อัลกุรอาน กับธรรมชาติวิทยา
คำนำผู้จัดพิมพ์
อัลกุรอานอยู่ในฐานะของสาส์นแห่งการวิวรณ์อันไร้ซึ่งการสังคยนาใด ๆ และเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดของอิสลาม นับแต่อดีตกาลเรื่อยมา อัลกุรอานอยู่ในความสนอกสนใจ และอยู่ในสารบบแห่งความคิดของนักวิชาการและนักปราชญ์ทางวัฒนธรรมทั้งที่เป็นมุสลิมและมิใช่มุสลิมเรื่อยมา ผลแห่งความเอาใจใส่และมุ่งมั่นในการใช้ความคิดเหล่านี้ก่อให้เกิดมรดกอันทรงคุณค่าจากผลงานทางวิชาการอันประเมินค่ามิได้ ซึ่งได้ถูกนำเสนอในรูปตำราอรรถาธิบายอัลกุรอาน ศาสตร์แห่งอัลกุรอาน และการแปลออกเป็นภาษาต่าง ๆ ในมิติทางวัฒนธรรมศาสนา
แต่เมื่อพิจารณาอัลกุรอานในด้านการถูกนำเสนอในมิติอื่น เช่น มิติทางด้านความรู้ ศาสตร์ ศิลปวิทยาการ การค้นคว้าวิจัย และการนำเสนอแง่มุมความรู้สมัยใหม่นั้น กลับมีการพูดถึงน้อยมาก จนถึงปัจจุบันมีนักวิชาการจำนวนไม่มากนักที่เอาใจใส่ในเรื่องนี้อย่างจริงจัง
หนังสือ “อัลกุรอานกับธรรมชาติวิทยา” ที่อยู่ในมือท่านผู้อ่านขณะนี้ เป็นผลงานอันเปี่ยมด้วยคุณค่าของ ดร.มะฮฺดี กุ้ลฉะนี หนึ่งในนักวิจัยที่ทำงานค้นคว้าเกี่ยวกับอัลกุรอาน ท่านได้พยายามที่จะแง้มหน้าต่างแห่งความจริงและสถานะอันสูงส่งของอัลกุรอานแก่สายตาท่านผู้อ่าน ในหนังสือเล่มนี้มีความพยายามที่จะอธิบายและให้รายละเอียดเกี่ยวกับศาสตร์ที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอาน ซึ่งอัลกุรอานมิได้กล่าวถึงเฉพาะความรู้และกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับจรรยามารยาทและสิทธิต่าง ๆ เท่านั้น แต่อัลกุรอานยังถูกประทานลงมาให้กับมนุษยชาติในทุกยุคทุกสมัย เฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างสูง มนุษยชาติก็ยังใช้ประโยชน์และอ้างอิงจากอัลกุรอานที่ถูกประทานลงมากว่า 1,400 ปีได้ อีกทั้งอัลกุรอานยังตอบคำถามเกี่ยวกับศาสตร์ต่าง ๆ ได้ นี่เป็นความมหัศจรรย์หนึ่งของอัลกุรอาน
ข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่นว่า การแปลผลงานอันทรงคุณค่านี้เป็นภาษาไทย โดยเชคซัยนุลอาบิดีน ฟินดี้ จะเป็นหนังสือและแหล่งอ้างอิงที่มากด้วยคุณค่า ซึ่งสามารถถูกนำไปใช้ประโยชน์จากผู้ใฝ่หาความรู้และผู้นิยมชมชอบในศาสตร์ที่เกี่ยวกับอัลกุรอานได้
มุฮัมมัดอะลี ร็อบบานี
ผู้ช่วยทูตฝ่ายวัฒนธรรม
สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน
24 กันยายน 2003
คำนำผู้แปล
อัลฮัมดุลิ้ลลาฮิร็อบบิ้ลอาละมึน วะบิฮีนัชตะอีน วะลาเฮาละวะลากูวะตะ อิ้ลลาบิ้ลลาฮิ้ลอะลียิ้ลอะซีม วัศศ่อลาตุวัซซะลามุอะลันนะบียิ้ลกิรอม ซัยยิดิลมุ้รซะลีน มุฮัมมะดิน วะอะลาอาลิฮิฏฏ็อยยิบีนัฏฏอฮิรีน วะอัศฮาบิฮิ้ลมุนตะญะบีน ซียิมาบะกียะติ้ลลาฮิฟิ้ลอั้รฎีน อั้รวาฮุนาวะอั้รวาฮุ้ลอาละมีน ลิตุรอบิมักดะมิฮิ้ลฟิดาฮฺ อัมมาบะอฺดุ,
สมัยเมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนศาสนา (ฏ่อละบะฮฺ) อยู่เมืองกุมนั้น ต้องเรียนหลักไวยากรณ์ภาษาอาหรับอย่างละเอียด เมื่อเรียนมาถึงเรื่องตัวอย่างของหลักไวยากรณ์หนึ่งที่บอกว่า “รุบบะ ตาลิ้ลกุ้รอาน วั้ลกุรอานุ ยั้ลอะนะฮฺ” ซึ่งพอจะถอดความได้ว่า “ส่วนมากของคนที่อ่านอัลกุรอานนั้น อัลกุรอานจะสาปแช่งเขา” บอกได้เลยว่า เข้าใจกฎไวยากรณ์ตามตัวอย่างนี้ แต่ยังไม่ประสากับความหมายที่ซ่อนอยู่ แต่พอนานวันเข้า เมื่อได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอัลกุรอานในแง่มุมต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น ก็ได้คำตอบว่า ถ้ามวลมุสลิมในฐานะของผู้ที่ (ต้อง) อ่านอัลกุรอานเป็นชีวิตจิตใจแล้ว ยังไม่สามารถทำความเข้าใจในเนื้อหาที่สอดแทรกอยู่ภายในพระดำรัสอันสูงส่งของพระเจ้านี้ได้ละก็ พวกเขาไม่มีวันที่จะได้รับความจำเริญทั้งโลกนี้และโลกหน้าได้เลย นี่คือสัจธรรมที่ไม่อาจปฏิเสธได้
อะไรเล่าคือเนื้อหาที่สอดแทรกอยู่ภายในคัมภีร์นี้ หลังจากได้มีโอกาสแปลหนังสือ “อัลกุรอานกับธรรมชาติวิทยา” นี้ ก็ได้คำตอบว่า ศาสตร์ทุกอย่างที่มีผลต่อมนุษย์ในด้านการทำตนเองให้เป็นบ่าวที่ดียิ่งของอัลลอฮฺนั้น ล้วนถูกกล่าวในเชิงโน้มน้าวและบอกข้อเท็จจริงไว้ในอัลกุรอานฉบับนี้ทั้งสิ้น เราขอเชิญชวนให้ท่านอ่าน
“อัลฮัมดุลิ้ลลาฮิ้ลเอาวะลุวัลอาคิร”
ซัยนุลอาบิดีน ฟินดี้
คำนำผู้เขียน
เนื้อหาทั้งสี่บทที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ในตอนเริ่มแรกนั้นเป็นเพียงบทความที่ได้นำเสนอในการประชุมนานาชาติในวาระต่าง ๆ กัน อีกทั้งยังได้มีการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการทั้งในและนอกประเทศ เนื้อหาในแต่ละบทจะพูดถึงอัลกุรอานและวิชาธรรมชาติวิทยา
ในบทที่หนึ่ง พูดถึงทัศนคติของอิสลามในเรื่องความรู้ ศาสตร์ และศิลปวิทยาการ จุดมุ่งหมายของผู้เขียนก็คือแสดงให้เห็นว่า คำสอนเชิงสั่งเสียของอิสลามในเรื่องการแสวงหาความรู้นั้นมิได้จำกัดแค่เพียงความรู้เฉพาะที่เกี่ยวกับหลักการศาสนาโดยตรง แต่มันนั้นครอบคลุมทุกความรู้ที่จะนำพามนุษย์สู่การใกล้ชิดพระเจ้า สรรพความรู้ทั้งมวลไม่ว่าจะเป็นความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติวิทยาทั้งหลาย หรือจะเป็นความรู้เฉพาะเกี่ยวกับหลักการศาสนาล้วนเป็นสื่อที่จะนำพาสู่การใกล้ชิดพระเจ้าทั้งสิ้น ทั้งหมดมีความสำคัญตราบเท่าที่วิชาการเหล่านั้นตอบสนองต่อเรื่องดังกล่าว
ในบทที่สอง เราพยายามที่จะอธิบายหลักฐานของความสำคัญของวิชาธรรมชาติวิทยาตามทัศนะของอิสลาม ณ ที่นี้ เราได้นำเสนอเหตุผลที่มีความสำคัญใน 2 ประการด้วยกัน กล่าวคือ
1. บทบาทของวิชาการสาขานี้ที่ตอบสนองเรื่องการรู้จักพระเจ้า
2. บทบาทของวิชาการสาขานี้ที่ส่งผลในเรื่องความเป็นเอกเทศและความสูงส่งของประชาชาติอิสลาม
ในบทที่สาม เราได้นำเสนอหลักฐานที่แสดงว่า มีการพูดถึงสภาวการณ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติที่กล่าวอยู่ในอัลกุรอาน
ส่วนบทสุดท้าย เราได้พูดถึงประเด็นปัญหาเรื่องการรู้จักธรรมชาติตามทัศนะของอัลกุรอาน ซึ่งเป็นการนำเสนอเพียงประเด็นเล็ก ๆ เท่านั้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพียงโน้มน้าวนักค้นคว้าวิจัยมุสลิมให้ความสนใจและมุ่งมั่นในประเด็นปัญหาเรื่องการรู้จักตามทัศนะของอัลกุรอาน
หนังสือเล่มนี้เคยได้รับการตีพิมพ์อย่างกะทัดรัดโดยสำนักพิมพ์อะมี้รกะบี้ร ต่อมาก็ได้มีการพิมพ์ใหม่โดยปรับปรุงและเพิ่มเนื้อหาบางส่วนโดยสำนักพิมพ์มุเฎาะฮฺฮั้ร ณ ที่นี้ต้องขออนุญาตกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจต่อบุคคลที่จะกล่าวต่อไปนี้
ภรรยาสุดที่รัก นางนะญะฟี และบุตรอันเป็นที่รัก อะลี กุลฉะนี ที่ได้มีส่วนร่วมเสนอข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์สำหรับหนังสือเล่มนี้
คุณมุฮัมมัดมะฮฺดี เดะฮฺกอน ที่ได้เป็นธุระจัดแจงเรื่องการพิมพ์ครั้งใหม่นี้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
คุณมะฮฺดี นูรุซี ที่ได้เอาใจใส่เรื่องการจัดหน้าหนังสือ
คุณมะฮฺดี ฟั้รรุคชอเดะฮฺ ในฐานะผู้จัดการสำนักพิมพ์มุเฎาะฮฺฮั้ร
สุดท้ายนี้ ขอมอบส่วนอันเป็นผลานิสงส์ของหนังสือเล่มนี้แด่ดวงวิญญาณของบุพการีของข้าพเจ้า ขอให้ท่านทั้งสองได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ขอดุอาอ์ต่อเอกองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ได้โปรดให้งานเขียนชิ้นนี้เป็นสื่อโน้มน้าวแนวคิดของบรรดานักค้นคว้าวิจัยให้หันกลับมาสนใจเรื่องดังกล่าวมากยิ่งขึ้น ให้เป็นเสมือนการบูรณาการสำนึกแห่งการเรียนรู้ในหมู่ประชาชาติอิสลาม อีกทั้งเป็นตัวขับเคลื่อนให้นักวิจัยมุสลิมพยายามยกระดับความรู้ของประชาชาติอิสลามให้สูงเด่นยิ่งขึ้น
“วะอาคิรุดะอฺวานา อัลฮัมดุลิ้ลลาฮิร็อบบิ้ลอาละมีน”
มะฮฺดี กุลฉะนี
มุรดอด 1374



