วันอาทิตย์ 18 ตุลาคม 2026
หน้าแรก การศึกษาและสังคม การสมรสในอิสลาม: คำสอนและแนวทางการเลือกคู่ครอง

การสมรสในอิสลาม: คำสอนและแนวทางการเลือกคู่ครอง

Photo: magnific

การสมรสในอิสลามไม่ได้เป็นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิง แต่เป็นรากฐานสำคัญของการสร้างครอบครัว ซึ่งมีบทบาทต่อความมั่นคงของบุคคล สังคม และการหล่อหลอมคนรุ่นใหม่ให้เติบโตขึ้นภายใต้คุณค่าและจริยธรรมของอิสลาม

หลักคำสอนอิสลามจึงให้ความสำคัญกับการสมรสและการสร้างครอบครัว ตั้งแต่คุณค่าและเป้าหมายของชีวิตคู่ ไปจนถึงแนวทางการเลือกคู่ครอง โดยเน้นคุณสมบัติด้านศาสนา คุณธรรม และจรรยามารยาท ตลอดจนสิทธิและหน้าที่ของสามีภรรยา เพื่อให้ชีวิตคู่ดำเนินไปตามหลักการของอิสลาม

قال الله تعالى : وَأَنكِحُوا الْأَيَامَىٰ مِنكُمْ وَالصَّالِحِينَ مِنْ عِبَادِكُمْ وَإِمَائِكُمْ ۚإِن يَكُونُوا فُقَرَاءَ يُغْنِهِمُ اللَّـهُ مِن فَضْلِهِ ۗ وَاللَّـهُ وَاسِعٌ عَلِيمٌ النور : ٣٢ –

จงจัดการแต่งงานให้ชายและหญิง (โสด) ในหมู่พวกเจ้า และทาสผู้ชายและทาสผู้หญิงของพวกเจ้าที่มีความพร้อม (สำหรับการแต่งงาน) หากพวกเขาเป็นผู้ยากจน อัลลอฮ์จะทรงทำให้พวกเขามั่งมีขึ้นมาจากความเกื้อกูลของพระองค์, อัลลอฮ์คือผู้ทรงกว้างขวาง ผู้ทรงรอบรู้. (อันนู้ร / 32)

وَمِنْ آيَاتِهِ أَنْ خَلَقَ لَكُم مِّنْ أَنفُسِكُمْ أَزْوَاجًا لِّتَسْكُنُوا إِلَيْهَا وَجَعَلَ بَيْنَكُم مَّوَدَّةً وَرَحْمَةً إِنَّ فِي ذَلِكَ لآيَاتٍ لِقَوْمٍ يَتَفَكَّرُوْنَ
‎ الروم : ٢١

และส่วนหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์ก็คือ (การที่) พระองค์ทรงสร้างคู่ครองให้พวกเจ้าที่มาจากตัวตนของพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะได้สงบมั่นเคียงข้างนาง และทรงดลบันดาลให้เกิดความรักใคร่และความการุณย์ในระหว่างพวกเจ้า แท้จริง  ในกรณีเช่นนี้เป็นสัญญาณสำหรับกลุ่มชนที่ได้พินิจพิจารณา. (อัรรูม / 21)

lأحاديث عن الرسول الكرام والأئمة;

قال رسول الله ص : مَا بُنِيَ فِي الْإِسْلَامِ بِنَاءٌ أَحَبُّ إِلَى الله عزّوجلّ وَأَعَزُّ مِنَ التَّزْوِيْجِ

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) มีวจนธรรมว่า“ไม่มีอาคารใดที่ถูกสรรสร้าง (ให้มีฐานความคิดทางสังคม) ในอิสลามที่เป็นที่โปรดปรานแห่งอัลลอฮ์และแข็งแกร่งยิ่งไปกว่าการสมรส”.

إِذَا تَزَوَّجَ الْعَبْدُ فَقَدِ اسْتَكْمَلَ نِصْفَ الدِّيْنِ فَلْيَتَّقِ اللهَ الْعَبْدُ فِي النِّصْفِ الْكَافِي

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) มีวจนธรรมว่า “เมื่อบ่าวได้ทำการสมรส ก็เท่ากับเขาได้ทำให้ศาสนาของเขาสมบูรณ์ไปแล้วครึ่งหนึ่ง ฉะนั้นก็จงยำเกรงอัลลอฮ์ในอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ”.

خطبة النكاح

اَلْحَمْدُ لِلَّهِ الَّذِي زَوَّجَ آبَانَا آدَمَ عَلَيْهِ السَّلامُ بِاُمِّنَا حَوَّاء فِي جَنَّتِ النَّعِيْمِ وَ أَكْرَمَ سَارَة وَهَاجَرَ بِصُحْبَةِ خَلِيْلِهِ الْجَلِيْلِ اِبْراهِيْمَ عَلَيْهِ السَّلامُ وَ اَلَّفَ بَيْنَ زُرَيْخَا  وَ يُوْسُفَ الْكَرِيْمَ عَلَيْهِ السَّلامُ وَ أَعَزَّ بِلْقِيْسَ لِسُلَيْمَانَ عَلَيْهِ السَّلامُ و أَسْلَمَتْ لِلَّهِ الْعَلِيْمِ وَ شَرَّفَ خَدِيْجَةَ الْكُبْرَى بِصُحْبَةِ حَبِيْبِهِ الْمُصْطَفَى صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَآلِهِ صَاحِبِ الْخُلْقِ الْعَظِيْمِ وَ أَعْلَى عَلِيًّا بِفَاطِمَةَ الزَّهْرَاءِ وَ زَوَّجَهَا فِي الْعَرْشِ الْعَظِيْمِ بِالتَّعْظِيْمِ.

و اَشْهَدُ أَنْ لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللَّهُ وَحْدَهُ لاَشَرِيْكَ لَهُ و أَنَّ مُحَمَّدًا عَبْدُهُ وَ رَسُوْلُهُ ذُو الْحِلْمِ وَ الْكَرَمِ وَ التَّكْرِيْمِ صلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَ آلِهِ الطَّاهِرِيْنَ أَرْبَابِ النَّعِيْمِ وَ اللَّعْنَةُ عَلَى أَعْدَائِهِمْ أَصْحَابِ الْجَحِيْمِ أَمَّا بَعْدُ،

فَقَدْ كَانَ مِنْ فَضْلِ اللهِ عَلَى الأَنَامِ أَنْ أَغْنَاهُمْ بِالْحَلاَلِ عَنِ الْحَرَامِ وَ قَالَ جَلَّ شَأْنُهُ فِيْ مُحْكَمِ كِتَابِهِ < وَ أَنْكِحُوا الأَيَامَا مِنْكُمْ وَ الصَّالِحِيْنِ مِنْ عِبَادِكُمْ وَ أِمَائِكُمْ إِنْ يَكُوْنُو فُقَرَاء يُغْنِهِمُ اللهُ مِنْ فَضْلِهِ وَ اللَّهُ وَاسِعٌ عَلِيْمٌ > وَ رُوِيَ عَنِ النَّبِي الأَكْرَمِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَ آِلِهِ (اَلنِكَاحُ سُنَّتِي فَمَنْ رَغِبَ عَنْ سُنَّتِي فَلَيْسَ مِنِّي)

بِنَاءً عَلَى كِتَابِ اللَّهِ وَ سُنَّةِ رَسُوْلِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَ آِلِهِ وَ مِنْهَاجِ اَمِيْرِ الْمُؤْمِنِيْنَ وَ أَوْلاَدِهِ الْمَعْصُوْمِيْنَ صَلَوَاتُ اللهِ عَلَيْهِمْ ؛

บทนำ

อัลฮัมดุลิ้ลลาฮิร็อบบิ้ลอาละมีน, วัศศ่อลาตุวัสซะลามุอะลันนะบียิ มุฮัมมะดิบนิอับดิ้ลลาฮ์ วะอาลิฮิฏฏ็อยยิบีนัฏฏอฮิรีน, วะบะอ์ดุ

“ครอบครัว” คือสถาบันอันสำคัญยิ่งในสังคมมนุษย์, ทว่ามันถูกนับ ว่าเป็นสถาบันทางสังคมอันแรกเริ่มและมีความเป็นรากเหง้ามากที่สุด, โดยที่มันได้สำแดงบทบาทที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในเรื่องเสถียรภาพของบุคคลและสัมฤทธิ์ผลของสังคมและประชาชาติ, มันได้แสดงให้เห็นถึงระบอบอันเป็นตัวอย่างต่อการตอบสนองความต้องการในทางวัตถุ จิตใจ และจิตวิญญาณของมนุษย์ ด้วยกับสิ่งอันก่อรูปร่างขึ้นมาจากสภาพแวดล้อมอันเหมาะสมต่อการเป็นหลักประกันของความสงบและความมั่นคงทางจิตใจขององคาพยพของสังคม และฟูมฟักชนรุ่นใหม่ที่สอดคล้องต้องกันกับคุณค่า มารยาทที่ถูกต้องและสุขภาวะที่ดี อีกทั้งทำให้มิติแห่งความรักใคร่และจิตวิญญาณของสมาชิกในสังคมได้อิ่มเอิบ, ศาสนาอิสลามถือว่า ครอบครัวเป็นสถาบันทางสังคมอันเป็นที่โปรดปรานยิ่ง ณ อัลลอฮ์, มีรายงานเรื่องราวศาสนาจากท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ที่ท่านมีวจนธรมความว่า :

مَا بُنِيَ بِنَاءٌ فِي الإِسْلَامِ أَحَبُّ إِلَى اللهِ عزّوجلّ مِنَ التَّزْوِيْجِ

“ไม่มีโครงสร้าง (ทางสังคมอิสลาม) ใดใน (แนวคิด) อิสลามที่ถูกสร้างขึ้นมาจะเป็นที่โปรดปราน ณ อัลลอฮ์ยิ่งไปกว่าการสมรส”

ไม่ควรสงสัยเลยว่า หลักธรรมคำสอนของอิสลามในเรื่อง การสมรสและ ครอบครัว นั้นมีความเป็นหลักการที่สมบูรณ์และแข็งแกร่งยิ่งเพื่อสร้างองคาพยพที่จะตอบสนองและขานรับทุกความต้องการของสังคมในด้านวัตถุ จิตใจ จิตวิญญาณ การฝึกฝนอบรม และทางสังคม

ด้วยเหตุนี้เองที่อิสลามได้โน้มน้าวให้มี การสมรส ทั้งในอัลกุรอานและแบบฉบับท่านศาสดา ตามที่ปรากฏในหลักการศาสนาอันละเอียดอ่อนในเรื่อง การสมรส และ การสร้างครอบครัว, มีการโน้มน้าวโดยตรงด้วยการระบุลักษณะว่า เป็นแบบแผนในทางธรรมชาติที่สอดคล้องกับธรรมชาติแห่งการสร้างสรรค์มนุษย์และการก่อกำเนิดเขา, เราจะพบสิ่งนี้ได้ในอัลกุรอานหลายต่อหลายโองการด้วยกัน ดังเช่นพระดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า :

وَاللَّـهُ جَعَلَ لَكُم مِّنْ أَنفُسِكُمْ أَزْوَاجًا وَجَعَلَ لَكُم مِّنْ أَزْوَاجِكُم بَنِينَ وَحَفَدَةً وَرَزَقَكُم مِّنَ الطَّيِّبَاتِ ۚ أَفَبِالْبَاطِلِ يُؤْمِنُونَ وَبِنِعْمَتِ اللَّـهِ هُمْ يَكْفُرُونَ ﴿النحل : ٧٢﴾

อัลลอฮ์ทรงกำหนดให้พวกเจ้ามีคู่ครองที่มาจากตัวพวกเจ้าเอง และทรงกำหนดให้พวกเจ้ามีบุตรและหลานจากคู่ครองของพวกเจ้า และพระองค์ทรงประทานปัจจัยอันมาจากสิ่งสะอาดบริสุทธิ์แก่พวกเจ้า แล้วพวกเขายังมีศรัทธาต่อสิ่งอันเป็นโมฆะ และพวกเขายังปฏิเสธคุณูปการแห่งอัลลอฮ์อยู่อีกหรือ ?. (อันนะหล์ / 72)

เราจะพบสิ่งนี้ในรายงานเรื่องราวศาสนา (ริวายะฮ์) อย่างมากมายที่กล่าวถึงในทำนองนี้

คุณค่าของการสมรสในทัศนะของอิสลาม

ความหมายของ “การสมรส”

“การสมรส” ในภาษาอาหรับคือ اَلزَّوَاج มีรากคำมาจาก زَوَّجَ ซึ่งให้ความหมาย قَرَنَ (การเชื่อมสัมพันธ์กัน) กล่าวกันว่า “สิ่งหนึ่งสมรสกับอีกสิ่งหนึ่ง” หมายถึง “สิ่งหนึ่งเชื่อมสัมพันธ์กับอีกสิ่งหนึ่ง”, มันได้ถูกใช้ในบริบทที่เป็น “การเชื่อมสัมพันธ์กันของชายและหญิงอันสอดคล้องกับวิธีการและเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นไปตามหลักการศาสนาหรือหลักการที่กำหนดขึ้นมา (ทางประเพณี) อันหมายถึง การสถาปนาความสัมพันธ์และความเกี่ยวพันกันระหว่างคู่สามีภรรยา”.

ความสำคัญของ “การสมรส”

ได้รับการอ้างอิงว่า เป็นความสัมพันธ์ตามหลักการศาสนาระหว่างบุรุษและสตรี, มันเป็นแนวทางของการมีเพศสัมพันธ์และการพิทักษ์รักษาความสัมพันธ์ทางเพศของมนุษยชาติจากการสูญพันธุ์ มันเป็นประตูของการเชื่อมสัมพันธ์และมูลเหตุของความสมานฉันท์และความรัก อีกทั้งเป็นตัวช่วยให้เกิดการรักนวลสงวนตัวและความประเสริฐ, ด้วยกับความสัมพันธ์ดังกล่าวนี่เองที่เพศทั้งสองจะได้รับการป้องกันจากทุกความวิตกกังวลและการเบี่ยงเบนทางเพศ, อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า :

وَمِنْ آيَاتِهِ أَنْ خَلَقَ لَكُم مِّنْ أَنفُسِكُمْ أَزْوَاجًا لِّتَسْكُنُوا إِلَيْهَا وَجَعَلَ بَيْنَكُم مَّوَدَّةً وَرَحْمَةً ۚ إِنَّ فِي ذَٰلِكَ لَآيَاتٍ لِّقَوْمٍ يَتَفَكَّرُونَ ﴿الروم : ٢١﴾

และส่วนหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์ก็คือ (การที่) พระองค์ทรงสร้างคู่ครองให้พวกเจ้าที่มาจากตัวตนของพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะได้สงบมั่นเคียงข้างนาง และทรงดลบันดาลให้เกิดความรักใคร่และความการุณย์ในระหว่างพวกเจ้า แท้จริง  ในกรณีเช่นนี้เป็นสัญญาณสำหรับกลุ่มชนที่ได้พินิจพิจารณา. (อัรรูม / 21)

มันถูกนับว่าเป็นขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำคัญในขั้นตอนของการสร้างครอบครัว ทว่ามันเป็นสื่อประการเดียวที่จะก่อร่างสร้างครอบครัว มันเป็นสถานการณ์ที่มีการอธิบาย (ให้เห็นถึงวิธีการและแนวทาง) และมั่นคงมากกว่าธรรมเนียมปฏิบัติใดหรืออุบัติการณ์ใดที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นปัจเจก หรือสังคม หรือการอยู่ร่วมกัน, อีกทั้งมันยังได้รับการสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาที่มาจากเบื้องบนและประสบกับคุณค่าอันสูงส่งอีกด้วย

“การสมรส” เป็น “แบบแผนตามธรรมชาติ”

“การสมรส” มิใช่เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ทว่ามันเป็นไปตามที่ท่านอัลลามะฮ์ฏ่อบาฏ่อบาอีกล่าวว่า : “เป็นส่วนหนึ่งของแบบแผนทางสังคมซึ่งยังคงวนเวียนอยู่ในสังคมมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นสังคมแบบใด ตลอดศกที่ผ่านมาตราบจนถึงปัจจุบัน”, ในตัวของมันแล้วเป็นหลักฐานสำหรับการดำรงอยู่ของแบบแผนตามธรรมชาติ (ธรรมชาติวิถี) ที่เป็นหลักฐานอันแข็งแกร่งที่สุดของการมีเพศชายและเพศหญิงที่มีความพร้อมทางกายภาพโดยผ่านสื่อของการมีสัมพันธ์ทางเพศและการให้กำเนิด, ทั้งสองกลุ่ม (ผู้ชายและผู้หญิง) ต่างก็มีการแสวงหาให้ได้มันมา

เป้าหมายของการสมรสในทัศนะของอิสลาม

คำสอนอิสลามมิได้มีเพียงแนวความเชื่อ ความศรัทธา และจิตสำนึกที่อยู่ภายในหัวใจเท่านั้น, ทว่ามันเป็นแนวทางการใช้ชีวิตของมนุษย์ในสภาพความเป็นจริง, ความเชื่อและความศรัทธานั้นจะถูกนำมาปรับเปลี่ยนเป็นวิถีแห่งการดำเนินชีวิตในทุกมิติของการใช้ชีวิตในโลกนี้, ความสัมพันธ์ทั้งหลายนั้นล้วนต้องวางอยู่บนความมีเมตตาต่อกัน ความร่วมไม้ร่วมมือ และการตักเตือนซึ่งกันและกัน มันก็จะกลายเป็นจริยธรรมอันทรงคุณค่า เช่นความไว้วางใจ ความเอื้อเฟื้อ ความรัก การทำดี และความยุติธรรม, นั่นเป็นกฎพื้นฐานซึ่งจะแตกหน่อเป็นความสัมพันธ์ทางสังคม, คนในสังคมจะต้องมีหน้าที่ซึ่งกันและกันและเป็นส่วนหนึ่งขององคาพยพของสังคมนั้น ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ของปัจเจกชนในสังคมนั้นมีรูปลักษณ์อันสมบูรณ์.

สำหรับการใช้ชีวิตคู่-ความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง-ย่อมต้องมีเป้าหมายและจุดมุ่งหมายซึ่งตอบสนองต่อสามี-ภรรยา ครอบครัว และญาติสนิททั้งในด้านบวกและด้านลบตามการเอาใจใส่ของคนทั้งคู่ที่จะทำตามสิทธิและหน้าที่ของตน ทั้งสองจำเป็นต้องยึดกุมอยู่กับคุณค่าซึ่งตีกรอบการใช้ชีวิตคู่และความเป็นครอบครัว, สิ่งนั้นก็เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ว่า “มุสลิมทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสภาวะแวดล้อมในทางสังคมของตนเอง และต้องสำแดงบทบาทที่ว่านั้น”, ดังความที่ปรากฏในรายงานที่มาจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ที่ท่านมีวจนธรรมว่า :

مَنْ أَصْبَحَ لَا يَهْتَمُّ بِأُمُوْرِ الْمُسْلِمِيْنَ فَلَيْسَ بِمُسْلِمٍ

“บุคคลใดตื่นมาในยามเช้าโดยไม่ใส่ใจเรื่องราวของมุสลิม เขาก็ไม่ใช่มุสลิม”

การให้ความสำคัญและการเอาใจใส่ในเรื่องราวของมุสลิมทั่วไปนั้นครอบคลุมถึงปัจเจกทุกคนที่อยู่ในสังคม

เราอาจชี้ชวนให้เห็นถึงคำสอนของอิสลามที่มาจากอัลกุรอานและรายงานเรื่องราวศาสนา (ริวายะฮ์) ที่ระบุว่า “การสมรส” ตามแบบแผนของอิสลามนั้นมีเป้าหมายอยู่หลายประการ ดังจะยกตัวอย่างพอเป็นสังเขปดังต่อไปนี้

ตอบสนองความต้องการทางเพศ (กามารมณ์)

หนึ่งในเป้าหมายของการของ “การสมรส” คือการตอบสนองต่อความต้องการทางเพศและความรู้สึกในด้านกามารมณ์ของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม เมื่อใดก็ตามที่ความรู้สึกนี้พลุ่งพล่านขึ้นมาและอยู่ในฐานะที่ต้องจัดการตอบสนองความต้องการดังกล่าวนั้น ก็จำเป็นต้องให้เขาผู้นั้นดำเนินการสู่ “การสมรส” ให้เร็วที่สุด, “การสมรส” จึงเป็นแนวทางตามหลักการศาสนาที่จะสนองตอบความปรารถนาดังกล่าว, อิสลามไม่นิยมให้มีการกดความรู้สึกดังกล่าวหรือกระทำตนเยี่ยงนักพรตที่จะต้องครองโสดไปตลอดชีวิต ดังความที่ปรากฏในรายงานเรื่องราวศาสนาที่ว่า :

لَمْ يُرْسِلْنِيَ اللهُ بِالرَّهْبَانِيَّةِ وَلَكِنْ بَعَثَنِي بِالْحَنِيْفِيَّةِ السُّمْحَةِ أَصُوْمُ وَأُصَلِّي وَأَلْمَسُ أَهْلِي فَمَنْ أَحَبَّ فِطْرَتِي فَلْيَسْتَنَّ بِسُنِّتِي وَمِنْ سُنَّتِي النِّكَاحُ

“อัลลอฮ์มิได้ทรงส่งฉันมาให้ดำรงตนเป็นนักพรต แต่พระองค์ทรงแต่งตั้งฉันมาพร้อมกับวิถีอันเที่ยงแท้ที่มีความอดกลั้น, ฉันถือศีลอด ฉันนมาซ และฉันก็มีเพศสัมพันธ์, ฉะนั้นบุคคลใดก็ตามที่ชอบพอธรรมชาติวิถีของฉัน เขาก็ต้องปฏิบัติตามแบบฉบับของฉัน หนึ่งในแบบฉบับของฉันก็คือการสมรส”

ทำให้เกิดความสงบมั่นและมั่นใจ

หนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญของ “การสมรส” ก็คือทำให้จิตใจของสามีภรรยามีความสงบและหัวใจมีความรื่นรมย์ภายใต้ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาที่มีแต่ความอ่อนโยน โอนอ่อน และแลกเปลี่ยนความรู้สึกที่ดีต่อกัน.

อิสลามอันเป็นคำสอนที่มาจากองค์ผู้สรรสร้างมนุษย์ขึ้นมานั้นย่อมต้องทรงรู้ความต้องการภายในที่แท้จริงของมนุษย์ว่า เมื่อถึงวัยที่เหมาะสมแล้วมนุษย์ต้องตอบสนองต่อความรู้สึกด้านกามารมณ์อันเป็น “ธรรมชาติวิถี” ของตนเอง แต่ต้องเป็นไปตามหลักการศาสนานั่นก็คือ “การสมรสแบบอิสลาม” อันเป็นการทำให้จิตใจอันพลุ่งพล่านนั้นสงบลงและแสวงหาความรักใคร่ซึ่งกันและกัน ดังพระดำรัสของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า :

وَمِنْ آيَاتِهِ أَنْ خَلَقَ لَكُم مِّنْ أَنفُسِكُمْ أَزْوَاجًا لِّتَسْكُنُوا إِلَيْهَا وَجَعَلَ بَيْنَكُم مَّوَدَّةً وَرَحْمَةً ۚ إِنَّ فِي ذَٰلِكَ لَآيَاتٍ لِّقَوْمٍ يَتَفَكَّرُونَ – الروم : ٢١

และส่วนหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์ก็คือ (การที่) พระองค์ทรงสร้างคู่ครองให้พวกเจ้าที่มาจากตัวตนของพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะได้สงบมั่นเคียงข้างนาง และทรงดลบันดาลให้เกิดความรักใคร่และความการุณย์ในระหว่างพวกเจ้า แท้จริง  ในกรณีเช่นนี้เป็นสัญญาณสำหรับกลุ่มชนที่ได้พินิจพิจารณา. (อัรรูม / 21)

هُوَ الَّذِي خَلَقَكُم مِّن نَّفْسٍ وَاحِدَةٍ وَجَعَلَ مِنْهَا زَوْجَهَا لِيَسْكُنَ إِلَيْهَا … – الأعراف : ١٨٩

พระองค์คือผู้ซึ่งทรงสร้างพวกเจ้ามาจากชีวิตหนึ่งและทรงดลบันดาลให้คู่ครองของมันมาจากชีวิตนั้น เพื่อเขาจะได้สงบสุขอยู่กับคู่ครองนั้น … (อัลอะอ์รอฟ / 189)

มาตรฐานของการเลือก “คู่ครอง” ในทัศนะของอิสลาม

สำหรับคนหนุ่มคนสาวที่มีความพร้อมในการใช้ชีวิตคู่ สมควรที่เขาเหล่านั้นจะต้องใส่ใจในประเด็น “คุณสมบัติ” และ “คุณลักษณะ” ของคู่ครองที่อิสลามแนะนำให้ปฏิบัติตาม เพื่อการทำให้สังคมครอบครัวเป็นสังคมอิสลามและมีบรรยากาศอิสลามอย่างแท้จริง นั่นก็หมายความว่า บุรุษควรเลือกสตรีที่ประพฤติดีมีคุณธรรม และสตรีก็ควรเลือกบุรุษที่ประพฤติดีมีคุณธรรม นั่นก็เป็นเพราะมุสลิมทุกคนมีเป้าหมายที่จะสร้างสังคมแบบอิสลาม, บุตรอันเกิดจากบิดามารดาที่เป็นผู้ประพฤติดีมีคุณธรรมนั้นก็น่าที่จะต้องเป็นผู้ประพฤติดีมีคุณธรรม อินชาอัลลอฮ์ หรือหากยังไม่พร้อมที่จะมีบุตรหรือไม่มีโอกาสมีบุตร, ครอบครัวฉันสามีภรรยานั้นก็จะเป็นตัวอย่างให้เกิดครอบครัวตัวอย่างแบบอิสลามได้.

คำถามหนึ่งที่น่าสนใจ สมควรที่คนหนุ่มคนสาวควรให้ความสำคัญก็คือ เราจะเลือกคู่ครองที่มี “คุณสมบัติ” และ “คุณลักษณะ” เช่นไร ? มีหลักการทางศาสนาทั้งจากอัลกุรอานและอัสซุนนะฮ์ของท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) แนะนำไว้อย่างไร ?

เราอาจหาข้อสรุปจากการคาดคะเนด้วยเหตุและผล (อิสติกรออ์) จากโองการแห่งอัลกุรอานและวจนธรรมของท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) และวจีธรรมของบรรดาอิมามแห่งอะฮ์ลุลบัยต์ (อะลัยฮิมุสซะลาม) เพื่อเป็นคำตอบแก่คำถามดังกล่าว อันจะเป็นมาตรฐานการเลือกสำหรับเยาวชนคนหนุ่มคนสาวที่ต้องการหา “คู่ครอง” หรืออย่างน้อยก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่เขาทั้งสองควรให้ความสนใจ อินชาอัลลอฮ์, อย่างไรก็ดี ไม่ว่าเราจะมีมาตรฐานการเลือกอย่างไรก็ตาม สิ่งอันสำคัญที่สุดก็คือ ไม่ว่าเราจะเลือกอย่างไร เราจะเลือกตามความต้องการและปรารถนาส่วนตน หรือปฏิบัติตามมาตรฐานการเลือกตามทัศนะของศาสนาอย่างเคร่งครัดก็ดี เราจะต้อง “มอบหมายตนต่ออัลลอฮ์” (ตะวักกุ้ล) และวิงวอนขอพรให้ “ชีวิตคู่” นั้นบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้ในวันแรกของการใช้ชีวิตคู่นั้น

คุณลักษณะของสตรีที่บุรุษสมควรเลือกมาเป็นภรรยา

ในทัศนะของอิสลามแล้ว, บุรุษและสตรีมีความเท่าเทียมกันตามมาตรฐานของการสร้างสรรค์ของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตอาลา ไม่มีเพศใดมีความประเสริฐกว่าเพศตรงข้าม เพียงแต่ว่าหน้าที่ในการสร้างสรรค์สังคมย่อยแบบอิสลาม ซึ่งก็คือ “สังคมครอบครัว” นั้น อิสลามจะเน้นหนักตรงที่ “สตรี” ในฐานะ “ภรรยา” และ “มารดา” มากกว่า “บุรุษ” ในฐานะ “สามี” และ “บิดา” อันเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปนั้น, จึงขอแนะนำเอาเรื่อง “คุณลักษณะของสตรีที่บุรุษสมควรเลือกมาเป็นภรรยา” มากล่าวก่อนเป็นเบื้องต้น ดังนี้ :

คุณลักษณะทางศาสนาและจรรยามารยาท

อันประกอบไปด้วย สตรีที่เป็นผู้ศรัทธา ยึดมั่น และปฏิบัติตนตามหลักการศาสนาอย่างเคร่งครัด, ดังความที่ปรากฏในวจีธรรมของท่านอิมามมุฮัมมัด อัลบาเก็ร (อะลัยฮิสซะลาม) ที่ถ่ายทอดวจนธรรมของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ความว่า :

أَتَى رَجُلٌ النَّبِيَّ ص يَسْتَأْمِرُهُ فِي النِّكَاحِ، فَقَالَ لَهُ رَسُوْلُ الله ص اَنْكِحْ وَعَلَيْكَ بِذَاتِ الدِّيْنِ…

“ชายคนหนึ่งมาหาท่านศาสดา เพื่อขอคำบัญชาเรื่องการสมรส, ท่านกล่าวแก่ชายคนนั้นว่า จงสมรสเถิด โดยท่านควรเลือกสตรีที่มีศาสนา…”

ท่านอิมามมุฮัมมัด อัลบาเก็ร (อะลัยฮิสซะลาม) รายงานวจนธรรมของท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ผ่านท่านญาบิ้ร บินอับดุลลอฮ์ ความว่า : ท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) กล่าวว่า;

مَنْ تَزَوَّجَ اِمْرَأَةً لِمَالِهِ وَكَلَهُ اللهُ إِلَيْهِ وَمَنْ تَزَوَّجَهَا لِجَمَالِهَا رَأَى فِيْهَا مَا يَكْرَهُ وَمَنْ تَزَوَّجَهَا لِدِيْنِهَا جَمَعَ اللهُ لَهُ ذَلِكَ

“บุคคลใดสมรสกับสตรีเพราะทรัพย์สินของนาง อัลลอฮ์จะทรงปล่อยให้เขาอยู่กับทรัพย์สินนั้นตามยถากรรม, ส่วนบุคคลใดสมรสกับสตรีเพราะความสวยของนาง เขาจะเห็นสิ่งที่เขารังเกียจในตัวนาง และส่วนบุคคลใดก็ตามสมรสกับสตรีเพราะศาสนาของนาง อัลลอฮ์จะทรงรวบสิ่งเหล่านั้น-ทรัพย์สิน ความสวย และการมีศาสนา-ให้แก่เขา”

หรือสตรีที่มีจรรยามารยาทอันงดงาม, ดังตัวอย่างรายงานเรื่องราวศาสนา (ริวายะฮ์) ดังต่อไปนี้

มีรายงานเรื่องราวศาสนาจากอิบรอฮีม อัลกุ้รคี ความว่า : ข้าพเจ้าได้กล่าวแก่ท่านอะบูอับดุลลอฮ์ (อิมามญะอ์ฟัร) ว่า; เพื่อนคู่คิดของข้าพเจ้า-ภรรยา-เสียชีวิตลง นางเคยเป็นผู้มีทัศนะตรงกับข้าพเจ้า, ตอนนี้ข้าพเจ้าสนใจที่จะแต่งงาน (ใหม่) แล้ว, ท่านกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า;

اُنْظُرْ أَيْنَ تَضَعُ نَفْسَكَ وَمَنْ تُشْرِكُهُ فِي مَالِكَ وَتُطْلِعُهُ عَلَى دِيْنِكَ وَسِرِّكَ فَإِنْ كُنْتَ لَابُدَّ فِبِكْرًا تَنْسِبُ إِلَى الْخَيْرِ وَإِلَى حُسْنِ الْخُلُقِ…

“จงพิจารณาว่า ท่านจะให้ชีวิตจิตใจของท่านไว้ที่ใด ใครคือผู้ที่ท่านจะให้เข้ามามีส่วนร่วมในทรัพย์สินของท่าน และท่านรู้จักเขาดีพอในเรื่องศาสนาและความลับของท่าน ถ้าจำเป็นต้องทำ-แต่งงาน-ก็เลือกสาวโสดที่ท่านอ้างถึงความดีงามและจรรยามารยาทอันดีงาม (ของนาง) ได้…”

คุณลักษณะของบุรุษที่สตรีสมควรเลือกมาเป็นสามี

อิสลามถือว่า การมีศาสนาและมีจรรยาอันดีงามนั้นเป็นมาตรฐานหลักในการเลือกสามี กอปรกับการมีความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ (ตั๊กวา) และไม่ทำบาป เช่น การมีเพศสัมพันธ์ต้องห้าม (ซินา) และการดื่มของมึนเมา, ส่วนในด้านเศรษฐกิจหรือการครองชีพ ก็พิจารณาเพียงความสามารถที่ผู้ชายคนหนึ่งจะดูแลครอบครัวได้ และรู้จักการให้คนอื่นบ้าง, หรือเป็นผู้ที่มีความกตัญญูต่อบุพการี ก็เป็นอีกคุณลักษณะที่สมควรพิจารณาด้วย, สิ่งที่สตรีควรพินิจพิจารณาในภาพรวมก็คือเธอต้องหาบุรุษที่สามารถเป็นแบบอย่างให้แก่ครอบครัวในด้านการมีศาสนาและมีความรับผิดชอบต่อสังคมอิสลาม สำคัญที่สุดก็คือเป็นตัวอย่างให้กับลูกๆของเธอได้ ดังที่มีแนวคิดจากอัลกุรอานที่เป็นเสมือน “ทฤษฎีการหาคู่ครอง” ที่อาจสรุปได้ว่า ควรหาคู่ครองที่เหมาะสมที่สามารถทำให้ “ชีวิตคู่สามีภรรยา” วางตนอยู่ในกรอบของศาสนาอิสลาม ดังอัลกุรอานที่กล่าวว่า :

الْخَبِيثَاتُ لِلْخَبِيثِينَ وَالْخَبِيثُونَ لِلْخَبِيثَاتِ ۖ وَالطَّيِّبَاتُ لِلطَّيِّبِينَ وَالطَّيِّبُونَ لِلطَّيِّبَاتِ ۚ أُولَـٰئِكَ مُبَرَّءُونَ مِمَّا يَقُولُونَ ۖ لَهُم مَّغْفِرَةٌ وَرِزْقٌ كَرِيمٌ ﴿النور : ٢٦﴾

ผู้หญิงโสมมสำหรับผู้ชายโสมม และผู้ชายโสมมสำหรับผู้หญิงโสมม ผู้หญิงสะอาดบริสุทธิ์สำหรับผู้ชายสะอาดบริสุทธิ์ และผู้ชายสะอาดบริสุทธิ์ก็สำหรับผู้หญิงสะอาดบริสุทธิ์พวกเขาเหล่านั้นเป็นเอกเทศจากสิ่งที่คนพวกนั้นพูด (ใส่ร้าย) พวกเขาจะได้รับการอภัยโทษและปัจจัยอันจำเริญ. (อันนู้ร / 26)

จากคำสอนของอิสลาม เราอาจสรุป “คุณลักษณะของบุรุษที่สตรีสมควรเลือกมาเป็นสามี” ได้ดังต่อไปนี้

คุณลักษณะทางศาสนาและจรรยามารยาท

สตรีควรเลือกคนที่มีศรัทธาและปฏิบัติตนตามกรอบของศาสนามาเป็นสามีของตน, โดยยึดหลัก “ความเหมาะสมและคู่ควร” ซึ่งก็คือควรหาคนที่มีศรัทธาในระดับเดียวกันหรือสูงกว่า ดังความที่ท่านอิมามญะอ์ฟัร อัศศอดิก (อะลัยฮิสซะลาม) ถ่ายทอดมาจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ความว่า : มีชายคนหนึ่งมาหาท่านศาสดา แล้วกล่าวแก่ท่านว่า; “ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ขอรับ, ผู้ใดที่เราสมควรแต่งงานด้วย ?”, ท่านกล่าวว่า;

اَلْأَكْفَاء

“ผู้ที่คู่ควร”

ชายคนนั้นกล่าวถามต่อว่า; “ใครคือผู้ที่คู่ควร ขอรับ ?” ท่านกล่าวว่า;

اَلْمُؤْمِنُوْنَ بَعْضُهُمْ أَكْفَاءُ بَعْضٍ، اَلْمُؤْمِنُوْنَ بَعْضُهُمْ أَكْفَاءُ بَعْضٍ

“ผู้ศรัทธาด้วยกันเป็นผู้ที่คู่ควรกันและกัน, ผู้ศรัทธาด้วยกันเป็นผู้ที่คู่ควรกันและกัน”.

สิทธิและหน้าที่ฉันสามีภรรยาในอิสลาม

ปรัชญาของสิทธิฉันสามีภรรยาในอิสลาม

อิสลามให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อประเด็นเรื่องชีวิตคู่ ถึงขนาดที่นับว่ามันนั้นเป็นหนึ่งในกิจการงานที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงโปรดปรานเป็นที่สุด ดังมีรายงานปรากฏจากท่านศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซ้ลลัม) ความว่า:

مَا بُنِيَ فِي الْإِسْلَامِ بِنَاءٌ أَحَبُّ إِلَى اللهِ عزّو جلّ وَأَعَزُّ مِنَ التَّزْوِيْجِ

“ไม่มีอาคารใดที่ถูกสรรสร้าง (ให้มีฐานความคิดทางสังคม) ในอิสลามที่เป็นที่โปรดปรานแห่งอัลลอฮ์และแข็งแกร่งยิ่งไปกว่าการสมรส”

มันมิได้เป็นเพียงการชี้แนะและโน้มน้าวให้มีการกระทำการเพียงเท่านั้น ทว่ายังได้มีการดำเนินการด้วยการวางแบบฉบับโครงสร้างและกฎเกณฑ์เพื่อการเชื่อมสัมพันธ์อันศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวอีกด้วย โดยการกำหนดบทบาทของผู้ชายและผู้หญิงทุกคนในการก่อร่างสร้างสถาบันครอบครัวนี้, ด้วยการแจกแจงหน้าที่ตามหลักการศาสนาในเรื่องอันจำเพาะที่เป็นหน้าที่ของคู่สามีภรรยาและสิทธิของเขาทั้งสอง รวมทั้งสิทธของสมาชิกที่เหลือในสถาบันครอบครัวนี้

นั่นมิใช่อื่นใดเลยนอกจากเพื่อให้ความสัมพันธ์ทางครอบครัวนี้วางอยู่บนหลักการทั้งสองในเรื่องสิทธิและหน้าที่นั่นเองเป็นประการหนึ่ง และคุณค่าในทางศีลธรรมจรรยาเป็นประการต่อมา, ความสัมพันธ์ที่ว่านี้มีบทบาทอย่างใหญ่หลวงต่อการการทำให้พฤติการณ์และและความสอด คล้องต้องกันของครอบครัวมั่นคงยิ่งขึ้น, ทำให้ความสมบูรณ์พูนสุขและการลงหลักปักฐานของครอบครัวเป็นจริง, และก่อร่างสร้างบรรยากาศทางความรู้สึกและความเห็นอกเห็นใจที่ถูกต้องเข้ามาในครอบครัว, นี่คือสภาพการณ์ที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวที่มีพลังยินยอมให้มีการปรับ เปลี่ยนตัวพวกเขาเอง ครอบครัว และสังคม, จากการจุดประกายดังกล่าวนี้เองที่ชีวิตคู่และสภาพครอบครัวจำเป็นต้องมีแนวทางการฝึกฝนที่ทำให้แนวทางของครอบครัวเป็นระเบียบเรียบร้อย แยกแยะสิทธิและหน้าที่ และจัดสรรปันส่วนบทบาทและหน้าที่ เพื่อรักษาความสอดคล้องต้องกันอันจะส่งผลให้มีการฟูมฟักกันในทางสังคม

สิทธิและหน้าที่มีหลากหลายตามความหลากหลายของความ สัมพันธ์ทางครอบครัว นั่นก็คือ หน้าที่และสิทธิของคู่สามีภรรยา หน้าที่และสิทธิของบิดามารดา หน้าที่และสิทธิของลูก และหน้าที่และสิทธิของเครือญาติ เป็นต้น

สิทธิและหน้าที่ของคู่สามีภรรยา

สิทธิและหน้าที่ของคู่สามีภรรยาอาจแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน กล่าวคือ 1) หน้าที่ของสามีต่อภรรยา (สิทธิของภรรยา) 2) หน้าที่ของภรรยาต่อสามี (สิทธิของสามี) และ 3) หน้าที่ร่วม

หนึ่ง: หน้าที่ของสามีต่อภรรยา (สิทธิของภรรยา)

ในอิสลาม ภรรยามีสิทธิที่แน่นอนที่สามีสมควรให้ความเอาใจใส่ โดยถือเป็นหน้าที่ของสามีต่อภรรยา แบ่งออกได้เป็น

ก. สิทธิตามหลักการศาสนา
1) สินสอด

“สินสอด” (อัลมะฮร์) เป็นสิทธิในทรัพย์สินของสตรีเมื่อได้มีการอ่าน “อักด์นิกาห์” (ข้อตกลงสมรส) แล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ถูกกล่าวออกมาในตอนอ่าน “อักด์นิกาห์” นั้นก็ตาม, อัลกุรอานกล่าวในเรื่องนี้ว่า:

وَآتُوا النِّسَاءَ صَدُقَاتِهِنَّ نِحْلَةً ۚ فَإِن طِبْنَ لَكُمْ عَن شَيْءٍ مِّنْهُ نَفْسًا فَكُلُوهُ هَنِيئًا مَّرِيئًا – النساء : ٤

จงมอบสินสอดของพวกนางให้เป็นของกำนัลแก่สตรี ดังนั้นหากนางพึงพอใจยกสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากสินสอดนั้นให้พวกเจ้า ก็ให้พวกเจ้าบริโภคได้อย่างยินดีปรีดา. (อันนิซาอ์ / 4)

ในการยืนยันสิทธินี้ต้องไม่มีเงื่อนไขใดเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น มันเป็นสิทธิของภรรยาและเป็นหน้าที่ที่สามีต้องจ่าย และถือได้ว่าเป็นการแยกแยะสิทธิระหว่างสามีและภรรยาในรูปการณ์แรกในระบอบอิสลาม, รายละเอียดในประเด็นนี้อาจทำการศึกษาในประเด็นเรื่อง “ศาสนบัญญัติเรื่องคู่สมรส”.

2) ค่าเลี้ยงดู

ผู้หญิงมีสิทธิที่จะได้รับ “สินสอด” เช่นเดียวกับที่มีสิทธิ์ที่จะได้รับ “ค่าเลี้ยงดู” (นะฟะเกาะฮ์) จากผู้ชาย และค่าใช้จ่ายอื่นที่จะทำให้การดำเนินชีวิตราบรื่นและเหมาะสม นี่เป็นสิทธิที่ผู้หญิงต้องได้รับ ดังความที่อัลกุรอานกล่าวว่า:

الرِّجَالُ قَوَّامُونَ عَلَى النِّسَاءِ بِمَا فَضَّلَ اللَّـهُ بَعْضَهُمْ عَلَىٰ بَعْضٍ وَبِمَا أَنفَقُوا مِنْ أَمْوَالِهِمْ ۚ فَالصَّالِحَاتُ قَانِتَاتٌ حَافِظَاتٌ لِّلْغَيْبِ بِمَا حَفِظَ اللَّـهُ  ۚ وَاللَّاتِي تَخَافُونَ نُشُوزَهُنَّ فَعِظُوهُنَّ وَاهْجُرُوهُنَّ فِي الْمَضَاجِعِ وَاضْرِبُوهُنَّ ۖ فَإِنْ أَطَعْنَكُمْ فَلَا تَبْغُوا عَلَيْهِنَّ سَبِيلًا ۗ  إِنَّ اللَّـهَ كَانَ عَلِيًّا كَبِيرًا – النساء : ٣٤

บรรดาบุรุษเป็นผู้รับผิดชอบ (ดูแลและคุ้มครอง) ต่อสตรี เนื่องด้วยสิ่ง (อันเป็นความแตกต่าง) ที่อัลลอฮ์ได้ทรงให้บางคนในหมู่พวกเขา (ที่เป็นบุรุษ) เหนือกว่าอีกคนหนึ่ง (ที่เป็นสตรี)[1] และด้วยสิ่งที่พวกเขาได้    ใช้จ่ายไปจากทรัพย์สินของพวกเขา (เป็นสินสมรสและค่าเลี้ยงดู) ดังนั้นบรรดาสตรีที่ดีมีคุณธรรม คือ บรรดาสตรีที่ภักดี (สามี) ปกป้องสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงปกป้องไว้[2] ในตอนที่ (พวกเขา) ไม่อยู่ และ (ส่วน) ผู้ซึ่งพวกเจ้ากลัวการดื้อดึงของพวกนาง (เริ่มแรก) ก็จงตักเตือนพวกนาง และ (ถ้าไม่เป็นผล) ก็ให้แยกที่นอนจากพวกนาง[3] และ (ถ้าไม่เป็นผลอีก) ก็ให้ตีพวกนางได้ ดังนั้นหากพวกนางเชื่อฟังพวกเจ้า ก็อย่าได้แสวงหาวิธีการอื่น[4] ต่อพวกนาง แท้จริงแล้วอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่. (อันนิซาอ์ / 34)

ข้อแตกต่างระหว่าง “สินสอด” และ “ค่าเลี้ยงดู” ก็คือ เมื่ออ่าน  “อักดุนนิกาห์” แล้ว “สินสอด” ครึ่งหนึ่งจะตกเป็นของผู้หญิง ถึงแม้ว่าสามีไม่อาจมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาได้ก็ตาม แต่ “ค่าเลี้ยงดู” นั้นถึงแม้จะเป็นสิทธิของภรรยา แต่มันจะตกไปทันทีหากไม่มีเพศสัมพันธ์กัน, สิทธิประเภทนี้ไม่จำกัดแค่เพียงสำหรับภรรยาที่ยากจนเท่านั้น ทว่ามันครอบคลุมถึงภรรยาที่รวยด้วย มันยังคงมีอยู่ถึงแม้ว่าอยู่ในสภาพของ “การหย่าแบบคืนดีกันได้” (ฏ่อลากร็อจญ์อี) ตราบเท่าที่ผู้หญิงยังอยู่ใน “สภาพรอคอยหมดพันธะ” (อิดดะฮ์).

“ค่าเลี้ยงดูที่เป็นหน้าที่” ก็คือ การจัดหาเครื่องนุ่งห่ม เครื่องอุปโภคบริโภค ที่อยู่ และทุกสิ่งที่ภรรยามีความต้องการในการใช้ชีวิตแบบปรกติสามัญ เป็นไปตามความเหมาะสมแก่ฐานะทางครอบครัวของผู้หญิง, มีรายงานจากอิสฮาก บินอัมม้าร ความว่า: ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านอะบูอับดิ้ล ลาฮ์ (อะลัยฮิสซะลาม) ว่า “อะไรคือสิทธิของผู้หญิงที่มีต่อสามีของนาง ซึ่งหากเขาได้กระทำตามนั้น ก็ถือว่าเขาเป็นคนดีแล้ว ?”, ท่านกล่าวว่า

يُشَبِّعُهَا وَيَكْسُوْهَا…

“ให้นางได้กินอิ่มนอนหลับและมีอาภรณ์คลุมกาย…”

3) สิทธิในการมีเพศสัมพันธ์

เป็นการถูกต้องที่ต้องกล่าวว่า การมีเพศสัมพันธ์มิได้เป็นเป้าหมายเอกเทศของการสมรสตามทัศนะของอิสลาม นอกเสียจากว่า พระองค์ผู้ทรงบัญญัติหลักการศาสนาได้ทรงจัดวางระเบียบสัมพันธภาพรวมที่เป็นหน้าที่และสิทธิ และธรรมเนียมปฏิบัติและสิ่งอันสมควรกระทำ (มุสตะฮับ) เอาไว้แล้ว สิ่งนั้นนั่นเองที่จะทำให้ธรรมชาติของการสร้างสรรค์และกำเนิดสรรพชีวิตนั้นมีความสอดคล้องต้องกัน, ด้วยเหตุนี้เองจึงได้กำหนดให้การมีเพศสัมพันธ์เป็นสิทธิของภรรยาต่อสามีนั่นเอง และไม่อนุญาตให้สามีหักห้ามตนเองจากการมีเพศสัมพันธ์กับนาง, และจำเป็นต้องให้นางได้เสพความปรารถนาในเรื่องเพศของนางอย่างเพียงพอ, มีรายงานจากท่านอิมาม อะบูอับดิ้ลลาฮ์ ความว่า: ท่านกล่าวว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์มีวจนธรรมว่า:

إِذَا أَرَادَ أَحَدُكُمْ أَن يَأْتِي أَهْلَهُ فَلَا يُعَجِّلُهَا

“เมื่อคนใดในหมู่พวกท่านปรารถนาที่จะเข้าหาครอบครัวของเขา-ภรรยา-ก็อย่าได้รีบทำให้เสร็จไป””

إِذَا جَامَعَ أَحَدُكُمْ أَهْلَهُ فَلَا يَأْتِيْهِنَّ كَمَا يَأْتِي الطَّيْرُ لَيَمْكُثُ وَلَيَلْبَثُ (ولَيَتَلَبَّثُ)

“เมื่อคนใดในหมู่พวกท่านมีเพศสัมพันธ์กับครอบครัวของเขา-ภรรยา-ก็อย่าได้มาหาพวกนางเสมือนนกทำ หยุดยืนและต่างก็ยืนทำ”

บรรดานักปราชญ์ด้านศาสนบัญญัติได้เน้นหนักในเรื่องสิทธินี้และได้อธิบายขยายความในตำราศาสนบัญญัติไว้แล้ว, เจ้าของตำรา “ญะวาฮิรุ้ลกะลาม” กล่าวว่า “นักปราชญ์ด้านศาสนบัญญัติกลุ่มหนึ่งกล่าวอย่างชัดเจนว่า ไม่อนุญาตให้ผู้ชายทิ้งการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของเขาเกินกว่า 4 เดือน แต่ในตำรา “กัชฟุ้ลลิษาม” อ้างว่ามากกว่านั้น, ส่วนใน “นิฮายะตุ้ลมะรอม” บอกว่ามันเป็นที่รับรู้กันในทัศนะของหมู่ปราชญ์ ทว่าในตำรา “อัลมะซาลิก” ระบุว่า กฎเกณฑ์นี้เป็นความเห็นสอดคล้องกัน”.

4) ต้องไม่ใช้ความรุนแรง

ท่านศาสนทูตผู้ทรงเกียรติได้สั่งห้ามการใช้ความรุนแรงและกักขฬะต่อผู้หญิง และถือว่าเป็นสิทธิของภรรยาที่ต้องไม่ตบตีนางและตะคอกใส่หน้านาง, ท่านได้ตอบคำถามของเคาละฮ์บินติอัลอัสวัดที่ถามเกี่ยวกับสิทธิของสตรีว่า

حَقُّكِ عَلَيْهِ أَن…لَا يَلْطِمُ وَلَا يَصِيْحُ فِي وَجْهِكِ

“สิทธิของเธอต่อเขาก็คือ…เขาต้องไม่ตบตีและไม่ตะคอกใส่หน้าเธอ”

มีรายงาจากท่านศาสดาความว่า: ท่านกล่าวว่า “ให้ฉันบอกพวกท่านถึงผู้ชายที่เลวที่สุดในหมู่พวกท่านเอาไหม ?”, เรากล่าวตอบว่า “ดีซิ ขอรับ”, ท่านกล่าวว่า;

إِنَّ مِنْ شَرِّ رِجَالِكُمْ…الضَّارِبُ أَهْلَهُ

“หนึ่งในสิ่งอันเลวร้ายของผู้ชายในหมู่พวกท่านก็คือผู้ที่ตบตีครอบครัว-ภรรยา-ของเขา”

حَقُّ الْمَرْأَةِ عَلَى زَوْجِهَا أَن…لَا يُقَبِّحَ لَهَا وَجْهاً فَإِذَا فَعَلَ ذَلِكَ فَقَد أَدَّى وَاللهِ حَقَّهَا

“สิทธิของผู้หญิงต่อสามีของนางก็คือ…เขาต้องไม่ทำทำสีหน้าบูดบึ้งต่อนาง เมื่อใดก็ตามที่เขาทำอย่างนั้น ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ เท่ากับเขาได้ปฏิบัติตามสิทธิของนางแล้ว” 

ข. สิทธิตามหลักจรรยา
1) ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างดีงาม

ชีวิตคู่ที่ปรกติสุขนั้นเป็นการใช้ชีวิตที่ซึ่งคู่สามีภรรยาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันด้วยความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจซึ่งกันและกัน, แต่ละคนต้องไม่แสดงมารยาททรามต่อกัน คนทั้งคู่ต้องระวังรักษาเรื่องการทำคุณงามความดีอันเป็นหลักการที่ต้องดำเนินไปพร้อมกับการใช้ชีวิตคู่นั้น, อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสในอัลกุรานความว่า:

… وَعَاشِرُوهُنَّ بِالْمَعْرُوفِ ۚ فَإِن كَرِهْتُمُوهُنَّ فَعَسَىٰ أَن تَكْرَهُوا شَيْئًا وَيَجْعَلَ اللَّـهُ فِيهِ خَيْرًا كَثِيرًا – النساء: ١٩

…และจงอยู่ร่วมกับพวกนางอย่างดีมีคุณธรรม ฉะนั้นหากพวกเจ้ารังเกียจพวกนาง ก็หวังว่าการที่พวกเจ้ารังเกียจสิ่งหนึ่งนั้น อัลลอฮ์จะทรงบันดาลสิ่งที่ดีอย่างมากมายในนั้น. (อันนิซาอ์ / 19)

ปรากฏรายงานวจนธรรมจากท่านศาสนทูตผู้จำเริญ (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะอาลิฮีวะซั้ลลัม) ความว่า:

خَيْرُكُمْ خَيْرُكُمْ لِنِسَائِهِ، وَأَنَا خَيْرُكُمْ لِنِسَائِي

“ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านที่ทำดีต่อภรรยาของเขา และฉันก็เป็นผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านที่ที่ทำดีต่อภรรยาของฉัน”

มีรายงานวจีธรรมจากท่านอิมามศอดิก (อะลัยฮิสซะลาม) ความว่า

رَحِمَ اللهُ عَبْداً أَحْسَنَ فِيْمَا بَيْنَهُ وَبَيْنَ زَوْجَتِهِ، فَإِنَّ اللهَ عزّ وجلّ قَدْ مَلَّكَهُ نَاصِيَتَهَا وَجَعَلَهُ الْقَيِّمَ عَلَيْهَا

“อัลลอฮ์ทรงเมตตาบ่าวคนหนึ่งซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับภรรยาของเขาเป็นไปอย่างดีงาม เพราะอัลลอฮ์ อัซซะวะญั้ลละ ทรงให้เขาได้ครอบครองนางและทรงกำหนดให้เขาทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลนาง”

มีปรากฎรายงานว่า การมีปฏิกิริยาตอบกลับของภรรยาและการสนองตอบด้วยความดีงามทั้งคำพูดและการกระทำนั้นจะส่งผลให้ชีวิตคู่นั้นมีความราบรื่น นั่นก็คือยิ่งมีการทำดีจากสามีมากเท่าไร ก็จะยิ่งเพิ่มพูนการให้เกียรติจากภรรยามากเท่านั้น

มารยาทและวิธีปฏิบัติเพื่อความเป็นสิริมงคลในวันแรกของการเข้าหอ

1) เมื่อบ่าวสาวเข้าสู่ห้องหอแล้ว แนะนำให้ทั้งสองทำน้ำนมาซ (วุฎูอ์) และนมาซ 2 ร่อกะอะฮ์.

2) ให้อ่านดุอาอ์ต่อไปนี้:

اَللَّهُمَّ ارْزُقْنِي[5](هُ)[6] أَلْفَهَا وَوُدَّهَا وَرِضَاهَا وَارْضِنِي (هِ) بِهَا وَاجْمَعْ بَيْنَنَا (هُمَا) بِأَحْسَنِ اِجْتِمَاعاً وَآنَسِ اِئتِلَافٍ فَإِنَّكَ تُحِبُّ الْحَلَالَ وَتَكْرَهُ الْحَرَامَ.

3) ให้เจ้าบ่าวจับหน้าผากเจ้าสาว หันไปที่กิบละฮ์ แล้วอ่านดุอาอ์ดังต่อไปนี้

(1)

اَللَّهُمَّ بِأَمَانَتِكَ أَخْذْتُهَا (أَخَذَهَا) وَبِكَلِمَاتِكَ اِسْتَحْلَلْتُهَا (اِسْتَحَلَّهَا) فَإِنْ قَضَيْتَ لِي (لَهُ) مِنْهَا وَلَداً فَاجْعَلْهُ مُبَارَكاً تَقِيًّا مِنْ شِيْعَةِ آلِ مُحَمَّدٍ وَلَا تَجْعَلْ لِلشَّيْطَانِ فِيْهِ شَرَكاً وَنَصِيْباً

(2)

اَللَّهُمَّ عَلَى كِتَابِكَ تَزَوَّجْتُهَا (تَزَوَّجَهَا) وَفِي أَمَانَتِكَ أَخَذْتُهَا (أَخَذَهَا) وَبِكَلِمَاتِكَ اِسْتَحْلَلْتُ (اِسْتَحَلَّ) فَرْجَهَا فَإِنْ قَضَيْتَ لِي (لَهُ) فِي رَحِمِهَا شَيْئاً فَاجْعَلْهُ سَوِيًّا وَلَا تَجْعَلْهُ شَرَكَ شَيْطَانٍ

4) ให้เจ้าบ่าวอ่านดุอาอ์ต่อไปนี้ ก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์

بِسْمِ اللهِ الرَّحْمنِ الرَّحِيْمِ الَّذِي لَا إِلَهَ إِلَّا هُوَ بَدِيْعُ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ، اَللَّهُمَّ إِنْ قَضَيْتَ مِنِّيْ فِي هَذِهِ اللَّيْلَةِ خَلِيْفَةً فَلَا تَجْعَلْهُ لِلشَّيْطَانِ فِيْهِ شَرَكاً وَلَا نَصِيْباً وَلَا حَظًّا وَاجْعَلْهُ مُؤْمِناً مُخْلِصاً مُصَفَّى مِنَ الشَّيْطَانِ وَرِجْزِهِ جَلَّ ثَنَائُكَ

“บิสมิ้ลลาฮิ้รเราะห์มานิ้รร่อฮีม อัลละษี ลาอิลาฮะอิ้ลลาฮุวะ บะดีอุสซะมาวาติวั้ลอั้รฎิ, อัลลอฮุมมะ อินก่อฎ็อยตะ มินนี ฟีฮาษิฮิ้ลลัยละติ ค่อลีฟะตัน ฟะลาตัจญ์อั้ลฮุ ลิชชัยฏอนิ ฟีฮิ ชะร่อกัน วะลานะศีบัน วะลาฮัซซ็อน วัจญ์อั้ลฮุ มุอ์มินัน มุคลิศ็อน มุศ็อฟฟัน มินัชชัยฏอนิ วะริจญ์ซิฮี, ญั้ลละษะนาอุก”

 

“คำกล่าวเสนอ” (إيجاب) และ “คำกล่าวสนอง” (قبول) ระหว่างเจ้าสาว และ เจ้าบ่าว ในกรณีที่อ่านโดยตัวแทน

ตัวแทนของเจ้าสาวเริ่มกล่าว “คำกล่าวเสนอ” (إيجاب) โดยเริ่มต้นว่า:

أَنْكَحْتُ مُوَكِّلَتِي (حُسْنِيَّة) لِمُوَكِّلِكَ (نِعْمَة) عَلَى الصِّدَاقِ الْمَعْلُوْمِ

ตัวแทนของเจ้าบ่าวกล่าว (قبول) ตอบรับว่า:

قَبِلْتُ النِّكَاحَ لِمُوَكِّلِي (نِعْمَة) عَلَى هَكَذَا

ตัวแทนของเจ้าสาวกล่าว (إيجاب) ว่า:

زَوَّجْتُ مُوَكِّلَتِي (حُسْنِيَّة) لِمُوَكِّلِكَ (نِعْمَة) عَلَى الصِّدَاقِ الْمَعْلُوْمِ

ตัวแทนของเจ้าบ่าวกล่าว (قبول) ตอบรับว่า:

قَبِلْتُ التَّزْوِيْجَ لِمُوَكِّلِي (نِعْمَة) عَلَى هَكَذَا

ตัวแทนของเจ้าสาวกล่าว (إيجاب) ว่า:

مَتَّعْتُ مُوَكِّلَتِي (حُسْنِيَّة) لِمُوَكِّلِكَ (نِعْمَة) عَلَى الصِّدَاقِ الْمَعْلُوْمِ

ตัวแทนของเจ้าบ่าวกล่าว (قبول) ตอบรับว่า:

قَبِلْتُ التَّمْتِيْعَ لِمُوَكِّلِي (نِعْمَة) عَلَى هَكَذَا

ตัวแทนของเจ้าสาวกล่าว (إيجاب) ว่า:

أَنْكَحْتُ وَ زَوَّجْتُ وَ مَتَّعْتُ مُوَكِّلَتِي (حُسْنِيَّة) لِمُوَكِّلِكَ (نِعْمَة) عَلَى الصِّدَاقِ الْمَعْلُوْمِ

ตัวแทนของเจ้าบ่าวกล่าว (قبول) ตอบรับว่า:

قَبِلْتُ النِّكَاحَ وَ التَّزْوِيْجَ وَ التَّمْتِيْعَ لِمُوَكِّلِي (نِعْمَة) عَلَى هَكَذَا

  • เชิงอรรถ

[1] ในด้านกายภาพและความเหมาะสมของแต่ละด้าน.

[2] ด้วยการรักนวลสงวนตัวและปกป้องสิทธิของสามี.

[3] ไม่มีเพศสัมพันธ์ด้วย หรือแสดงออกว่าไม่สนใจพวกนาง.

[4] ต้องพิจารณาไปทีละขั้น และห้ามกระทำนอกเหนือจากวิธีการทั้งสาม โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำร้ายและอธรรม, ยังมีรายละเอียดที่ต้องศึกษาในประเด็นนี้อีกมาก สามารถหาอ่านได้จาก “ตำราศาสนบัญญัติเฉพาะเรื่องสตรี” หรือหนังสือที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว. (ผู้แปล)

[5] เมื่อเจ้าบ่าวอ่านเอง ก็ให้เจ้าสาวอ่านอามีนตามไป.

[6] เมื่อบุคคลอื่นอ่านนำ ก็ให้เจ้าบ่าว-เจ้าสาวอ่านอามีนตามไป.