจำเริญตลอดตราบจนกระทั่งการปรากฏขึ้นของอรุณรุ่ง, แก่ปวงบ่าวของพระองค์ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ อันเป็นไปตามสิ่งที่พระองค์ทรงให้สัมฤทธิผลนั้นมั่นคง”.
“การทำให้ประเสริฐยิ่งกว่านั้น” ก็เป็นการอธิบายขยายความจากโองการแห่งอัลกุรอานที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสในซูเราะฮ์อัลก็อดร์ที่ว่า : คืนแห่งเกียรติยศนั้นคือ (คืนหนึ่งที่) ดียิ่งกว่าหนึ่งพันเดือน
“ลัยละตุ้ลก็อดร์” นั้นคือ (คืนหนึ่งที่) ดียิ่งกว่าหนึ่งพันเดือน.
ความหมายของ “ลัยละตุ้ลก็อดร์” (คืนแห่งเกียรติยศ) มีสถานะดียิ่งกว่า 1,000 เดือนนั้นหมายถึง การเคารพภักดี (อิบาดะฮ์) การปฏิบัติศาสนกิจ (อะมั้ล) และการทำคุณงามความดี (เอียะห์ซาน) ทั้งหลายในค่ำนี้มีคุณค่าและผลานิสงส์มากว่าการปฏิบัติเช่นเดียวกันนี้ใน 1,000 เดือนที่มิใช่เดือนร่อมะฎอน ซึ่งมี “ลัยละตุ้ลก็ดร์” อยู่ในเดือนนั้น, ผลของการปฏิบัติดังกล่าวนั้นก่อให้เกิดคุณงามความดี ความจำเริญ การได้รับปัจจัยยังชีพอันเหมาะควร และการได้รับผลประโยชน์อันพึงได้ของโลกนี้ ซึ่งเป็นไปตามคำตอบอันเป็นวจีธรรมของท่านอะบูอับดุลลอฮ์ อัศศอดิก ที่ท่านได้ตอบคำถามที่ถามท่านว่า “ลัยละตุ้ลก็ดร์จะดียิ่งกว่า 1,000 เดือนได้อย่างไรหรือขอรับ ?”, ท่านกรุณาตอบว่า :
اَلْعَمَلُ فِيْهَا خَيْرٌ مِنَ الْعَمَلِ فِي أَلْفِ شَهْرٍ لَيْسَ فِيْهَا لَيْلَةُ الْقَدْرِ
“การปฏิบัติศาสนกิจ-ประพฤติดีปฏิบัติชอบ-ในค่ำคืนนี้ดียิ่งกว่าการปฏิบัติศาสนกิจในเดือนอื่นที่ไม่มีค่ำลัยละตุ้ลก็ดร์นี้ถึง 1,000 เดือน”.
ท่านอิมามศอดิก (อะลัยฮิสซะลาม) ยังได้กรุณาเล่าเหตุการณ์หนึ่งที่ได้รับรู้และมีการถ่ายทอดกันในหมู่บรรพชนผู้บริสุทธิ์ของท่าน, เหตุการณ์ที่ว่านี้อาจเป็นการบ่งบอกถึงความคับแค้นใจของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ที่เมื่อท่านจากโลกนี้ไปแล้ว, คำสอนของศาสนาอิสลามที่ได้รับการสอนสั่งจากท่านนั้นค่อย ๆ ถูกทำลายโดยน้ำมือของพฤติกรรมของชนกลุ่มหนึ่งที่ภายนอกดูประหนึ่งว่าเป็นมุสลิมแต่ภายในนั้นซ่อนความเกลียดชังอิสลามไว้ รอวันที่จะปะทุและเอาคืน, กลุ่นชนที่ว่านั้นคือ “ตระกูลอุมัยยะฮ์”, ความรู้สึกไม่ดีและความคับแค้นใจต่อการที่ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) รับรู้ได้ว่า มันคงต้องเกิดขึ้นสักวันหนึ่งนั้น ได้รับการปลอบโยนจากการดลวะห์ยูมายังท่านโดยผ่านท่านญับรออีลดังนี้ : ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ฝันเห็น[3]พวกบะนูอุมัยยะฮ์ขึ้นไปบนธรรมาสน์ (มินบัร) ของท่าน หลังจากที่ท่านจากโลกนี้ไปแล้ว, พวกเขา-พวกตระกูลอุมัยยะฮ์-ทำให้ผู้คนทั่วไปหลงทางออกจากแนวทาง (อิสลาม) แบบถอยหลัง, แล้วท่านก็รู้สึกสลดใจอันเศร้าตรม, (ท่านอิมาม) กล่าวว่า ; ญับรออีลได้ลงมาหาท่าน แล้วกล่าวว่า ; “ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (เป็นอะไรไปหรือ) ฉันเห็นท่านเศร้าสลดอันทุกข์ตรม (เช่นนี้) ?”, ท่าน (ศาสดา) กล่าวตอบว่า ;
إِنِّي رَأَيْتُ بَنِي أُمَيَّةَ فِيْ لَيْلَتِي هَذِهِ يَصْعَدُوْنَ مِنْبَرِي مِنْ بَعْدِي، وَيُضِلُّوْنَ النَّاسَ عَنِ الصِّرَاطِ الْقَهْقَرَى
“ญับรออีลเอ๋ย ในคืนนี้ ฉันเห็นพวกตระกูลอุมัยยะฮ์ขึ้นไปบนธรรมาสน์ของฉันภายหลังฉันจากไปแล้ว พวกเขาทำให้ผู้คนทั่วไปหลงทางออกจากแนวทาง (อิสลาม) แบบถอยหลัง (เข้าคลอง)”,
ญับรออีลกล่าวว่า ; “ขอสาบานต่อองค์ผู้ซึ่งทรงประกาศสถาปนาท่านให้เป็นศาสดาโดยสัจธรรมว่า เรื่องนี้ข้าพเจ้าไม่ทราบมาก่อนเลย”, แล้วเขาก็จรลีสู่ฟากฟ้า, ไม่นานเท่าใดก็ลงมาพร้อมกับนำโองการแห่งอัลกุรอานมาเพื่อปลอบโยนท่านศาสดาความว่า ; เจ้าก็ได้เห็นแล้ว มิใช่หรือ หากเราได้ให้พวกเขาเสพสุขอยู่หลายปี. จากนั้นสิ่งที่พวกเขาเคยได้รับสัญญาไว้ (ว่าจะต้องอุบัติขึ้น) ก็จะมายังพวกเขา. สิ่งที่พวกเขาเคยได้เสพสุขนั้นไม่อาจอำนวยประโยชน์อันใดต่อพวกเขาได้[4], แล้วก็ทรงดลวะห์ยูให้ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ความว่า ; แท้จริงเราได้ประทานมัน-อัลกุรอาน-ลงมาในคืนแห่งเกียรติยศ. อะไรที่ทำให้เจ้ารู้ว่า คืนแห่งเกียรติยศคืออะไร ?. คืนแห่งเกียรติยศนั้นคือ (คืนหนึ่งที่) ดียิ่งกว่าหนึ่งพันเดือน[5].
นั่นเองที่อัลลอฮ์ อัซซะวะญั้ลละ ทรงดลบันดาลให้ “ลัยละตุ้ลก็อดร์” เป็นค่ำคืนที่มีคุณงามความดีมากกว่า 1,000 เดือนที่เป็นรัชสมัยของพวกตระกูลบะนูอุมัยยะฮ์.
สารธรรมจากวจนธรรมท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม)
1) เหตุการณ์อันสร้างความเศร้าตรมให้แก่ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ก็คือจะมีชนกลุ่มหนึ่งที่พยายามทำลายหลักการศาสนาที่ท่านนำมาเผยแผ่ โดยอ้างความเป็นมุสลิมและสวมเสื้อคลุมแห่งอิสลาม, หนึ่งในกลุ่มชนดังกล่าวที่มีพฤติการณ์อันชัดเจนที่สุดก็คือพวกตระกูลอุมัยยะฮ์.
2) อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงปลอบโยนบุคคลอันเป็นที่โปรดปรานเป็นที่สุดของพระองค์ด้วยการประทานอัลกุรอานที่บ่งบอกว่า การเสพสุขดังกล่าวนั้นไม่เป็นผลดีแก่พวกเขาเลย สักวันหนึ่งพวกเขาต้องพบเจอกับสิ่งที่ถูกสัญญาไว้.
3) เพียงแค่ “ลัยละตุ้ลก็อดร์” ค่ำคืนเดียว ก็สามารถลบล้างความชั่วร้ายของชนกลุ่มนี้ได้ ถึงแม้จะกินระยะเวลายาวนานกว่า 1,000 เดือน (ประมาณ 83 ปี) ที่พวกเขาปกครองโลกมุสลิมมา.
การขนานนามค่ำคืนนี้ว่า “ลัยละตุ้ลก็อดร์” (ค่ำคืนแห่งเกียรติยศ)
ความหมายตามหลักภาษาของคำว่า “ก็อดร์” ที่อาจให้ความหมายว่า “เกียรติยศ” นั้นก็เป็นเพราะค่ำคืนนี้มีความยิ่งใหญ่อันเต็มไปด้วยเกียรติยศที่บ่งบอกถึงสถานะของค่ำคืนนี้ที่เหนือค่ำคืนทั้งหลายใน 1,000 เดือน และมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดถึงขนาดที่บรรดาผู้ศรัทธาสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องมุ่งมั่นปฏิบัติศาสนกิจและคุณงามความดีทั้งหลายในค่ำคืนนี้.
แต่ก็ยังมีการให้ความหมายว่า “การกำหนด” หรือ “การลิขิต” อีกด้วย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า “ลัยละตุ้ลก็อดร์” เป็นค่ำคืนที่อัลลอฮ์ทรงตัดสินและทรงกำหนดภาพรวมของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในรอบปีต่อไปของปวงบ่าวของพระองค์โดยนับเนื่องตั้งแต่สิ้นสุดของเดือนร่อมะฎอน ซึ่งอาจให้ความหมายว่า พระองค์ทรงลิขิตชะตาชีวิตของพวกเขาทั้งหมดในค่ำคืนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการมีชีวิตหรือการสิ้นอายุขัย ความดีงามหรือความเลวร้ายที่จะมาประสบกับเขา ความโชคดีหรือความอัปโชคที่พวกเขาต้องพบเจอ และปัจจัยยังชีพที่พวกเขาจะได้รับ เป็นต้น, ดังที่ถูกระบุอยู่ในโองการที่ 4 บทอัดดุคอนที่ว่า :
فِيهَا يُفْرَقُ كُلُّ أَمْرٍ حَكِيمٍ – الدخان : ٤
ในค่ำคืนนั้น ทุกกิจการงานอันมีวิทยปัญญาจะถูกแยกแยะ. (อัดดุคอน / 4)
การแยกแยะกิจการงานอันมีวิทยปัญญานั้นหมายความว่า การกำหนดกิจการงานทั้งหลายที่จะอุบัติขึ้นจริงที่มาพร้อมกับลักษณะเฉพาะตามที่ได้ถูกลิขิตไว้แล้ว อันเป็นไปตามศักยภาพและการขวนขวายของมนุษย์ และอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงกำหนดให้มันเป็นไปตามนั้นในค่ำคืนดังกล่าว อันแสดงให้เห็นถึงความการุณย์อันเปี่ยมล้นของพระองค์ที่มีต่อปวงบ่าวของพระองค์.
อย่างไรก็ดี การกำหนดที่ว่านั้นมิใช่หมายถึงอัลลอฮ์ อัซซะวะญั้ลละ ไม่ทรงรับทราบมาก่อนหน้านั้น ซึ่งขัดแย้งกับสัจธรรมความจริงที่ว่า การรับรู้ของพระองค์มีมาแต่เดิมและคงอย่างนั้นตราบเท่าที่พระองค์ทรงประสงค์, ทว่ามันบ่งบอกความหมายในทำนองที่ว่า “ทรงสำแดงให้ปรากฏเป็นที่รับรู้ของมะลาอิกะฮ์ ศาสดา และบรรดาอิมามผู้พิสุทธิ์” นั่นเอง.
ปรากฏรายงานวจีธรรมของท่านอิมามอะลี บินอะบีฏอลิบ (อะลัยฮิสซะลาม) ที่อ้างถึงวจนธรรมของท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ความว่า : ท่านกล่าวว่า ;
يَا عَلِيُّ، أَتَدْرِي مَا مَعْنَى لَيْلَةِ الْقَدْرِ ؟
“อะลีเอ๋ย, ท่านรู้ถึงความหมายของลัยละตุ้ลก็ดร์หรือไม่ อย่างไร ?”,
ฉันกล่าวตอบท่านว่า ; “ไม่ขอรับ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์”, ท่านจึงกล่าวว่า
إِنَّ اَلله تبارك وتعالى قَدَّرَ فِيْهَا مَا هُوَ كَائِنٌ إِلَى يَوْمِ الْقِيَامَةِ، فَكَانَ فِيْمَا قَدَّرَ عزّ وجلّ وَلَايَتُكَ وَوَلَايَةُ الْأَئِمَّةِ مِنْ وُلْدِكَ إِلَى يَوْمِ الْقِيَامَةِ.
“อัลลอฮ์ ตะบาร่อกะวะตะอาลา ได้ทรงกำหนดลิขิตชะตา (แก่สิ่งอันมีอยู่[6]) ในค่ำคืนนั้นว่า อะไรจะเกิดขึ้นบ้างตราบจนถึงวันฟื้นคืนชีพ, หนึ่งในนั้นที่พระองค์ทรงลิขิตชะตาไว้แล้วก็คืออำนาจทางปกครองของท่านและของบรรดาอิมามที่เป็นลูกหลานของท่านตราบจนถึงวันฟื้นคืนชีพ”.
ลักษณะเฉพาะของ “ลัยละตุ้ลก็อดร์”
จากความที่ปรากฏในโองการอัลกุรอานที่อัลลอฮ์ ตรัสว่า : มวลมะลาอิกะฮ์และอัลรูห์[7]จะลงมาในค่ำคืนนั้นพร้อมด้วย โดยอนุมัติแห่งพระผู้อภิบาลของพวกเขา เพื่อ (บริหาร) ทุกกิจการงาน (ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งถูกสร้างในเรื่องการกำหนดลิขิตและสภาวะ). มันเป็น (ค่ำคืนที่เต็มไปด้วย) ศานติสุข (อันเปี่ยมไปด้วยความจำเริญและความการุณย์) ตราบจนกระทั่งการปรากฏขึ้นของอรุณรุ่ง[8].
เราอาจสรุปลักษณะเฉพาะของค่ำคืนนี้ได้ว่า :
1) ค่ำคืนที่มะลาอิกะฮ์และอัรรูห์เสด็จลงมา
เรื่องนี้อาจเป็นลักษณะเฉพาะของ “ลัยละตุ้ลก็อดร์” ที่สำคัญที่สุดก็ว่าได้ เพราะมีรายงานจาก อะบูบะศี้รความว่า : เขาได้ถามท่านอิมามอะบูอับดุลลอฮ์ถึงความหมายของพระดำรัสของอัลลอฮ์ อัซซะวะญั้ลละ ที่ว่า ; พวกเขาจะถามเจ้าในเรื่องวิญญาณ จงกล่าว (บอกไป) ว่า “วิญญาณนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกิจการงานในพระผู้อภิบาลของฉัน พวกท่านไม่ได้รับความรู้ใด (มากมาย) นอกจากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”[9], ท่านกรุณากล่าวอธิบายว่า ;
خَلْقٌ أَعْظَمُ مِنْ جَبْرَئِيْلَ ومِيْكَائِيْلَ، كَانَ مَعَ رَسُوْلِ اللهِ صلّى الله عليه وآله وسلّم، وَهُوَ مَعَ الْأَئِمَّةِ عليهم السلام، وَهُوَ مِنَ الْمَلَكُوْتِ
“(อัรรูห์) เป็นสิ่งถูกสร้างหนึ่งที่มีสถานะอันยิ่งใหญ่กว่าญับรออีลและมีกาอีล, เขา-อัรรูห์-อยู่กับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์และอยู่กับบรรดาอิมาม, เขาเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจการครอบทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า (มะละกูต)”.
2) ค่ำคืนที่มีแต่ “ความศานติอันสถาพร”
ความหมายของ “ความศานติ” ก็คือ ค่ำคืนนี้มีแต่ “ศานติ” และ “คุณงามความดี”, ส่วนคืนอื่นนั้นอาจคละเคล้ากันไประหว่าง “ความสันติสุขสงบ” กับ “ความอนาทรร้อนใจอันเนื่องด้วยภัยพิบัติหรือการทดสอบ”, หรืออาจให้ความหมายว่า เป็นความศานติที่เกิดจากการส่งสลาม (ส่งความสุข) ของมวลมะลาอิกะฮ์ที่มีแก่ปวงบ่าวผู้ศรัทธา.
ท่านอิมามอะลี บินฮุเซน ซัยนุ้ลอาบิดีน (อะลัยฮิสซะลาม) มีวจีธรรมอธิบายความหมายของโองการ : มันเป็น (ค่ำคืนที่เต็มไปด้วย) ศานติสุข-อันเปี่ยมไปด้วยความจำเริญและความการุณย์– ตราบจนกระทั่งการปรากฏขึ้นของอรุณรุ่ง ความว่า ; มีพระดำรัสของอัลลอฮ์ อัซซะวะญั้ลละ ตรัสว่า ;
يُسَلِّمُ عَلَيْكَ يَا مُحَمَّدُ مَلَائِكَتِي وَرُوْحِي بِسَلَامِي مِنْ أَوَّلِ مِا يَهْبِطُوْنَ إِلَى مَطْلَعِ الْفَجْرِ
“มุฮัมมัดเอ๋ย, มะลาอิกะฮ์ของข้า และวิญญาณบริสุทธิ์ของข้าจะประสาทพรแก่เจ้าด้วยการประสาทพรของข้า ตั้งแต่ช่วงแรกที่พวกเขาลงมาตราบจนอรุณรุ่งปรากฏ”.
3) การกำหนดปัจจัยในรอบปีและชะตาชีวิต
(1)
ดังมีรายงาน (ริวายะฮ์) ว่า : ฮุมรอนได้ถามท่านอิมามศอดิก (อะลัยฮิสซะลาม) ถึงความหมายของของโองการที่ว่า ; แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมาในคืนแห่งเกียรติยศ, ท่านอิมามได้กรุณาตอบเขาว่า ;
نَعَمْ، لَيْلَةُ الْقَدْرِ وَهِيَ فِي كُلِّ سَنَةٍ فِي شَهْرِ رَمَضَانَ فِي الْعَشْرِ الأَوَاخِرِ فَلَمْ يُنْزَلُ الْقُرْأنُ إِلَّا فِي لَيْلَةِ الْقَدْرِ قَالَ اللهُ عزّ وجلّ (فِيْهَا يُفْرَقُ كُلُّ أَمْرٍ حَكِيْمٍ) قَالَ : يُقَدَّرُ فِي لَيْلَةِ الْقَدْرِ كُلُّ شَيْئٍ يَكُوْنُ فِي تِلْكَ السَّنَةِ إِلَى مِثْلِهَا مِن قَابِلٍ ، خَيْرٌ وَشَرٌّ طَاعَةٌ وَمَعْصِيَةٌ مَوْلُوْدٌ وَأَجَلٌ أَوْ رِزْقٌ فَمَا قَدَّرَ فِي تِلْكَ اللَّيْلَةِ وَقَضَى فَهُوَ الْمَحْتُوْمُ وَ لِلهِ عزّ وجلّ فِيْهِ الْمَشِيَّةُ.
“ใช่แล้ว ลัยละตุลก็อดร์จะปรากฏในทุกปีในเดือนเราะมะฎอนในช่วง 10 คืนสุดท้าย อัลกุรอานถูกประทานลงมาในค่ำคืนนี้ อัลลอฮ์ตรัสว่า -ในค่ำคืนนั้น ทุกกิจการงานอันมีวิทยปัญญาจะถูกแยกแยะ- (หมายความว่า) ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกกำหนดเป็นชะตาชีวิตของปีนั้นในค่ำลัยละตุลก็อดร์นี้ ไม่ว่าจะเป็นความดีงาม-ความเลวร้าย การเชื่อฟัง-การฝ่าฝืน การถือกำเนิด-การหมดอายุขัย หรือปัจจัยยังชีพ สิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดในค่ำคืนนี้และให้เป็นชะตาที่ต้องดำเนินไปตามนั้นถือว่าเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน พระประสงค์ที่ต้องเป็นไปนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ (อัซซะวะญัลละ)”
ผู้รายงานได้ถามท่านอิมามถึงความหมาย ; คืนแห่งเกียรติยศนั้นคือ (คืนหนึ่งที่) ดียิ่งกว่าหนึ่งพันเดือน ว่าหมายถึงอะไร ? ท่านตอบว่า ;
وَالْعَمَلُ الصَّالِحُ فِيْهَا مِنَ الصَّلَاةِ وَالزَّكَاةِ وَأَنْوَاعِ الْخَيْرِ خَيْرٌ مِنَ الْعَمَلِ فِي أَلْفِ شَهْرٍ لَيْسَ فِيْهَا لَيْلَةَ الْقَدْرِ، وَلَوْ لَا يُضَاعِفُ اللهُ تبارك وتعالى لِلْمُؤْمِنِيْنَ مَا بَلَغُوا وَلَكِنِ اللهَ يُضَاعِفُ لَهُمُ الْحَسَنَاتِ.
“การงานที่ดีมีคุณธรรมไม่ว่าจะเป็นการนมาซ จ่ายซะกาต หรือการทำความดีทุกประเภทในค่ำคืนนี้ย่อมดีกว่าการทำการงานนั้นในวาระอื่นที่ไม่ปรากฏมีค่ำลัยละตุลก็อดร์ถึง 1,000 เดือน หากอัลลอฮ์ (ตะบาร่อกะ วะตะอาลา) ไม่ได้ทรงเพิ่มพูนให้กับบรรดาผู้ศรัทธาแล้ว พวกเขาไม่มีวันไปถึง ทว่าอัลลอฮ์จะทรงเพิ่มพูนคุณงามความดีเท่าทวีคุณให้พวกเขา”[10]
(2)
ปรากฏรายงานจากอับดุลลอฮ์ บินซินาน ว่า : ท่านอิมามศอดิก (อะลัยฮิสซะลาม) กล่าวว่า ;
إِذَا كَانَتْ لَيْلَةُ تِسْعَ عَشْرَةَ مِنْ شَهْرِ رَمَضَانَ، قُسِّمَ فِيْهَا الْأَرْزَاقُ وَكُتِبَ فِيْهَا الْآجَالُ وَخَرَجَ فِيْهَا صِكَاكُ الْحَاجِّ، وَاطَّلَعَ اللهُ إِلَى عِبَادِهِ فَغَفَرَ اللهُ لَهُمْ إِلَّا شَارِبَ الْخَمْرِ مُسْكِرٍ، فَإِذَا كَانَتْ لَيْلَةُ ثَلَاثٍ وَعِشْرِيْنَ، فِيْهَا يُفْرَقُ كُلُّ أَمْرٍ حَكِيْمٍ ثُمَّ يُنْهَى ذَلِكَ وَيُمْضَى ذَلِكَ،
“เมื่อค่ำที่ 19 ของเดือนร่อมะฎอนมาถึง, ปัจจัยยังชีพจะถูกแบ่งสันปันส่วน วาระสุดท้ายจะถูกบันทึก และเอกสารสิทธิ์ที่จะไปทำฮัจญ์จะออกมาในคืนนี้, อัลลอฮ์ทรงรับรู้ถึงปวงบ่าวของพระองค์ แล้วอัลลอฮ์ก็จะทรงนิรโทษกรรมให้พวกเขา นอกจากคนดื่มเหล้าอันเมามาย, เมื่อค่ำที่ 23 มาถึง ทุกกิจการงานอันมีวิทยปัญญาจะถูกแยกแยะ จากนั้นก็จะจบสิ้นและดำเนินไปตามนั้น”,
ข้าพเจ้าถามว่า ; “ไปยังผู้ใดหรือขอรับ ?”, ท่านกรุณากล่าวตอบว่า ;
إِلَى صَاحِبِكُمْ وَلَوْلَا ذَلِكَ لَمْ يَعْلَمْ
“ไปยังเจ้าของ (ผู้มีอำนาจปกครอง) ของพวกท่าน, ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ก็จะไม่มีใครรู้เลย”.
- เชิงอรรถ
[1] سلسلة زاد المبلغ : زاد القلوب في شهر الله، السابعة عشر، العلاقة مع القرآن، المركز الإسلامي للتبليغ.
[2] หมายถึง ดวงวิญญาณอันสูงส่ง ซึ่งไม่ใช่ญับรออีล เพราะญับรออีลถือว่าเป็นมะลาอิกะฮ์ที่ถูกกล่าวมาก่อนแล้ว.
[3] การฝันของท่านศาสดาแห่งอิสลามในกรณีถือได้ว่าเป็น “ความจริง” ซึ่งแตกต่างจากความฝันปรกติของมนุษย์ปุถุชนทั่วไป.
[4] อัชชุอะรออ์ / 205-207.
[5] อัลก็อดร์ / 1-3
[6] หมายถึง มนุษย์ สรรพสิ่ง สรรพสัตว์ และอุบัติการณ์ต่าง ๆ .
[7] หมายถึง ดวงวิญญาณอันสูงส่ง ซึ่งไม่ใช่ญับรออีล เพราะญับรออีลถือว่าเป็นมะลาอิกะฮ์ที่ถูกกล่าวมาก่อนแล้ว.
[8] อัลก็อดร์ / 4-5.
[9] อัลอิสรออ์ / 85.
[10] “อุศูลุลกาฟี”.






