วันอาทิตย์ 18 ตุลาคม 2026
หน้าแรก อัลกุรอานและฮะดีษ จริงหรือที่ว่าสวรรค์เป็นของมุสลิมเป็นการเฉพาะ?

จริงหรือที่ว่าสวรรค์เป็นของมุสลิมเป็นการเฉพาะ?

ศึกษาเพื่อทำความเข้าใจประเด็นการรอดพ้น (จากการลงทัณฑ์) ในโลกหน้า

การรอดพ้นในโลกหน้าเป็นเรื่องที่ศาสนิกชนต่างมีความเชื่อและคำอธิบายแตกต่างกัน บทศึกษานี้ตั้งคำถามสำคัญว่า สวรรค์เป็นของมุสลิมเป็นการเฉพาะหรือไม่ และอะไรคือมาตรวัดของการรอดพ้นตามทัศนะอิสลาม โดยพิจารณาผ่านหลักความยุติธรรมและวิทยปัญญาของอัลลอฮ์ รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับผู้ที่มิใช่มุสลิมและความรับผิดชอบของมนุษย์ต่อการกระทำของตนเอง

เชคฮุเซน อะห์มัด อัลเคาะชิน : ผู้ประพันธ์

เชคซัยนุ้ลอาบิดีน ฟินดี้ : แปลและเรียบเรียง


 

ณ เบื้องหน้าวิทยาทาน

มีคำพูดถึงท่านอะลี บินฮุเซน (อะลัยฮิสซะลาม) ว่า : ฮะซัน อัลบัศรี กล่าวว่า “มิใช่เรื่องแปลกประหลาดที่ว่า คนที่ได้รับความหายนะนั้นได้รับความหายนะอย่างไร ทว่าน่าแปลกประหลาดที่บุคคลซึ่งรอดปลอดภัยนั้น เขารอดปลอดภัยได้อย่างไรกัน”, ท่านอะลี บินฮุเซน กล่าวว่า ;

أَنَا أَقُوْلُ: لَيْسَ الْعَجَبُ مِمَّنْ نَجَا كَيْفَ نَجَا، وَإِنَّمَا الْعَجَبُ مِمَّنْ هَلَكَ كَيْفَ هَلَكَ مَعَ سَعَةِ رَحْمَةِ اللهِ.[1]

“ฉันจะบอกว่า มิใช่เรื่องแปลกที่บุคคลหนึ่งรอดปลอดภัยว่า เขารอดปลอดภัยอย่างไร ทว่าอันที่จริงแล้วเป็นเรื่องแปลกที่บุคคลหนึ่งได้รับความหายนะนั้น เขาได้รับความหายนะได้อย่างไรกัน ทั้ง ๆ ที่มีความการุณย์แห่งอัลลอฮ์อันกว้างขวางอยู่”.

ความปลอดภัยและการรอดพ้นจากการลงทัณฑ์ อีกทั้งได้รับชัยชนะด้วยคุณูปการอันเป็นนิรันดร์นั้น ถูกเปรียบเปรยว่า เป็นยอดปรารถนาที่ ทุกคนผู้ซึ่งศรัทธาเรื่องวันสุดท้าย หรือการมีชีวิตนิรันดรนั้นต่างก็รู้เรื่องนี้ดี แม้นกระทั่งผู้ที่ปฏิบัติตามศาสนาอื่นที่มิใช่ศาสนาที่มาจากเบื้องบน[2], อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความเห็นแย้งในหมู่บรรดาผู้มีศรัทธาและพวกเขามีความเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นเรื่องระดับขั้นของความหมายนี้ที่ปรากฏอยู่ในเรื่องราวของพวกเขาและตัวแปรของความหมายนี้ในชีวิตของพวกเขา เพราะยังคงมีความหวังซึ่งผู้คนทั้งหลายต่างมีอยู่, ในหมู่พวกเขามีพวก    ฝ่าฝืน และประตูแห่งการมองโลกในแง่ดีก็ยังเปิดให้พวกเขา ณ เบื้องหน้าวิถีของพวกเขาในโลกหน้า, ใช่แล้ว บางคนก็ได้ไปถึงระดับขั้นแห่งความสมบูรณ์แบบ พวกเขาข้ามผ่านเลยขั้นตอนของความต้องการการรอดพ้นจากไฟนรกไปแล้ว เพื่อที่ผู้ทรงสัจธรรมได้ทรงพอพระทัยและพวกเขาก็พลอยยินดีพระองค์ด้วย นั่นเป็นจุดประสงค์และเป้าหมายของพวกเขา ดังที่ท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีน อะลี (อะลัยฮิสซะลาม) กล่าวว่า:

إِلَهِي مَا عَبَدْتُكَ خَوْفًا مِنْ نَارِكَ وَلَا طَمْعًا فِي جَنَّتِكَ، لَكِنْ وَجَدْتُكَ أَهْلًا لِلْعِبَادَةِ فَعَبَدْتُكَ.[3]

“โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์มิได้เคารพภักดีพระองค์เพราะความกลัวไฟนรกของพระองค์ และมิใช่ความอยากได้ในสวรรค์ของพระองค์ ทว่าข้าพระองค์ได้พบแล้วว่า พระองค์นั้นทรงเป็นผู้สมควรได้รับการเคารพภักดี ข้าพระองค์จึงเคารพภักดีพระองค์”

การรอดพ้นในทัศนะของศาสนาทั้งหลาย

ศาสนิกชนของศาสนาต่าง ๆ มีความเชื่อว่า ไม่มีมนุษย์คนใดรอดพ้น นอกจากศาสนิกชนในศาสนาของพวกเขาและยืนยันตามความเชื่อของพวกเขาเท่านั้น, พวกยะฮูดีเห็นว่า การรอดพ้นเป็นของผู้ปฏิบัติตามศาสนายะฮูด, เช่นเดียวกับที่ในทัศนะของชาวนัศรอนีผู้ซึ่งได้ระบุลักษณะของ “อัลมะเซียะห์” ว่าเป็น “พระผู้ทรงให้การรอดพ้น” และตำราอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาได้กล่าวถึงข้อความที่ว่า “นอกจากเขาแล้ว ไม่มีใครรอดพ้น ไม่มีชื่อสุดท้ายที่อยู่ภายใต้ท้องฟ้านี้ในหมู่มนุษย์ที่ได้รับการประทานให้ จึงเป็นเรื่องบังควรที่เราจะรอดปลอดภัย”[4], อัลกุรอานอันจำเริญได้ชี้ให้เห็นข้อกล่าวอ้างของชาวยะฮูดีและ       นัศรอนีนี้ในพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า

وَقَالُوا لَن يَدْخُلَ الْجَنَّةَ إِلَّا مَن كَانَ هُودًا أَوْ نَصَارَىٰ ۗ تِلْكَ أَمَانِيُّهُمْ ۗ قُلْ هَاتُوا بُرْهَانَكُمْ إِن كُنتُمْ صَادِقِينَ – البقرة / ١١١

พวกเขาพูดว่า “จะไม่มีใครได้เข้าสวรรค์ นอกจากคนที่เป็นยะฮูดีหรือนัศรอนี” นั่นเป็นความเพ้อฝันของพวกเขา, จงบอก (ไป) ว่า “พวกท่านก็จงนำหลักฐาน (ยืนยันคำพูด) ของพวกท่านมาซิ หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริง” (อัลบะเกาะเราะฮ์ / 111)

และเช่นกัน มุสลิมก็มีความเชื่อว่าพวกเขา คือ พวกที่ได้รับการรอดพ้นแต่เพียงพวกเดียว ดังที่ว่า

وَمَن يَبْتَغِ غَيْرَ الْإِسْلَامِ دِينًا فَلَن يُقْبَلَ مِنْهُ وَهُوَ فِي الْآخِرَةِ مِنَ الْخَاسِرِينَ – آل عمران / ٨٥

บุคคลใดมุ่งหมายศาสนาอื่นที่ไม่ใช่อิสลาม เขาจะไม่ถูกยอมรับ และในโลกหน้าเขาก็จะเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ขาดทุน. (อาลิอิมรอน / 85)

มีบางคำพูดที่ได้ขยายความเรื่องความยากลำบากของการรอดพ้นใน วันกิยามะฮ์ และมนุษย์ที่รอดพ้นมีจำนวนน้อย, มีคำบอกเล่าที่ถ่ายทอดมาจากนักเทศน์ชาวคริสเตียนคนหนึ่งในศตวรรษที่ 13 ที่ว่า : “อัตราส่วนของผู้ที่รอดพ้นในวันกิยามะฮ์นั้นไม่เกินหนึ่งในแสนคน ซึ่งก็คือในหนึ่งล้านคนมีอยู่สิบคนเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้น วิถีของพวกเขามุ่งหน้าสู่ไฟนรกและเส้นทางอันเลวร้าย”[5]

สิ่งที่นักเทศน์คริสเตียนผู้นี้กล่าว ก็เหมือนกับที่นักเทศน์ยะฮูดี มะญูซี หรือมุสลิม หรือคนอื่น ๆ กล่าวกัน, ทุกกลุ่มต่างก็รายงานเรื่องราวทางศาสนาที่เน้นย้ำสมมติฐานของเขา ความหมายของมันก็คือ มนุษย์ส่วนใหญ่จะได้รับการลงทัณฑ์อยู่ในไฟนรก พวกเขาจะถูกขับไล่ไสส่งออกจากความการุณย์แห่งอัลลอฮ์, ทว่าสวรรค์นั้น ความกว้างของมันเทียบเท่าความกว้างของชั้นฟ้าและผืนแผ่นดิน       มันจะเป็นของคนกลุ่มน้อยนิดที่เป็นผู้ปฏิบัติตามศาสนานี้ หรือสำนักธรรม (มัษฮับ) นี้ หรือคณะนี้เท่านั้น นะหรือ !

ด้วยกับการเข้าไปคลุกวงในของทุกศาสนา เราจะพบว่า ทุกกลุ่มย่อยหรือทุกลัทธิความเชื่อของศาสนาใดก็ตาม ต่างก็ผูกขาดการรอดพ้นไว้ที่ตัวเองและพิพากษาให้กลุ่มอื่นต้องพบกับความหายนะและหลงผิด, เรื่องราวเหล่านี้เราพบได้ในหมู่ชาวยะฮูดี ชาวนัศรอนี และเช่นกัน เราก็พบได้ในมุสลิมทุกกลุ่มที่ต่างก็อวดอ้างว่า การรอดพ้นนั้นเป็นการผูกขาดและเฉพาะสำหรับผู้ปฏิบัติตามกลุ่มคนนั้น สิ่งนี้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า วาทกรรมเรื่องกลุ่มย่อยที่รอดพ้นนั้นมันได้แพร่ กระจายไปในหมู่ผู้ปฏิบัติตามศาสนาต่าง ๆ ทั้งหมด มิใช่เฉพาะมุสลิมเท่านั้น โดยที่เราก็ได้พิจารณาแล้วว่า ทุกกลุ่มแยกย่อยนั้นต่างก็อวดอ้างว่า กลุ่มเหล่านี้นั่นเองที่เป็นพวกรอดพ้น มิใช่กลุ่มอื่น

บางคนไปไกลกว่านั้น เขามีความเห็นว่า แม้กระทั่งในแวดวงสำนักธรรม (มัษฮับ) ย่อยเองก็ตาม ก็มีคนที่ไม่ได้เข้าสวรรค์, ประหลาดยิ่งไปกว่านั้นก็คือ คำพูดของอุละมาอ์บางคนที่ว่า ผู้ที่ถูกสังหารในศึกสงครามของท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีน (อะลัยฮิสซะลาม) ไม่ได้เป็นผู้รอดพ้นในวันกิยามะฮ์, เขา (อุละมาอ์คนนั้น)-ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาเขาด้วย-พูดว่า : “ตามหลักการดังกล่าว ผู้ที่ถูกสังหารในศึกสงครามทั้งสามของท่าน (อะมีรุ้ลมุอ์มินีนอะลี) นั้น, หากการให้สัตยาบัน (บัยอะฮ์) ของเขาเป็นสัตยาบัน ณ อัลเฆาะดี้ร พวกเขาก็ถือว่าเป็น “ชะฮีด”[6] ที่ประสบแต่ความผาสุก แต่หากเป็นการให้สัตยาบันต่อผู้ที่มาก่อนท่านอิมาม, ในทัศนะของข้าพเจ้าเป็นที่ชัดเจนว่า พวกเขาไม่ใช่ผู้รอดพ้น ดังที่มีรายงานพูดว่า บุคคลใดในหมู่พวกเขากระทำเช่นนั้น และไม่ได้ทำไปเพราะหลักฐานของผู้ปกครองที่มาจากอัลลอฮ์ นั่นเป็นโมฆะ…”[7], สัตยาบัน ณ อัลเฆาะดี้ร หมายถึง สัตยาบันต่อสัจธรรมของสารธรรมและสภาวะการเป็นศาสดา…”[8]

ผลกระทบของคำกล่าวและรายงานเหล่านี้ที่แพร่กระจายไปในหมู่ผู้ปฏิบัติตามศาสนาและสำนักธรรมย่อยที่มีความแตกต่างกันเหล่านั้น ก็คือ อัลลอฮ์ทรงสร้างสิ่งถูกสร้างทั้งหลายเพื่อการลงทัณฑ์ มิใช่ความการุณย์ และเรื่องหลักในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ก็คือ พวกเขาต้องถูกลงทัณฑ์และลงโทษ ส่วนสวรรค์และความการุณย์ ทั้งสองนั้นเป็นเรื่องยกเว้นเฉพาะ (มิใช่เรื่องหลัก) !

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นอันเป็นทัศนะที่น่ารันทด ความคิดหยาบ และน่าเกลียดที่มีต่อศาสนาและศาสนิกชน ทำให้เราต้องตั้งสมมติฐาน-เฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่การสื่อสารเหล่านี้ถูกนำมาเสนอความเห็นผ่านการออกอากาศและมุสลิมนับล้านคนและศาสนิกอื่นได้ยินได้ฟัง-ศึกษาประเด็นอันมีนัยยะสำคัญเหล่านี้ โดยศึกษาเป็นเนื้อหาเฉพาะประเด็นที่ใช้การตัดสินทางปัญญาและการถ่ายทอดเรื่องราวทางศาสนาที่ถูกต้อง ด้วยเป้าหมายที่จะทำให้จุดยืนอันใกล้เคียงที่สุดต่อความจริงได้กระจ่างชัดขึ้น และนำเสนอมโนคติเชิงโน้มน้าวและชวนเห็นพ้องต้องกันที่จะตอบคำถามอันเร่งด่วนในระดับนี้, ส่วนสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ก็คือ อะไรคือมาตรวัดความปลอดภัยและการรอดพ้นในโลกหน้าตามวาทกรรมแห่งอิสลาม ? อะไรคือความเชื่อและพฤติกรรมที่ทำให้รอดปลอดภัย ? การรอดพ้นนั้นเป็นการผูกขาดของกลุ่มชนที่ถูกกำหนดไว้แล้ว หรือศาสนิกชนเฉพาะศาสนาที่ถูกกำหนดไว้ ?

คำถามเหล่านี้และอื่น ๆ ล้วนวนเวียนอยู่ในกรอบนี้ เราจะพยายามหาคำตอบที่ปราศจากซึ่งข้อสงสัยใด, ซึ่งสำหรับการศึกษาชิ้นนี้มีอยู่ด้วยกัน 5 ส่วน ดังต่อไปนี้

ส่วนที่ 1 เราจะพยายามค้นหาหลักยึดเรื่องการรอดพ้นในโลกหน้าและกฎเกณฑ์เรื่องความปลอดภัยนั้น

ส่วนที่ 2 เราจะขยายความประเด็นปัญหาเรื่องไฟนรกให้กระจ่างเบ็ดเสร็จว่า มันถูกสร้างมาทำไม และเพื่อเป้าหมายใด ? เราจะทำความเข้าใจเรื่องการดำรงอยู่ตลอดกาลในนรกนั้น อย่างไร ? มันจะไม่สอดคล้องกันกับความยุติธรรมแห่งอัลลอฮ์ หรือ ? ที่นั่นยังมีแหล่งพำนักอื่นในวันกิยามะฮ์ นอกเหนือ จากสวรรค์หรือนรก หรือไม่ ?

ส่วนที่ 3 จะมีการพูดถึงเรื่องสำนักธรรมย่อยในอิสลามที่รอดปลอดภัยในวันกิยามะฮ์

ส่วนที่ 4 เราจะขยายความเรื่องวิถีในโลกหน้าสำหรับผู้ที่มิใช่มุสลิมให้กระจ่างอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และเราจะแจกแจงเรื่องคำพิพากษาเกี่ยวกับการเคารพภักดีและพฤติกรรมของพวกเขา

ส่วนที่ 5 ส่วนสุดท้ายนั้น จะพูดกันเรื่องเกี่ยวกับวิถีในโลกหน้าสำหรับ ศาสนบัญญัติเชิงสังคมที่จะตามมา เช่น ผู้มีความบกพร่องทางปัญญา เด็ก และลูกหลานที่ถือกำเนิดอย่างไม่ถูกต้องตามหลักการศาสนา

 

ส่วนที่ 1 กฎเกณฑ์และมาตรวัดการรอดพ้น

ความยุติธรรมและวิทยปัญญา

การตัดสินความคิดและความเห็นที่หยาบกระด้าง หรือการโอนอ่อนผ่อนตามในประเด็นเรื่องการตรวจสอบในโลกหน้านั้น จำเป็นที่จะต้องขับเคลื่อนจากการรับรองมาตรวัดและกฎเกณฑ์ซึ่งตัดสินชี้ขาดประเด็นการได้รับผลานิสงส์และการลงโทษ, และกำหนดขอบเขตของหลักยึดพื้นฐานซึ่งการรอดพ้นในโลกหน้าตั้งอยู่บนนั้น.

มาตรวัดแรก ซึ่งจำเป็นต้องยึดถือในการสอบสวน (คำนวณผลงานดีชั่ว) ก็คือ “ตราชูแห่งความเที่ยงธรรม” โดยการกำหนดให้ผู้มีสิทธิ์ต้องได้รับสิทธิ์นั้น โดยปราศจากซึ่งการแบ่งแยกหรือลำเอียงอย่างไม่ถูกต้อง, ที่เหมือนกันนี้ ก็คือ “ตราชูแห่งวิทยปัญญา” ด้วยความหมายที่ว่า กำหนดเรื่องราวไปตามเนื้อผ้า, ความเที่ยงธรรมและวิทยปัญญานี้เป็นคุณลักษณะแห่งองค์ผู้ทรงสัจธรรม มหาบริสุทธิ์ยิ่งเป็นของพระองค์, ทั้งสอง คือ ฐานรากซึ่งปฐมบทแห่งการสอบสวนต้องแอบอิงอยู่กับเรื่องนั้น, จึงมีความจำเป็นสำหรับความเที่ยงธรรมแห่งพระองค์ ผู้ทรงสูงส่งยิ่ง ที่จะให้สิทธิ์กับผู้ที่มีสิทธิ์ครอบครองสิ่งนั้น และจะต้องไม่อธรรมต่อผู้ใดแม้เท่าอณูเดียว เช่นเดียวกันนี้เองที่ความจำเป็นในเรื่องวิทยปัญญาของพระองค์ที่จะไม่ทรงลงทัณฑ์แก่ผู้ใด นอกจากผู้นั้นต้องสมควรได้รับการลงทัณฑ์นั้น, ตราชั่งเรื่องผลานิสงส์และการลงโทษ ณ อัลลอฮ์นั้นชัดเจนและเที่ยงตรง, มัน คือ ตราชั่งแห่งสัจธรรมและความยุติธรรม, ในสารานุกรมแห่งความเที่ยง-ธรรมของพระเจ้านั้นไม่มีคำว่า การล้างแค้น การคว่ำบาตร การเร่งรีบ การมีสองมาตรฐาน หรือความลำเอียง, ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นล้วนเป็นความอธรรมและ การกดขี่, อัลลอฮ์ ทรงสูงส่งยิ่งเกินกว่าสิ่งนั้น มันคือเรื่องราวซึ่งท่านอิมามอะลี บินฮุเซน (อะลัยฮิสซะลาม) ได้กล่าวในดุอาอ์ของท่านว่า

وَقَدْ عَلِمْتُ يَا إِلَهِي أَنْ لَيْسَ فِي حُكْمِكَ ظُلْمٌ، وَلَا فِي نِقْمَتِكَ عَجِلَةٌ، وَإِنَّمَا يَعْجِلُ مَنْ يَخَافُ الْفَوْتَ، وَإِنَّمَا يَحْتَاجُ إِلَى الظُّلْمِ الضَّعِيْفُ، وَقَدْ تَعَالَيْتَ يَا إِلَهِي عَنْ ذَلِكَ عُوًّا كَبِيْرًا.[9]

“โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์รู้ดีว่า ไม่มีการกดขี่ในคำตัดสินของพระองค์ ไม่มีความรีบเร่งในผลกรรมตามสนอง อันที่จริงผู้ที่กลัวการสูญเสียต่างหากที่รีบเร่ง และผู้อ่อนแอต่างหากที่ต้องการการกดขี่, โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ พระองค์ทรงสูงส่งยิ่งเกินกว่าเรื่องนั้น”

สภาพความจำเป็นแห่งความยุติธรรมของพระองค์ มหาบริสุทธิ์เป็นของพระองค์ ผู้ทรงสูงส่งยิ่ง นั่นเองที่จะไม่ทรงลงทัณฑ์ผู้ใด นอกจากเขาผู้นั้นสมควรต้องได้รับโทษทัณฑ์ และการลงทัณฑ์ของพระองค์ก็จะต้องสอดคล้องกับกระทงความผิดนั้น, การทำความยุติธรรมให้ปรากฏเป็นจริงนั้น คือ เป้าหมายพื้นฐานของการสถาปนาศาสดา, ในวันกิยามะฮ์ อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ได้ทรงตระเตรียมเป้าหมายของการดำเนินการให้เกิดความเที่ยงธรรม การทำให้สัจธรรมเป็นที่ปรากฏ จัดการให้ผู้ถูกกดขี่ได้รับสิทธิ์คืนจากผู้กดขี่ และสอบสวนผู้กดขี่, ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ ณ ที่นั้น จะถูกดำเนินการไปอย่างอธรรม, คำขวัญของวันกิยามะฮ์ ก็คือ

الْيَوْمَ تُجْزَىٰ كُلُّ نَفْسٍ بِمَا كَسَبَتْ ۚ لَا ظُلْمَ الْيَوْمَ ۚ إِنَّ اللَّـهَ سَرِيعُ الْحِسَابِ -١٧

วันที่ซึ่งทุกชีวิตต่างได้รับการตอบแทนตามที่ขวนขวายมา ไม่มีการกดขี่ในวันนี้ แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงคิดบัญชีรวดเร็ว. (ฆอฟิ้ร / 17)

ไม่มีการใช้อารมณ์ในการสอบสวน

ความเชื่อมั่นในตรรกะของความเที่ยงธรรมและถือว่ามันเป็นกฎเกณฑ์หนึ่งที่ควบคุมกระบวนการถกเถียงทางวิชาการในประเด็นนี้, และให้รูปลักษณ์ที่เป็นแหล่งตรวจสอบอันเป็นพื้นฐาน ซึ่งไม่อาจที่จะออกนอกขอบเขตดังกล่าวในการหาบทสรุปและถือว่าเป็นจุดยืนนั้น, ความหมายดังกล่าว ก็คือ ประเด็นเรื่องการรอดพ้นหรือการได้รับความหายนะ หรือเพื่อการถ่ายทอดเรื่องราวการได้รับผลานิสงส์หรือการลงทัณฑ์นั้น ไม่อาจเสร็จสมบูรณ์ชนิดที่ปิดหูปิดตาหรือ ไร้กฎ เกณฑ์ได้ อันที่จริงมีมาตรวัดที่ชัดเจนที่คอยกำกับเรื่องราวเหล่านั้น ซึ่งการใช้ปัญญาพิจารณาก็ตามติดเรื่องนี้ด้วย ดังนั้น จึงต้องมีความสอดคล้องต้องกันของการสอบสวน ไม่ว่าจะลงเอยด้วยผลานิสงส์หรือการลงทัณฑ์ ที่จะต้องมาพร้อมกับยืนยันในเรื่องความยุติธรรมของ อัลลอฮ์และการห่างไกลจากความอธรรม ดังที่ “ชาวอัดลียะฮ์”[10] มีทัศนะดังกล่าวสอดคล้องกับ “กฎเกณฑ์เรื่องความดีงามและความน่ารังเกียจตามการพินิจของปัญญา”[11]

การไร้กฎเกณฑ์ในเรื่องการสอบสวนและการไม่มีหลักยึดโยงอยู่กับมาตรฐานทางปัญญาและสามัญสำนึกที่ยอมรับได้นั้น เป็นเรื่องซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่อัลลอฮ์จะทรงได้รับการระบุลักษณะว่าออกห่างจากสิ่งนี้ เพราะเป็นการปฏิเสธตรรกะของความยุติธรรม และสิ่งซึ่งปัญญาอันชัดแจ้งได้ตัดสินไว้แล้ว, ดังตัวอย่างต่อไปนี้ หากมนุษย์สองคนอยู่ในระดับเดียวกันในด้านการปฏิเสธศรัทธาและการแข็งขืน หรือการขัดขืนและการฝ่าฝืน, ความเหมาะสมในเรื่องความยุติธรรมในประเด็นนี้ก็คือทั้งสองควรต้องอยู่ในระดับของการถูกลงทัณฑ์ แต่หากนำเอาคนใดคนหนึ่งเข้านรกแล้วปล่อยอีกคนหนึ่งเข้าสวรรค์ โดยไม่มีประเด็นที่อาจยอมรับได้ มันย่อมเป็นความอธรรมโดยแท้ ซึ่งเจ้าชีวิต (เมาลา) ทรงห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้อย่างแน่นอน

ตัวอย่างอื่นเช่น หากมีบุคคลสองคนที่มีความเชื่อความศรัทธาอย่างถูกต้องตามแนวทางของหลักการศาสนาอย่างเท่าเทียมกันโดยปราศจากความโดดเด่นหรือความประเสริฐเหนือกว่าอีกคนหนึ่ง, สิ่งซึ่งหลีกเลี่ยงมิได้เมื่อได้พิจารณาตามหลักวิทยปัญญาและความเที่ยงธรรมที่จะต้องมีความเท่ากันในด้านการได้รับผลานิสงส์ และไม่กินกับปัญญาเลยที่จะให้ใครเหนือกว่าใคร เพื่อให้การกระทำนั้นปลอดจากการยินยอมพร้อมใจหรือการใช้อารมณ์ตัดสิน

แต่ทว่า ยังมีตัวอย่างสุดท้ายที่ยังคงมีการวิพากษ์กันอยู่ในหมู่นักการศาสนาที่ว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจะสมานแนวคิดระหว่างคำพูดที่ว่า “การได้รับผลานิสงส์นั้นเป็นการเอื้อเฟื้อจากอัลลอฮ์เท่านั้น มิใช่เป็นเรื่องที่ต้องได้รับตามสิทธิ์อย่างไร ?” เราจะเริ่มพูดคุยประเด็นนี้ต่อไป

ไม่มีใครที่ต้องรับผิดชอบภาระของผู้อื่น

ตรรกะทางปัญญาชี้ชวนให้คิดว่า เป็นเรื่องเหมาะสมที่ทุกชีวิตจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ดังที่อัลกุรอานกล่าวว่า

كُلُّ نَفْسٍ بِمَا كَسَبَتْ رَهِينَةٌ – المدثر / ٣٨

ทุกชีวิตมีหลักประกันอยู่ที่สิ่งซึ่งมันได้ขวนขวายทำมา (อัลมุดดัษษิ้ร / 38)

… وَلَا تَكْسِبُ كُلُّ نَفْسٍ إِلَّا عَلَيْهَا … – الأنعام / ١٦٤

… ทุกชีวิตจะไม่ขวนขวาย (สิ่งใด) นอกจากสิ่งนั้นจะเป็นผล-ทั้งประโยชน์และเสียหาย-ต่อชีวิตนั้น … (อัลอันอาม / 164)

ฉะนั้นการที่มนุษย์จะต้องรับโทษต่อบาปที่ผู้อื่นทำผิดไว้นั้น ย่อมเป็นความอธรรมอย่างแน่นอน สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นได้ในโลกมนุษย์ ทว่ามันเป็นไปไมได้  ที่จะเกิดขึ้นในอาณาจักรแห่งอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์, พระองค์ ทรงสูงส่งยิ่ง ตรัสว่า

… وَلَا تَزِرُ وَازِرَةٌ وِزْرَ أُخْرَىٰ …﴿ الأنعام / ١٦٤

… ผู้แบกภาระ (บาป) ไม่อาจแบกภาระ (บาป) ของผู้อื่นได้-ต่างคนต่างรับผิดชอบบาปของตนเอง- … (อัลอันอาม / 164)

การลงโทษมนุษย์ตามที่ผู้อื่นทำความผิดไว้นั้น ไม่ได้น่าเกลียดน้อยไปกว่าการลงโทษมนุษย์โดยที่เขาไม่มีทางเลือก ดังที่มีการถือโทษเขาในเรื่องชาติพันธุ์ สีผิว และอื่น ๆ อันเป็นลักษณะซึ่งถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษของเขา, หรือการสอบสวนเรื่องราวที่ออกมาจากเขา โดยที่เขาไม่ได้อยู่ในภาวะรับรู้ใด เช่น การกระทำหรือคำพูดซึ่งออกมาในระหว่างที่เขาหลับ เป็นต้น.

ภาระบาปของ “ความผิดแรก”

เราปฏิเสธ “ความผิดแรก” ซึ่งมีการถ่ายทอดผ่านตัวบทที่ว่าด้วยการฝ่าฝืนของศาสดาอาดัม (อะลัยฮิสซะลาม) ต่อพระบัญชาของ อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ที่ห้ามรับประทานผลไม้สวรรค์ แล้วเขาก็ก่อความผิดดังกล่าว จนเป็นเหตุให้เขาต้องออกมาจากสวรรค์ ลูกหลานและเชื้อสายของเขาก็ต้องได้รับเคราะห์นั้นเช่นกัน ความผิดของศาสดาอาดัมและเฮาวาอ์นั้นเองที่ทำให้มนุษย์ต้องแปดเปื้อนไปด้วยตามความเชื่อของชาวคริสต์ทั่วไป, วิลล์ดูแรนท์ได้รายงานจากเกรเทียน (Gratian) ในหนังสือของเขา Decretum ซึ่งเป็นหนังสือที่คริสต์จักรรับแนวคิดมาเป็นส่วนหนึ่งของคำสอนอย่างไม่เป็นทางการของคริสต์จักร ความว่า : “มนุษย์ทุกคนถือกำเนิดมาตามผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิง เขาเกิดมาในสภาพที่แปดเปื้อนไปด้วยความผิดแรก มีแนวโน้มที่จะอกตัญญูและเสียชีวิต ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเป็นเด็กน้อยที่ได้รับการโกรธกริ้ว”, เขาไม่มีทางปลอดจากความโสมมและการสาปแช่ง เว้นแต่ความการุณย์ของพระเจ้าและการเสียชีวิตของพระคริสต์ (อัลมะเซียห์) ซึ่งท่านได้ปลดเปลื้องบาปของเขา, “มนุษย์จะไม่หลุดพ้นจากความรุนแรง อารมณ์ใฝ่ต่ำ และความละโมบ เขาจะช่วยให้ผู้คนและสังคมซึ่งเขาอาศัยอยู่นั้นรอดพ้นจากความหายนะ นอกจากตัวอย่างที่พระคริสต์ผู้พลีชีพได้ยกมากล่าวในเรื่องความอ่อนโยนและความเป็นมิตร”, ดูแรนท์ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า : “การเชิญชวนสู่ความเชื่อนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการปรากฏภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งการใช้ความคิดไม่อาจทำความเข้าใจกับมันได้ นอกเสียจากต้องบอกว่าเป็นการลงโทษความผิด, การเผยแพร่ความเชื่อนี้ก่อให้เกิดความรู้สึกในหมู่ผู้คนมากมายในยุคกลางว่า พวกเขาถูกสร้างมาในสภาพโสมม เสื่อมทราม และทำความผิด, นั่นคือความรู้สึกซึ่งมีอิทธิพลเหนือวัฒนธรรมความเชื่อของพวกเขาในปี ค.ศ. 1200”.

ดูแรนต์มีทัศนะว่า : ความเชื่อเรื่อง “ความผิดแรก” นี้อยู่ในหลักธรรมคำสอนของชาวคริสต์ มันเป็นเสมือนความคิดที่ว่า “กรรมเป็นตัวกำหนด” ของแนวคิดศาสนาฮินดู อันเป็นความพยายามที่จะอธิบายสิ่งที่มนุษย์ประสบความเจ็บป่วยโดยทั่วไป, บทสรุปของการอธิบายเช่นที่ว่านี้ ก็คือ คนดีมีคุณธรรมได้ประเมินความเจ็บป่วยในชีวิตโลกนี้นั้นก็เป็นเพราะชนรุ่นก่อนของพวกเขาได้ทำบาปไว้.[12]

การที่เราต้องปฏิเสธความเชื่อที่ว่านี้ ก็เพราะหลายเหตุปัจจัยด้วยกัน ดังนี้

หนึ่ง มนุษย์ทุกคนเกิดมาในสภาพสะอาดปราศจากความโสมมและบาปทั้งปวง ปลอดพ้นจากความสกปรกและข้อบกพร่อง, อันที่จริงเขาทำบาปด้วยวิถีของตนเองและการเลือกของเขา และมันจะไม่ตกทอดเป็นมรดกเหมือนลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคลที่เป็นกายภาพ, นี่คือความเชื่อของเรา สามัญสำนึก หลักฐาน และอัลกุรอานก็เป็นประจักษ์พยานตามนั้น, ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นกับศาสดาอาดัมและท่านหญิงเฮาวาอ์ในสวรรค์ อันเป็นเหตุการณ์ที่ตกอยู่ในขอบข่ายของชัยฏอนนั้น นอกเหนือจากการที่ไม่อาจนับว่าเป็นความ ผิดของท่าน (ศาสดาอาดัม) แต่เป็นเพียงความผิดพลาด จนเป็นเหตุให้ท่านทั้งสองต้องออกมาจากสวนสวรรค์, ตามสมมติฐานที่ว่านี้ มันก็ไม่ได้ถ่ายทอดสู่ลูกหลานของท่าน ดังที่เราได้กล่าวผ่านมาว่า ทุกชีวิตมีหลักประกันอยู่ที่สิ่งที่เขาขวนขวายทำมา มันไม่กินกับปัญญาเลยตามหลักตรรกะของความยุติธรรมที่ลูกหลานของอาดัมต้องแบกรับความ ผิดของเขาไว้ทั้งหมด และต้องชดใช้สิ่งที่เขาไม่มีส่วนด้วย.

สอง หากแนวคิดที่ว่า “กรณีที่เกิดจากศาสดาอาดัมถือเป็นความผิด” นั้นถูกต้อง แล้วทำไมต้องปลดเปลื้องความผิดนั้นด้วยเลือดด้วย ? การกลับตัวกลับใจอันแน่วแน่ที่บริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ให้พระองค์ทรงยกโทษความผิดนั้น ยังไม่เพียงพอดอกหรือ ? แต่หากการลงโทษดังกล่าวเป็นไปตามความยุติธรรมแห่งพระองค์ ผู้ทรงสูงส่งยิ่ง คือความตายอยู่ในนรกญะฮันนัมไปตลอดกาล สำหรับบุคคลที่ก่อความผิด ถึงแม้นจะรับถ่ายทอดมาก็ตาม แล้วทำไมถึงต้องมีการไถ่โทษด้วยความตายของบุคคลหนึ่ง-ท่านมะเซียห์-เป็นเวลา 3 วันด้วย ? นี่เป็นการการยอมรับคำพิพากษาที่ให้ตายตกตามกันและไถ่หนี้แล้ว     นะหรือ ?.[13]

สาม มิใช่เป็น “ความเหมาะสมตามวิทยปัญญา” ดอกหรือที่ว่า ผู้ทรงความยุติธรรมอันเปี่ยมไปด้วยวิทยปัญญา-นั้นคืออัลลอฮ์-จะทรงให้ปวงบ่าวของพระองค์อยู่ในสภาพระมัดระวังตนจากการคิดบัญชีของพระองค์ และเกรงกลัวการลงโทษของพระองค์ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ป้องปรามพวกเขาให้ห่างไกลจากการทำความผิด แล้วจัดการการดำเนินชีวิตของพวกเขาและสร้างความมั่นใจเรื่องการกลับคืนของพวกเขา (ว่าจะต้องปลอดภัยในภายภาคหน้า) ? โดยแลก เปลี่ยนกับการที่ต้องสังเวยพวกเขาด้วยความตายของบุคคลหนึ่ง แล้วแอกของการขัดขืนและการฝ่าฝืนของพวกเขาจะถูกปลดออก และแยกเอาอารมณ์และความชั่วของพวกเขาออกมา.[14]

มีการกล่าวกันว่า การไถ่โทษ คือ ประตูแห่งความการุณย์ที่มีต่อปวงบ่าว นั่นเป็นการอ้างถึงความรักของอัลลอฮ์ที่มีต่อปวงบ่าวของพระองค์และความเอื้ออารีของพระองค์ต่อพวกเขา เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงได้รับการไถ่โทษด้วยความตายของท่านมะเซียะห์และการถูกตรึงบนไม้กางเขนของท่านนั่นเอง.

คำตอบ ก็คือ ความการุณย์ของพระองค์ที่ต่อปวงบ่าวของพระองค์นั้นเป็นไปในลักษณะที่ทำให้พวกเขาคงอยู่กับความกลัวและความหวัง มิได้เปิดประตูเพียงบานเดียวสำหรับทางสองแพร่งนั้น นั่นคือประตูแห่งความหวัง นั่นก็คือมันจะผลักไสพวกเขาสู่ความปลอดภัยจากการคิดบัญชีของอัลลอฮ์และการลงทัณฑ์ของพระองค์ และกระตุ้นให้พวกเขาฝ่าฝืนและแสดงความเป็นศัตรู อีกทั้งก่อให้เกิดความสับสนอย่างรุนแรง และส่งผลต่อความมั่นคงในการดำรงชีวิตและความเป็นระเบียบเรียบร้อย, ความการุณย์ในเรื่องนี้อยู่ที่ใด ?

แล้วความการุณย์อันกว้างขวางนี้ทำไมถึงไม่ครอบคลุม “พระบุตร” ด้วย ? มันได้รับการผ่อนปรนจากการพลีตน และต้องการจาก “พระบิดา” ด้วยการร้องไห้และโศกเศร้าอย่างรุนแรงที่ท่านขอให้เลื่อน “แก้วอันขมขื่น” ออกไปให้ไกลจากตัวท่าน ดังที่ปรากฏใน “พระคัมภีร์ใบเบิลใหม่” ที่กล่าวว่า : “แล้วพระองค์เสด็จดำเนินไปอีกหน่อยหนึ่ง ก็ซบพระพักตร์ลงถึงดิน อธิษฐานว่า โอ้ พระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์”[15], และที่กล่าวว่า : “ครั้นประมาณบ่ายสามโมงพระเยซูทรงร้องเสียงดังว่า `เอลี เอลี ลามาสะบักธานี` แปลว่า พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย บางคนที่ยืนอยู่ที่นั่น เมื่อได้ยินก็พูดว่า `คนนี้เรียกเอลียาห์` ในทันใดนั้น คนหนึ่งในพวกเขาวิ่งไปเอาฟองน้ำชุบน้ำองุ่นเปรี้ยวเสียบปลายไม้อ้อ ส่งให้พระองค์เสวย แต่คนอื่นร้องว่า `อย่าเพ่อก่อน ให้เราคอยดูซิว่าเอลียาห์จะมาช่วยเขาให้รอดหรือไม่` ฝ่ายพระเยซู เมื่อพระองค์ร้องเสียงดังอีกครั้งหนึ่ง ก็ทรงปล่อยพระวิญญาณจิตให้ออก ไป”[16], แล้วทำไมไม่เป็นไปดังที่ความการุณย์หรือความรักนั้นที่แผ่กว้างนั้นผู้ขอความช่วยเหลือจะส่งสารโดยการต้องพลีกรรม ? คุณค่าของความรักและความเมตตาคืออะไร ?, “หากส่งคนทำผิดที่ยังคงสำราญใจอยู่กับการทำความผิดและความเสื่อมเสียให้เป็นผู้ได้รับความปลอดภัย แต่กลับเข้มงวดกับบุตรผู้บริสุทธิ์ที่ขอ  ความช่วยเหลืออย่างร้อนรุ่มใจ ?”[17]

นี่คือข้อสังเกตบางประการของความเชื่อเรื่อง “ความผิดแรก” ส่วนข้อสังเกตอื่นนั้นได้ถูกเรียบเรียงเอาไว้แล้ว[18] ไม่เหมาะที่จะต้องนำมากล่าวไว้

ความผาสุกและความทุกข์ยากมีมาแต่กำเนิด หรือเป็นไปตามเจตนารมณ์

อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่างการรอดพ้นในโลกหน้ากับเจตนา- รมณ์เสรีของมนุษย์ ? เป็นไปได้ไหมว่า จะมีการแยกขาดกันระหว่างกรณีทั้งสอง และการคิดบัญชีดีชั่วมนุษย์ในสิ่งที่เขาเลือกไม่ได้และไม่ได้เกิดขึ้นภายใต้เจตนารมณ์ของเขา ?.

อาจกล่าวโดยไม่ต้องลังเลเลยว่า เจตนารมณ์เสรีของมนุษย์และการมีสิทธิ์เลือกของเขา ทั้งสองเป็นตัวร่วมขั้นพื้นฐานสำหรับการรอดพ้นในวันกิยามะฮ์ หากถอดถอนความเป็นอิสระเสรีและเจตนารมณ์ของมนุษย์เราออกไปจากเรา หรือสูญเสียสิทธิ์ในการเลือกในโลกนี้ก็เช่นกัน ผลานิสงส์และการลงทัณฑ์ในโลกหน้าก็ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง, ฉะนั้นเจตนารมณ์และความมีอิสระในการเลือก ทั้งสองนั้นเป็นความพอใจที่จะทำให้การคิดบัญชีการงานนั้นทรงความหมาย, เพราะมันคงเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ จะทรงลงทัณฑ์บุคคลหนึ่ง หรือให้เขาได้รับผลกรรมโดยที่เขาไม่มีสิทธิ์เลือกทำตามเจตนารมณ์และความมีอิสระในการเลือกนั้น สิ่งนี้ย่อมขัดกันกับความยุติธรรม วิทยปัญญา และความเอื้ออารีของพระองค์, ความบริสุทธิ์ของพระองค์จากการที่ต้องทำในสิ่งที่น่ารังเกียจและอธรรมต่อปวงบ่าวนั้นได้รับการยืนยันด้วยหลักฐานอันชัดเจน, พระองค์จะไม่ทรงบีบบังคับบ่าวคนใดให้ต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามหรือบีบให้เขาต้องทำความผิด มิเช่นนั้นแล้ว การประทานผลานิสงส์หรือการลงทัณฑ์ย่อมเป็นโมฆะ, ท่านอิมามอะลี (อะลัยฮิสซะลาม) ชี้ให้เห็นประเด็นนี้ เมื่อมีบางคนถามท่านว่า “เส้นทางของเราไป (ทำสงคราม) ยังเมืองชาม[19]นั้นเป็นลิขิตจากอัลลอฮ์และการกำหนดชะตาใช่ไหม ?” เมื่อท่านตอบเขาไปในเชิงตอบรับ, ชายคนนั้นก็พูดต่อว่า “แล้ว ณ อัลลอฮ์ ข้าพเจ้ายังต้องถูกคิดบัญชีความเหน็ดเหนื่อยของข้าพเจ้าเองด้วยหรือ ?”, ท่านกล่าวว่า :

وَيْحَكَ لَعَلَّكَ ظَنَنْتَ قَضَاءً لَازِماً وَقَدْراً حَاتِماً، وَلَوْ كَانَ كَذَلِكَ لَبَطَلَ الثَّوَابُ وَالْعِقَابُ وَسَقَطَ الْوَعْدُ وَالْوَعِيْدُ، وَإِنَّ اللهَ سبحانه أَمَرَ عِبَادَهُ تَخْيِيْراً وَنَهَاهُمْ تَحْذِيْراً، وَكَلَّفَ يَسِيْراً وَلَمْ يُكَلِّفْ عَسِيْراً وَأَعْطَى عَلَى الْقَلِيْلِ كَثِيْراً، وَلَمْ يُعْصَ مَغْلُوْباً وَلَمْ يُطَعْ مُكْرُهاً وَلَمْ يُرْسِلِ الأَنْبِيَاءَ لَعِباً وَلَمْ يُنْزِلِ الْكُتُبَ وَلَا خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالأَرْضَ وَمَا بَيْنَهُمَا بَاطِلاً ذَلِكَ ظَنُّ الَّذِيْنَ كَفَرُوا فَوَيْلٌ لِلَّذِيْنَ كَفَرُوا مِنَ النَّارِ.

“ช่าวน่าเศร้าเหลือเกิน ดูว่าเจ้าจะคิดว่ามันเป็นการลิขิตที่ต้องเกิดขึ้นและการกำหนดที่ต้องเป็นไปนะหรือ หากเป็นเช่นนั้น การให้ผลานิสงส์และการลงทัณฑ์ย่อมไร้สาระ และการให้สัญญาดีชั่วก็ล้มเหลว, อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ทรงมีบัญชาใช้บ่าวของพระองค์ให้เลือกเอา และทรงมีบัญชาห้ามพวกเขาให้ระวัง, พระองค์ทรงวางภาระอย่างง่าย และมิได้ทรงวางภาระอย่างยากเย็น, พระองค์ทรงตอบแทนอย่างมากมายสำหรับงานอันเล็กน้อย, พระองค์จะไม่ทรงได้รับการฝ่าฝืนอย่างผู้พ่ายแพ้ และไม่ทรงได้รับการเชื่อฟังอย่างอย่างถูกบีบบังคับ, พระองค์มิได้ทรงส่งศาสดาทั้งหลายมาอย่างล้อเล่น และมิได้ทรงประทานคัมภีร์มาอย่างไร้แก่นสาร, พระองค์มิได้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและผืนแผ่นดิน และสิ่งที่อยู่ระหว่างมันทั้งสองอย่างไร้สาระ นั่นเป็นการคาดเดาของผู้ปฏิเสธ ความหายนะจากไฟนรกจงประสบแก่บรรดาผู้ซึ่งปฏิเสธ”.[20]

ดังนั้นมนุษย์จึงมีส่วนในการสร้างอนาคตของเขาตามเจตนา- รมณ์ของเขาเอง และเขาตระเตรียมสวรรค์และนรกของเขาด้วยตัวเขาเอง อีกทั้งได้กะเกณฑ์เพื่อนและสหายของเขาในสวรรค์อันสถาพรหรือนรกอันลุกโชนนั้นไว้แล้วด้วยการเลือกของเขาเอง.

จากสิ่งที่กล่าวผ่านมา น่าจะได้บทสรุปว่า,

หนึ่ง การเอาโทษมนุษย์ในสภาพที่เขาไม่ได้มีเจตนาทำในสิ่งนั้นหรือไม่มีโอกาสเลือกทำ เช่น นอนหลับ ลืม และถูกบังคับถึงขนาดบีบคั้นและขู่เข็ญนั้นเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ, มีรายงานวจีธรรมจากท่านอิมามศอดิก (อะลัยฮิสซะลาม) ความว่า :

كُلُّ مَا غَلَبَ اللهُ عَلَيْهِ فَاللهُ أَوْلَى بِالْعُذْرِ

“ทุกสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงมีชัยเหนือเขา อัลลอฮ์ก็ทรงสิทธิ์ที่จะมีข้ออ้างได้”.[21]

สอง ทุกความคิดและทุกความเชื่อซึ่งมีสมมติฐานว่า ความเลวและความดีนั้นเป็นธรรมชาติที่อยู่ในตัวมนุษย์, ความผาสุกและความทุกข์ยากเป็นตัวตนของมนุษย์ เจตนารมณ์ของเขาไม่ได้มีบทบาทในการสร้างอุบัติการณ์ต่าง ๆ และเปลี่ยนสิ่งที่ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว และวิถีในโลกหน้าของเขาถูกบันทึกไว้ก่อนที่เขาจะถือกำเนิด เขาไม่มีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนแต่อย่างใด, แนวคิดเช่นนี้แพร่หลายอยู่ในศาสนิกชนส่วนใหญ่และบุคคลอื่น นั่นเป็นแนวคิดที่ไร้แก่นสาร เพราะมันขัดแย้งกับสามัญสำนึก หลักการเหตุและผล และอัลกุรอาน, สามัญสำนึกเป็นประจักษ์พยานอย่างดียิ่งถึงความเป็นเสรีภาพของมนุษย์ในการกำหนดขอบเขตก้าวย่างในชีวิตของเขาที่แตกต่างกันไป โดยไม่มีการต้องพึ่งพิงและบีบบังคับให้ทำสิ่งนั้นไม่ว่าจะมาจากภายในจิตใจหรือภายนอกก็ตาม, หลักเหตุและผลก็เป็นอีกประจักษ์พยานหนึ่งตามที่สามัญสำนึกเป็นพยานในเรื่องความเป็นอิสระเสรีของมนุษย์ มิเช่นนั้นแล้ว การได้รับผลานิสงส์ การถูกลงทัณฑ์ สัญญาดี และสัญญาร้ายย่อมเป็นโมฆะ และสารธรรมย่อมไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิง, ส่วนในอัลกุรอานนั้นก็มีการกล่าวอย่างชัดเจนในหลายโองการด้วยกันที่ว่า  อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮ์ ทรงสร้างมนุษย์และทรงทำให้เขาแต่ละคนมีช่วงห่างระหว่างความดีและความชั่ว และไม่ได้ทรงบีบบังคับให้เขาทำโน่นทำนี่ พระองค์ทรงแนะนำเขาให้รู้จักความดีและบัญชาใช้ให้เขาปฏิบัติตาม และทรงแนะนำเขาให้รู้จักความเลวและทรงมีบัญชาห้ามไม่ให้เขาปฏิบัติสิ่งนั้น ดังนั้น หากเขาทำความดีหรือประกอบความชั่วนั้นก็เป็นไปตามเจตนารมณ์และการเลือกของเขา, อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า

إِنَّا هَدَيْنَاهُ السَّبِيلَ إِمَّا شَاكِرًا وَإِمَّا كَفُورًا ﴿الإنسان : ٣

แท้จริงเราได้ชี้นำทางแก่เขา บางทีเขาอาจเป็นผู้ขอบคุณและบางทีเขาอาจเป็นผู้ปฏิเสธ. (อัลอินซาน / 3)

وَهَدَيْنَاهُ النَّجْدَيْنِ ﴿البلد : ١٠

และเราได้ชี้นำทางสองแพร่ง-ทางดีและทางเลว-ให้เขา หรอกหรือ ?. (อัลบะลัด / 10)

ตัวบทศาสนาที่ต้องนำมากางบนโต๊ะวิพากษ์

เพื่อการทำให้การใช้ความคิดเริ่มแรกที่ได้กล่าวไปนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรอดพ้นในโลกหน้า ด้วยการเลือกของมนุษย์และอิสระในเจตนารมณ์ของตนเอง ก็จำเป็นที่จะต้องตัดสินเอกสารทาวิชาการศาสนาที่ปฏิเสธแนวคิดเริ่มแรกนั้น โดยที่มีตัวบทศาสนาที่อยู่เบื้องหน้าเราในคัมภีร์เตารอต อินญี้ล หรือรายงานศาสนาที่พาดพึงถึงท่านศาสดาและบรรดาอิมามว่า มันไม่สอดคล้องกับแนวคิดเริ่มแรกดังกล่าว ดังตัวอย่างเช่น เราได้อ่าน “บทเพลงสรรเสริญของเดวิด”[22] ในคัมภีร์พันธสัญญาเก่าถึงคำกล่าวของดาวูดที่ว่า ดูเถิด ข้าพระองค์ถือกำเนินมาในความชั่วช้า และมารดาตั้งครรภ์ข้าพระองค์ในบาป[23], และในบทอื่นที่ว่า “คนชั่วหันเหตั้งแต่อยู่ในครรภ์ พวกเขาหลงทางตั้งแต่อยู่ในท้อง”[24], ความในทำนองนี้มีปรากฏอยู่ในรายงานเรื่องราวศาสนาที่รายงานมาจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ที่ว่า “คนมีโชคคือคนที่ได้รับความโชคดีตั้งแต่อยู่ในท้องของมารดาของเขา ส่วนคนอับโชคคือคนที่อัปโชคตั้งแต่อยู่ในท้องของมารดาของเขา”[25]

อาจให้คำอธิบายเพิ่มเติมต่อตัวบทดังกล่าวได้ว่า หากยอมรับความหมายตามที่กล่าวผ่านมา ตามวจนธรรมที่รายงานมาจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์นั้นถูกอธิบายเกี่ยวกับความโชคดีและความอัปโชคของมนุษย์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดาของเขาตามจุดมุ่งหมายนั้นว่า อัลลอฮ์ทรงรู้ดีถึงความผาสุกของคนโชคดีตั้งแต่อยู่ในท้องของ่รดาของเขา และทรงรู้ดีถึงความอัปโชคของคนอัปโชคเช่นกัน ตามที่ปรากฏตามตัวบท ว่าถูกต้อง, นอกเสียจากว่า จะต้องมีการพิจารณาเรื่องนี้เพื่อให้ได้ข้อสรุป โดยให้ผู้ที่มีความรู้ในประเด็นนี้ตรวจสอบ ถึงแม้ว่าเราจะไม่กล่าวว่า เราขอปฏิเสธความหมายดังกล่าว เพราะความหมายที่บ่งบอกว่า มนุษย์ต้องแบกรับมรดกความผิดตั้งแต่กำเนิด และความผาสุกและความอัปโชคของเขานั้นเป็นตัวตนของเขา และเขาต้องได้รับโทษหรือรับรางวัลในวันฟื้นคืนชีพ โดยที่เขาไม่อาจเลือกได้และไม่มีส่วนในการก่อมันขึ้นมา สิ่งนี้ขัดแย้งกับ “ปฐมบทของความยุติธรรมแห่งพระเจ้า” ตามที่กล่าวผ่านมา.

กล่าวโดยสรุปก็คือ มีหลักฐานที่โน้มน้าวให้เราเชื่อว่า มนุษย์นั้นไม่อาจต้องแบกรับมรดกความผิดและความบาปตั้งแต่กำเนิด อันที่จริงเขาได้แสวงหามันตามเจตนารมณ์ และเป็นไปตามสิ่งที่เขาปฏิบัติตามการกระทำต่าง ๆ ที่เขาเลือกทำเอง มีวจีธรรมที่รายงานจากท่านอิมามศอดิกในการอรรถาธิบายความหมายของโองการที่ว่า

قَالُوا رَبَّنَا غَلَبَتْ عَلَيْنَا شِقْوَتُنَا وَكُنَّا قَوْمًا ضَالِّينَ – المؤمنون / ١٠٦

พวกเขาพูดว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของเหล่าข้าพระองค์ ความอัปโชคของเหล่าข้าพระองค์ได้มีชัยเหนือเหล่าข้าพระองค์ไปแล้ว เหล่าข้าพระองค์เคยเป็นกลุ่มชนผู้หลงผิด” (อัลมุอ์มินูน / 106)

หมายความว่า “ด้วยการกระทำของพวกเขาเองที่พวกเขาได้รับความอัปโชค”.

ความเห็นในเรื่อง “วจนธรรมประเด็นเรื่องดิน”

ในบริบทเรื่องนี้ มีรายงานเรื่องราวศาสนาจำนวนหนึ่งที่รู้จักกันในนาม “รายงานประเด็นเรื่องดิน” สอดแทรกอยู่ มันเป็นรายงานที่มีจำนวนมากและมีรายละเอียด, บางรายงานก็มี “ความถูกต้องด้านตัวบท”, เชคกุลัยนีรายงานไว้ใน “อัลกาฟี”, เชคเศาะดูกรายงานไว้ใน “อัลอิลั้ล” และ “อัลอะมาลี”, เชคอัลบั้รกีรายงานไว้ใน “อัลมะฮาซิน” และบุคคลอื่น ณ ที่นี้คงไม่เหมาะที่จะกล่าวในรายละเอียด แต่ความหมายของรายงานเหล่านี้ก็คือ ดินซึ่งบรรดาศาสดาและบรรดาอิมามและผู้ปฏิบัติตาม (ชีอะฮ์) ท่านเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมานั้นแตกต่างจากดินที่บรรดาผู้ปฏิเสธ พวกกลับกลอก และพวกที่เป็นปรปักษ์ต่ออะฮ์ลุลบัยต์ถูกสร้างขึ้นมา, ดินของชนกลุ่มแรกนั้นถูกนำมาจากสวรรค์เบื้องบน (อิ้ลลียูน) หรือผืนแผ่นดินอันบริสุทธิ์ หรือจากตาน้ำอันพิสุทธิ์ ขณะที่ดินของชนกลุ่มหลังนั้นถูกนำมาจากหินไฟ หรือจากผืนดินอันสกปรก น้ำเค็ม หรือดินที่เป็นโคลนตมเน่าที่เปลี่ยนสภาพ.[26]

ในการพิจารณาแบบประเมินในเบื้องต้นนั้นเริ่มต้นตรงที่ เนื้อหาของวจีธรรมเหล่านี้ขัดแย้งกับกฎเกณฑ์ของชนมุสลิมกลุ่มหนึ่งที่มีทัศนะในเรื่องความยุติธรรม, ดังนั้นนักการศาสนาจึงได้นำมาวางบนโต๊ะวิพากษ์ทางความรู้ และมีทัศนะที่แตกต่างกันออกไป มีความเห็นมากมายและหลากหลายในการพยายามอธิบายสมทบ บางคนก็ได้เขียนรายงานวิชาการในเรื่องนี้เป็นการเฉฑาะ อาจพิจารณาได้ว่ามีนักการศาสนามีความเห็นแตกออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มที่หนึ่ง โละทิ้งและปฏิเสธรายงานเหล่านี้ทันที เพราะเข้ากันไม่ได้กับกฎเกณฑ์เรื่องความยุติธรรม นั่นก็คือให้ความหมายว่า “ความหมายทั่วไปบ่งบอกว่ามนุษย์ทุกคนถูกสร้างมาจากดินเฉพาะที่ถูกกำหนดไว้แล้ว มุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นความสมบูรณ์พูนสุข หรือความอัปโชค โดยเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงมันได้ นี่คือความหมายของ “การบีบบังคับ” และเป็น “การปฏิเสธสิทธิในการเลือก” ซึ่งขัดแย้งกับ “ความยุติธรรม” และ “ความเอื้ออารี” ซึ่งหลักการแห่งเหตุและผลนั้นล้วนกล่าวถึงเรื่องทั้งสองเอาไว้ และแนวทางของสำนักธรรมก็ดำเนินการไปในทิศทางนี้”, นี่เป็นประเด็นหนึ่ง ยังมีอีกประเด็นก็คือ “ความหมายทั้งหมดหรือบางส่วน อย่างน้อยก็กล่าวว่า มนุษย์ทุกคน-ตั้งแต่ถูกสร้างมา-ก็ยึดตามแนวทางที่ไม่อานหลีกหนีได้ มนุษย์ก็จะปฏิบัติตามสิ่งนี้ นับตั้งแต่พวกเขาถูกให้กำเนิดมา พวกเขาถูกแบ่งออกเป็น 2 พวก คือพวกได้รับการนำทางและพวกหลงทาง สิ่งนี้ขัดแย้งกับหลักฐานที่บ่งบอกว่ามนุษย์ถือกำเนิดมาตามหลักธรรมชาติดั้งเดิมอันบริสุทธิ์ (กฎหมายธรรมชาติ) และความเชื่อในความเป็นเอกานุภาพของพระเจ้า (อัตเตาฮีด) การหันเหจากแนวทางนั้นเกิดขึ้นทีหลังอันมาจากการอบรมเลี้ยงดูและการสอนสั่ง”.[27]

 

  • เชิงอรรถ

[1] المجلسي، محمد باقر (ت 1111 هـ)، بحار الأنوار الجامعة لدرر أخبار الأئمة الأطهار، مؤسسة الوفاء، بيروت_لبنان، ط2، 1983م، ج75، ص153.

[2] ในที่นี้ หมายถึง ศาสนาอื่นนอกจากอิสลาม คริสต์ ยิว และโซโรแอสเตอร์.

[3] المصدر نفسه، ج67، ص186.

[4] คัมภีร์ไบเบิ้ล, กิจการของอัครสาวก, บทที่ 12.

[5] صالح، هاشم، مدخل إلى التنوير الأوروبي، دار الطليعة للطباعة والنشر، بيروت_لبنان، ط1، 2005ح، ص26.

[6] ผู้ที่ถูกสังหารในวิถีทางแห่งอัลลอฮ์ มีสถานะและฐานันดรเฉพาะพิเศษ.

[7] القزويني، الشيخ فضل الله علي (ت 1367 هـ)، الإمام الحسين وأصحابه، تحقيق السيد أحمد الحسيني، ط1، قم_إيران، 1415 هـ، ج1، ص33.

[8] المصدر نفسه.

[9] الصحيفة السجادية، من دعائه في دفع كيد الأعداء.

[10] หมายถึง มุสลิมในมัษฮับชีอะฮ์และมุสลิมในมัษฮับมัวะอ์ตะซิละฮ์.

[11] ความหมายของกฎเกณฑ์ดังกล่าว คือ ความดีงามและความน่ารังเกียจของทุกสิ่งนั้นเป็นประเด็นที่ปัญญาพินิจได้ มิใช่เรื่องการกำหนดทางศาสนา ดังนั้น ความยุติธรรม คือ ความดีงาม มิใช่มันเป็นเพราะหลักการศาสนามีบัญชาในเรื่องนั้น ทว่า มันเป็นความดีงามตามการตัดสินของปัญญา ด้วยเหตุนี้เองที่หลักการศาสนามีบัญชาในเรื่องนี้, ความอธรรมเป็นความน่ารังเกียจ มิใช่เป็นเพราะหลักการศาสนาสั่งห้ามในเรื่องนี้ ทว่าเพราะความอธรรมเป็นเรื่องน่ารังเกียจตามการพินิจของปัญญา หลักการศาสนาจึงห้ามเรื่องนี้เอาไว้, สรุปก็คือ มาตรฐานในเรื่องความดีงามและความน่ารังเกียจของสิ่งใดก็ตาม คือ การใช้ปัญญาพินิจ มิใช่หลักการศาสนา กฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้มีอิทธิพลอย่างมากมายในศาตร์ที่ว่าด้วยเรื่องความเชื่อความศรัทธา (อิ้ลมุ้ลกะลาม) รากฐานทางนิติศาสตร์อิสลาม (อุศูลุ้ลฟิกฮ์) และนิติศาสตร์อิสลาม (ฟิกฮ์).

[12] ديورانت، ول وايريل، قصة الحضارة، دار الحديث، بيروت_لبنان، ط 1988 هـ، ج16، ص175.

[13] البلاغي، محمد جواد، (ت 1352 هـ)، التوحيد والتثليث، دار قائم آل محمد ص، قم_إيران، ط1، 1411 هـ، ص34.

[14] المصدر السابق، ص34.

[15] มัทธิว 26 / 39, พระคัมภีร์ไบเบิล, https://www.wordproject.org/bibles/ti/40/26.htm#0.

[16] มัทธิว 27 / 46-50, พระคัมภีร์ไบเบิล, สืบค้นจากhttps://www.wordproject.org/bibles/ti/40/27.htm#0.

[17] التوحيد والتثليث، مصدر سابق، ص35.

[18] มีคำกล่าวต่อข้อสังเกตดังกล่าวว่า “ความเชื่อที่ว่านี้ไม่พบว่ามีตัวบทอ้างถึงในถ้อยคำต่าง ๆ ที่ส่งสารมา หรือถ้อยคำของบรรดาศาสดาซึ่งมาก่อนหน้าเขา พวกเขาสอนว่า มนุษย์ทุกคนต้องถูกตรวจสอบการกระทำของเขาเป็นการเฉพาะ ลูกหลานไม่ต้องต้องถูกลงโทษเพราะความผิดของบรรพชน” (ดู อัลฟาต    อะซีซ, “อัลอิสลามวั้ลมะซีฮียะฮ์” แปลโดย บิซาม มุ้รตะฎอ, (ดารุษษะกอฟะติ้ลอิสลามียะฮ์) พิมพ์ครั้งที่ 1, เบรุต, เลบานอน 1989, หน้า 85.

แต่อาจตอบคำกล่าวดังกล่าวได้ว่า ตัวบทของความเชื่อที่ว่านี้ ก็คือ คำกล่าวของท่านมะเซียะห์เองที่กล่าวว่า “ด้วยว่านี่เป็นโลหิตของเราอันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาใหม่ ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อยกบาปโทษคนเป็นอันมาก”, สืบค้นจากhttps://www.wordproject.org/bibles/ti/40/26.htm#0.

[19] อาณาบริเวณประเทศซีเรีย จอร์แดน และปาเลสไตน์ในปัจจุบัน.

[20] الموسوي، محمد بن الحسين بن موسى المعروف بالشريف الرضي (ت 604 هـ)، نهج البلاغة، دار الذخائر، قم_إيران، ج4، ص17.

[21] الكليني، محمد بن يعقوب (ت 329 هـ)، الكافي، تحقيق : على أكبر الغفاري، دار الكتب الإسلامية، طهران_إيران، ط5، 1983م، ج3، ص412.

[22] บทเพลงสรรเสริญ เป็นบทสรรเสริญพระเจ้าของกษัตริย์ดาวิดและโมเสส ที่ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์ไบเบิล ภาคพันธสัญญาเดิม เป็นหนังสือในพระคัมภีร์ที่มีบทมากที่สุดในบรรดาคัมภีร์ไบเบิล มีทั้งหมด 150 บทด้วยกัน มีหลายบรรพ เป็นพระคัมภีร์ประเภทบทกวี ตั้งแต่บทที่ 1-73 จะประพันธ์โดยกษัตริย์ดาวิด ส่วนบทที่ 90 จะแต่งโดยโมเสส

[23] บทเพลงสรรเสริญ บท 51 : 5 อ้างจาก https://www.wordproject.org/bibles/ti/19/51.htm#0

[24] บทเพลงสรรเสริญ บท 85.

[25] المتقي الهندي، علاء الدين علي بن حسام الدين، (888 هـ – 975 هـ)، كنز العمال في سنن الأقوال والأفعال، تحقيق بكري حيّاني وصفوة السقا، مؤسسة الرسالة، بيروت_لبنان، ط 5، 1983 م، ج 1، ص 107.

[26] المجلسي، محمد باقر (ت 111 هـ)، بحار الأنوار، نصدر يابق، ج 5، ص 225 وما بعدها.

[27] زين الدين، الشيخ محمد أمين، بين السائل والفقيه، الأميرة للطباعة والنشر والتوزيع، بيروت_لبنان، ط 1، 2008 م، ص 36.