ปรัชญาอิสลาม หมายถึงอะไร?

64
This entry is part 3 of 4 in the series ท่องโลกปรัชญาอิสลาม

มนุษย์กับความคิด

ประวัติศาสตร์ว่าด้วยความคิดของมนุษย์นั้น แท้จริงยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าได้เริ่มขึ้นแต่ในยุคสมัยใด แต่อนุมานได้ว่าความคิดของมนุษย์เกิดขึ้นพร้อมกับการถือกำเนิด เพราะเมื่อมนุษย์ได้รู้จักตัวเอง มนุษย์ก็พร้อมที่จะเรียนรู้ถึงสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวของเขา เริ่มจากการตั้งคำถามขึ้นว่ามันคืออะไร? แล้วมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ซึ่งความคิดเรื่องแรกที่ค้นคิดก็คือเรื่องปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ เช่น ฝนตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว พายุ การเกิดขึ้นของกลางวันและกลางคืนจนไปถึงคำถามเกี่ยวกับตัวตน วิญญาณ และพระเจ้า ดังนั้นคำถามที่มุ่งหาเหตุปัจจัยในการเกิดขึ้นของสรรพสิ่งต่างๆ จึงเป็นบ่อเกิดของความคิดทางปรัชญา

มนุษย์กับอารยธรรม

คำว่าอารยธรรม (Civilization) เป็นหนึ่งในคำที่มีการให้นิยามไว้อย่างหลากหลาย แต่ความหมายโดยรวมของอารยธรรมก็คือความเจริญรุ่งเรืองของสังคมมนุษย์ เนื่องด้วยองค์ประกอบทางสังคมเช่นการเมืองการปกครอง, กฎหมาย, ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม  ซึ่งเป็นความเจริญทางวัตถุตลอดจนพัฒนาการทางความคิดที่นำไปสู่ความเจริญทางวิทยาการความรู้

จวบจนปัจจุบันมนุษย์ได้ผ่านอารยธรรมที่หลากหลายมายาวนาน ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงการไม่หยุดนิ่งของมนุษย์ในการสร้างความเจริญให้กับสังคม มีการริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นตลอดเวลาโดยส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น มีการส่งผ่านอารยธรรมสู่อารยธรรมจนกลายเป็นมรดกของมนุษยชาติจวบจนทุกวันนี้ ซึ่งหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญของอารยธรรมมนุษย์ก็คือการใช้ปัญญาและความคิด การใช้ความคิดทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจโลกและตัวเอง สามารถทำความเข้าใจได้กับสิ่งรอบตัว จนถึงการสร้างระบบความรู้, สร้างความเชื่อ, สร้างทฤษฎีต่างๆ จนถึงการเติบโตทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งทั้งหมดนี้บ่งบอกถึงความสำคัญของวิทยาการความรู้ที่มีต่อความเป็นอารยธรรมของมนุษย์

อิสลามกับการใช้ความคิด

ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ให้ความสำคัญอย่างสูงต่อการใช้ความคิด ซึ่งหลักฐานที่ยืนยันได้ดีที่สุดก็คือคัมภีร์อัลกุรอาน

ในประเด็นให้ขบคิดในเรื่องการสร้าง:

“แท้จริงในการสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินอีกทั้งการสับเปลี่ยนของกลางคืนและกลางวันย่อมเป็นสัญลักษณ์สำหรับผู้มีปัญญา” (ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน/190)

“หากในชั้นฟ้าทั้งหลายและผืนแผ่นดินมีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์แล้วไซร้ มันทั้งสองต้องเสียหายอย่างแน่นอน” (ซูเราะฮ์อันบิยาอ์/22)

ในประเด็นให้ขบคิดในเรื่องบทบัญญัติ:

“พวกเขาจะถามเจ้าเกี่ยวกับสุราและการพนัน จงกล่าวเถิดว่าทั้งสองนั้นเป็นบาปใหญ่แต่ก็ยังมีประโยชน์ (หมายถึงมิใช่เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิงเช่นสามารถนำไปซื้อขายและใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ได้) สำหรับมนุษย์ แต่ทว่าบาป (ผลเสีย) ของมันทั้งสองนั้นมีมากกว่าประโยชน์ของมัน และพวกเขาจะถามเจ้าว่าพวกเขาจะบริจาคสิ่งใด จงกล่าวเถิดว่าสิ่งที่เกินความจําเป็น เช่นนั้นเองที่อัลลอฮ์จะทรงอธิบายโองการต่างๆ แก่พวกเจ้า เผื่อว่าพวกเจ้าจะได้ใคร่ครวญ” (ซูเราะฮ์บะกอเราะฮ์/219)

และในประเด็นให้ขบคิดความต่างระหว่างผู้รู้กับผู้ไม่รู้:

“จงกล่าวเถิดบรรดาผู้รู้และบรรดาผู้ไม่รู้จะเท่าเทียมกันหรือ?แท้จริงบรรดาผู้มีสติปัญญาเท่านั้นที่จะใคร่ครวญ” (ซูเราะฮ์อัซซุมัร/ 9)

นอกจากนั้นยังมีอีกหลายสิบโองการในคัมภีร์อัลกุรอานที่ลงท้ายด้วย

“เผื่อว่าพวกเขาจะใคร่ครวญ” (ซูเราะฮ์หัชร์/59)/ (ซูเราะฮ์อันนะห์ลุ/44)

“เผื่อว่าพวกเจ้าจะใคร่ครวญ” (ซูเราะฮ์บะกอเราะฮ์/266)

“เผื่อพวกเจ้าจะใช้ปัญญาไตร่ตรอง” (ซูเราะฮ์บะกอเราะฮ์/242)

“แล้วพวกเจ้าไม่ใช้ปัญญาไตร่ตรองบ้างเลยหรือ” (ซูเราะฮ์อัลมุอ์มินูน/80)

ดังนั้นในเรื่องเกี่ยวกับการใช้ความคิด,การไตร่ตรองหรือแม้แต่การใช้ปัญญา ในหมู่สำนักคิดต่างๆ ในอิสลามไม่ได้มีความขัดแย้งกันแต่อย่างใด เพราะคัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน แต่ที่มีความขัดแย้งกันอย่างสูงเกิดขึ้นในส่วนรายละเอียดและความหมายที่แท้จริงของการใช้ความคิดและปัญญาตลอดจนกรอบในการใช้มัน

ทำความเข้าใจกับคำว่า “ปรัชญาอิสลาม”

เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “ปรัชญา” คนส่วนใหญ่มักจะมองเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ยาก เป็นสิ่งที่มีความลึกซึ้ง มิใช่เป็นเนื้อหาความรู้ของคนทั่วไปที่จะเข้าใจได้โดยง่าย ยิ่งในหมู่ของบรรดานักศึกษาเมื่อต้องถูกบังคับให้ลงเรียนวิชาปรัชญาก็มักมองว่าเป็นสิ่งที่มีความยากต่อความเข้าใจ มีเนื้อหาที่น่าเบื่อ มีคำศัพท์เฉพาะมากมายและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเรียนไปเพื่ออะไร นำไปใช้ในเรื่องใดได้บ้าง และแท้จริงแล้วมันมีประโยชน์อะไร ดังนั้นปรัชญาจึงเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามและไม่ให้ความสำคัญ แต่มีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เล็งเห็นถึงประโยชน์และความสำคัญของมัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วปรัชญาให้มุมมองทางโลกทัศน์, ให้มุมมองเกี่ยวกับโลกและมนุษย์, ให้ทักษะในการแยกแยะว่าสิ่งใดมีอยู่จริงและสิ่งใดไม่มีอยู่จริง, ทำให้มองเห็นปัญหาต่างๆ อย่างมีเหตุผล, ให้กรอบความคิด, ให้จุดหมายของการดำเนินชีวิต เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดปัญญาทั้งแก่ตนเองและสังคมและที่สำคัญเป็นรากฐานทางความคิดของอารยธรรมมนุษย์  ฉะนั้นก่อนที่เราจะศึกษาเกี่ยวกับปรัชญาอิสลามเราจึงควรที่จะศึกษาและทำความเข้าใจกับความหมายโดยรวมของคำว่า “ปรัชญา” และ “อิสลาม” เสียก่อน

คำว่า “ปรัชญา”

คำว่า “ปรัชญา” ในภาษาไทยเป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤตแปลว่าความรู้อันประเสริฐ มีการบัญญัติใช้คู่กับคำภาษาอังกฤษซึ่งก็คือ “Philosophy”

คำว่า “Philosophy” เป็นคำที่แผลงมาจากคำภาษากรีกที่มีรากศัพท์มาจากสองคำ “Philos” กับ “Sophai” ที่หมายถึงความรักในความรู้, ความรักในการแสวงหาความรู้, ความรักปัญญา, โดยทั่วไปกล่าวกันว่า “ไพธากอรัส” (Pythagoras) เป็นผู้บัญญัติศัพท์คำนี้ขึ้นมา เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับการหาความรู้และความจริงเพื่ออธิบายถึงเหตุการณ์และสิ่งต่างๆ ตามหลักของเหตุและผลอย่างกว้างๆ โดยต้องการค้นหาคำตอบเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการมีชีวิตอยู่

คำว่าปรัชญาทั้งในภาษาไทยและในภาษาอังกฤษถูกใช้ในความหมายที่กว้าง ใช้ครอบคลุมในหลายๆ ศาสตร์ด้วยกันเช่นเรื่องที่เกี่ยวกับธรรมชาติ, ฟิสิกส์, ชีววิทยา และในปัจจุบันยังถูกใช้แบบปรัชญาประยุกต์อีก เช่น ปรัชญาการเมือง ปรัชญาประวัติศาสตร์, ปรัชญาจริยะ, นิติปรัชญา ฯลฯ

แต่ทว่าจุดประสงค์และเป้าหมายที่ต้องการจะนำเสนอในประเด็นเกี่ยวกับปรัชญาอิสลามนั้น ปรัชญาในที่นี้ถูกใช้ในความหมายที่เฉพาะ หมายถึงปรัชญาที่เน้นเกี่ยวกับด้านเมตาฟิสิกส์ (Metaphysics) ที่ในภาษาไทยได้บัญญัติด้วยคำว่า “อภิปรัชญา” ซึ่งหมายถึงศาสตร์ที่เน้นในเรื่องของความจริงที่มีอยู่ตามความเป็นจริงของมัน เป็นการค้นหาเรื่องสภาวะแห่งความเป็นจริง โลกคืออะไร มนุษย์คืออะไร วัตถุหรือจิตสิ่งใดคือความจริง จักรวาลมีได้อย่างไร เหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัญหาที่จะหาคำตอบได้จากอภิปรัชญา

ดังนั้นคำว่าปรัชญาที่หมายถึงและถูกใช้เป็นส่วนใหญ่ในความหมายของปรัชญาอิสลามก็คือ “อภิปรัชญา” เป็นศาสตร์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากกรีกโบราณ เมื่อพิจารณาตามรูปศัพท์ อภิปรัชญามาจากคำว่า “อภิ” หมายถึงความยิ่งใหญ่,สูงสุด,เหนือสุด ส่วนคำว่า “ปรัชญา” หมายถึง ความรู้อันประเสริฐ เมื่อรวมเข้าด้วยกัน “อภิปรัชญา” จึงหมายถึงความรู้อันประเสริฐสูงสุดที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากประสาทสัมผัส กล่าวได้ว่าเป็นความรู้ที่อยู่นอกเหนือจากการรับรู้ด้วย ตา หู จมูก ปากและสัมผัส แต่สามารถรับรู้และเข้าใจได้ด้วยเหตุผลและปัญญา

คำว่า Metaphysics มาจากภาษากรีก มีความหมายว่า “หลังจากธรรมชาติ” ซึ่งมีที่มาจากงานเขียนของอริสโตเติล ซึ่งงานเขียนของเขาชิ้นนี้ได้เขียนขึ้นต่อเนื่องจากที่ได้เขียนหนังสือ Physics เสร็จสิ้นลง ซึ่ง Physics หมายถึงธรรมชาติ เมื่อเขียนต่อจากเล่มนั้นจึงถูกเรียกว่า   Metaphysics คือหลังจากธรรมชาติ กรณีเกี่ยวกับการเรียกชื่อว่า “หลังจากธรรมชาติ” มองได้สองมิติก็คือ หนึ่ง: แบบที่อธิบายไว้ข้างต้น (คือได้เขียนหลังจากหนังสือธรรมชาติ) สอง:หมายถึงเป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังธรรมชาติ เป็นอีกโลกหนึ่งที่มิใช่โลกของธรรมชาติหรือโลกของวัตถุ

ในภาษาอาหรับ ปรัชญาถูกเรียกว่า “ฟัลซะฟะฮ์” ซึ่งมีความหมายที่กว้างเหมือนกับทุกภาษา ส่วน Metaphysics ศาสตร์นี้ถูกแปลด้วยกับสองคำด้วยกันคือ‭ ‬ما‭ ‬بعد‭ ‬الطبیعه‭ ‬กับ‭ ‬ماوراء‭ ‬الطبیعه‭ ‬สองคำนี้มีความความหมายที่ต่างกันอยู่ก็คือ คำแรกหมายถึงศาสตร์ที่อริสโตเติลเขียนขึ้นหลังจากที่เขียนเรื่องธรรมชาติวิทยา ส่วนคำที่สองหมายถึงศาสตร์ที่อยู่เหนือธรรมชาติ สรุปได้ก็คือคำแรกเป็นคำแปลของคำว่า Metaphysics ส่วนคำที่สองหมายถึงความหมายของศาสตร์ด้าน Metaphysics

คำว่า “อิสลาม”

คำว่าอิสลามสามารถอธิบายโดยสังเขปได้ดังนี้คือ เป็นศาสนาเอกเทวนิยมที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว อยู่ในวงศ์ศาสนาอับราฮัม (Abrahamic religions) มีท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นศาสนทูตแห่งพระเจ้าและมีคัมภีร์อัลกุรอานเป็นธรรมนูญที่ชี้นำ ซึ่งบูรณาการอยู่ในสามภาคด้วยกันคือ 1-ภาคศรัทธา 2-ภาคปฏิบัติ 3-ภาคจริยธรรม

ภาคศรัทธา

คือส่วนที่เกี่ยวกับความคิด, ความเชื่อ ซึ่งหลักใหญ่ใจความของความเชื่อที่เป็นเอกฉันท์ ปราศจากความขัดแย้งใดๆ ในหมู่ของบรรดามุสลิมก็คือเชื่อศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวที่มีพระนามว่า “อัลลอฮ์” เชื่อศรัทธาในความเป็นศาสดาของท่าน “นบีมุฮัมมัด” (ศ็อลฯ) และเชื่อศรัทธาในเรื่องการมีอยู่ของโลกหน้า ส่วนความเชื่อศรัทธาที่เป็นปลีกย่อยมีอยู่หลายประการด้วยกันซึ่งมีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละสำนักคิด เช่น ซีฟัตหรือคุณลักษณะของพระองค์, ความเชื่อในเรื่องของคัมภีร์ (ซึ่งหมายถึงคัมภีร์ทั้งหมดที่พระเจ้าได้ประทานลงมาให้กับบรรดาศาสนทูตของพระองค์ เช่น เตารอตและอินญีล), มวลมะลาอิกะฮ์ (ทวยเทพที่มีหน้าที่ปฏิบัติภารกิจตามที่พระเจ้าทรงมอบหมาย), ลิขิตหรือสภาวะการกำหนดจากพระองค์ (กอฎอกอดัร), อิมามะฮ์ (สถานะผู้นำหลังจากท่านศาสดา), สถานภาพของผู้ประพฤติบาป ฯลฯ

ภาคปฏิบัติ

หมายถึงส่วนที่เป็นบทบัญญัติทางศาสนาที่อยู่บนพื้นฐานของคำสั่งใช้หรือคำสั่งห้าม จะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือหน้าที่ในการปฏิบัติศาสนกิจของผู้ที่เป็นมุสลิมไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เป็นปัจเจกหรือส่วนที่เกี่ยวข้องกับสังคม ในบริบทของคำสั่งใช้ให้ปฏิบัติ เช่นการละหมาด การถือศีลอด การจ่ายซะกาต การประกอบพิธีฮัจญ์ ฯลฯ ส่วนในบริบทของคำสั่งห้ามเช่น ห้ามฆ่าคน ห้ามขโมย ห้ามผิดประเวณี ห้ามดื่มสุรา ห้ามเล่นการพนัน ห้ามการโกหก ห้ามใส่ร้าย, ห้ามคดโกง ห้ามกินดอกเบี้ย ห้ามเป็นพยานเท็จ ห้ามละทิ้งข้อปฏิบัติที่เป็นคำสั่งใช้ ฯลฯ

ภาคจริยธรรม

คือส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับจิตใจ เป็นเรื่องของจิตวิญญาณที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกับรักษาความบริสุทธิ์ที่มีอยู่นั้นไว้ ถือเป็นวิธีขัดเกลาทางจิตวิญญาณ กล่าวคือแสวงหาสิ่งที่ประเสริฐและงดงามสู่จิตใจ อีกทั้งขจัดสิ่งที่เลวร้ายและน่ารังเกียจออกไปจากจิตใจ อนึ่งต้องไม่ลืมว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่เชื่อมโยงกับพระเจ้า ฉะนั้นหลักใหญ่ใจความของภาคจริยธรรมนี้ก็คือสร้างความผูกพันกับพระเจ้าโดยการยกระดับทางจิตวิญญาณ

สำหรับสิ่งที่เลวร้ายและน่ารังเกียจสำหรับจิตวิญญาณที่หมายถึงก็คือ ความอิจฉาริษยา, ความหยิ่งยโส, ความทะนงตน, ความโอ้อวด, ความหวาดกลัว, ความโลภ, ความโกรธ, ความหลงใหลในดุนยา ,หลงใหลในชื่อเสียง, หลงใหลในยศถาบรรดาศักดิ์, ติดอยู่ในอารมณ์ใฝ่ต่ำ ฯลฯ

ส่วนสิ่งที่ประเสริฐและดีงามสำหรับจิตวิญญาณก็คือ มีความยำเกรงต่อพระเจ้า, มีความหวังต่อพระองค์,มอบและไว้วางใจในพระองค์, มีความอดทนอดกลั้น, มีความกล้าหาญ, มีความเสียสละ, มีความยุติธรรม, มีความสมถะ, มีความอ่อนน้อมถ่อมตน, มีความบริสุทธิ์ใจ, มีความละอาย ฯลฯ

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเพียงตัวอย่างบางประการเท่านั้น ฉะนั้นถ้าหากจะกล่าวว่าศาสนาอิสลามประกอบไปด้วยสามภาคดังกล่าวนี้ก็คงจะไม่ผิดแต่ประการใด ซึ่งรายละเอียดในเรื่องนี้มีอยู่มาก ในเบื้องต้นจะขอกล่าวถึงเพียงเท่านี้ก่อน

ขยายคำอธิบายที่ใช้เกี่ยวกับปรัชญาอิสลาม

เนื่องจากศาสตร์ที่เกี่ยวกับด้านปรัชญาอิสลามมีการใช้คำศัพท์ที่หลากหลาย เพื่อป้องกันความสับสนเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับคำต่างๆ ที่ถูกใช้ในศาสตร์นี้ จึงจำเป็นที่จะต้องทำความรู้จักกับคำต่างๆ ดังต่อไปนี้

หนึ่ง:คำว่า “ฮิกมะฮ์”

ในการจะเข้าใจกรอบและความหมายของปรัชญาอิสลามควรทำความเข้าใจกับคำๆ นี้ ข้อสังเกตประการหนึ่งที่นักปราชญ์อิสลามมักเรียกปรัชญาว่า “ฮิกมะฮ์” ก็เพราะคำว่าฮิกมะฮ์ในหมู่ปวงปราชญ์อิสลามรวมไปถึงนักปรัชญาอิสลามมีความหมายที่พิเศษ ก็เนื่องจากว่าคำๆ นี้ได้ถูกกล่าวถึงในคัมภีร์อัลกุรอาน โดยใช้เป็นหนึ่งในพระนามอันไพจิตรของพระเจ้าและยังเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของคัมภีร์อัลกุรอาน

ดังที่ใช้ในโองการ:

‮ ‬وَاللَّهُ‭ ‬عَلِيمٌ‭ ‬حَكِيمٌ

และพระองค์ทรงรอบรู้ ทรงวิทยปัญญา (ซูเราะฮ์นูร/18)

وَالْقُرْآنِ‭ ‬الْحَكِيمِ

และอัลกุรอานที่เปี่ยมด้วยวิทยปัญญา (ซูเราะฮ์ยาซีน/2)

นอกจากนั้น คำๆ นี้ยังถูกใช้ในแง่มุมที่เป็นบวก อีกทั้งมีความหมายที่บ่งชี้ว่าเป็นความรู้และเป็นวิทยปัญญาที่ลุ่มลึก ถูกประทานมาจากฟากฟ้าโดยให้กับปวงบ่าวเฉพาะเพียงบางคนที่พระองค์ทรงประสงค์เท่านั้น ฉะนั้นคำว่า “ฮิกมะฮ์” จึงให้ความหมายที่ลุ่มลึกและตรงกับความหมายที่ปราชญ์มุสลิมต้องการจะสื่อไปถึงมากกว่าคำว่าปรัชญา ดังโองการที่กล่าวว่า:

ولَقَدْ‭ ‬آتَيْنَا‭ ‬لُقْمَانَ‭ ‬الْحِكْمَةَ‭ ‬أَنِ‭ ‬اشْكُرْ‭ ‬لِلَّهِ‭ ‬

وَمَن‭ ‬يَشْكُرْ‭ ‬فَإِنَّمَا‭ ‬يَشْكُرُ‭ ‬لِنَفْسِهِ‭ ‬وَمَن‭ ‬كَفَرَ‭ ‬فَإِنَّ‭ ‬اللَّهَ‭ ‬غَنِيٌّ‭ ‬حَمِيدٌ

และโดยแน่นอนเราได้ให้ฮิกมะฮ์ (วิทยปัญญา) แก่ลุกมาน  จงขอบคุณต่ออัลลอฮ์และผู้ใดที่ขอบคุณแท้จริงเขาได้ขอบคุณตัวของเขาเอง และผู้ใดปฏิเสธแท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงมั่งคั่งและทรงได้รับการสรรเสริญ (ซูเราะฮ์ลุกมาน/12)

يُؤْتِي‭ ‬الْحِكْمَةَ‭ ‬مَن‭ ‬يَشَاءُ‭ <> ‬وَمَن‭ ‬يُؤْتَ‭ ‬الْحِكْمَةَ‭ ‬فَقَدْ‭ ‬أُوتِيَ‭ ‬خَيْرًا‭ ‬كَثِيرًا‭ ‬

พระองค์จะทรงประทานฮิกมะฮ์ (วิทยปัญญา) ให้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดที่ได้รับฮิกมะฮ์ (วิทยปัญญา) แน่นอนเขาก็ได้รับความความดีอันมากมาย (ซูเราะฮ์บะกอเราะฮ์/269)

ادْعُ‭ ‬إِلَىٰ‭ ‬سَبِيلِ‭ ‬رَبِّكَ‭ ‬بِالْحِكْمَةِ‭ ‬وَالْمَوْعِظَةِ‭ ‬الْحَسَنَةِ‭ ‬وَجَادِلْهُم‭ ‬بِالَّتِي‭ ‬هِيَ‭ ‬أَحْسَنُ‭ ‬‮ ‬

จงเรียกร้องสู่แนวทางแห่งพระผู้อภิบาลของเจ้าด้วยวิทยปัญญา การตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า (ซูเราะฮ์อัลนะห์ลุ/125)

และเพื่อสร้างความกระจ่างชัดในวัตถุประสงค์ของคำที่ถูกนำมาใช้ จึงจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจด้วยว่าบรรดานักปราชญ์ได้แบ่งฮิกมะฮ์แบ่งออกเป็นสองภาคด้วยกัน

1-ภาคทฤษฎี โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกันคือ

(1) คณิตศาสตร์

(2) ธรรมชาติวิทยา

(3) อภิปรัชญา

2-ภาคปฏิบัติ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนเช่นกัน

(1) การขัดเกลาจิตวิญญาณ

(2) การบริหารจัดการบ้าน

(3) การเมืองการปกครอง

ฉะนั้นในหมู่ของบรรดานักปรัชญาเมื่อพูดถึง “ฮิกมะฮ์”สิ่งที่พวกเขาหมายถึงก็คือภาคทฤษฎีของฮิกมะฮ์ที่เป็นอภิปรัชญา ส่วนผู้ที่เป็นนักอภิปรัชญาก็จะถูกรู้จักและถูกเรียกในนามของ”ฮะกีม”

สอง: คำว่า “อิลาฮียาต”‭ ‬الاهیات

โดยทั่วไปคำว่า “อิลาฮียาต” มักหมายถึง “ศาสตร์ด้านเทววิทยา” เพราะเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับการพิสูจน์ในการมีอยู่ของพระเจ้าและคุณลักษณะต่างๆของพระองค์ ศาสตร์นี้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกันคือหนึ่งเทววิทยาในความหมายทั่วไป1 และสองเทววิทยาในความหมายที่เฉพาะ2

เทววิทยาในความหมายทั่วไปหมายถึงศาสตร์ที่อธิบายเกี่ยวกับการมีอยู่ของสรรพสิ่งตามสภาพความเป็นจริงของมัน ส่วนเทววิทยาในความหมายที่เฉพาะคือศาสตร์ที่พิสูจน์ถึงการมีอยู่ของพระเจ้าและคุณลักษณะต่างๆ ของพระองค์ ซึ่งเทววิทยาแบบทั่วไปกับเทววิทยาในความหมายที่เฉพาะในสองส่วนนี้รวมอยู่ในศาสตร์ที่เรียกว่าอภิปรัชญา (Metaphysics)

ความสัมพันธ์ระหว่างปรัชญากรีกกับปรัชญาอิสลาม

ประเด็นที่ว่าปรัชญาอิสลามหมายถึงอะไรแล้วสามารถเรียกว่า “ปรัชญาอิสลาม” ได้หรือไม่ในหมู่ของนักวิชาการมีอยู่สองความเห็นด้วยกัน

กลุ่มแรกให้การปฏิเสธและลงความเห็นว่าปรัชญาอิสลามในความเป็นจริงแล้วก็คือปรัชญากรีก มีความแตกต่างก็เพียงแค่ผู้ที่นำเสนอปรัชญานั้นเป็นชาวมุสลิม หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือชาวมุสลิมที่เป็นนักปรัชญา ผลสรุปของความเห็นนี้ก็คือในศาสนาอิสลามไม่มีศาสตร์ด้านปรัชญา เป็นเพียงศาสตร์ที่นำเข้ามาจากกรีกโบราณแล้วถูกศึกษาต่อยอดโดยชาวมุสลิม เหมือนกับศาสตร์อื่นๆ เช่นคณิตศาสตร์ เรขาคณิต ตรรกวิทยา ที่ไม่จำเป็นต้องต่อเติมด้วยคำว่าอิสลาม นอกจากนี้แนวทางของปรัชญากับแนวทางของศาสนาเป็นคนละแนวทางกัน ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ความคิดของโลกอิสลามเป็นเพียงมุสลิมที่เป็นนักปรัชญา

ส่วนกลุ่มที่สองมีความเห็นว่า ความคิดเชิงปรัชญาที่เป็นความคิดเดิมของนักปรัชญากรีกได้เข้ามาสู่โลกอิสลามก็จริงแต่หลังจากนั้นได้รับอิทธิพลทางความคิดจากศาสนาอิสลาม โดยได้รับมุมมองทางความคิดจากคัมภีร์อัลกุรอานและคำสอนต่างๆ ของท่านศาสดา ซึ่งได้มีการศึกษาค้นคว้าอย่างลึกซึ้งและตกผลึกกลายเป็นปรัชญาที่ได้รับอิทธิพลความคิดจากศาสนาอิสลามที่ต่อมาถูกรู้จักในนาม “ปรัชญาอิสลาม”

ในประเด็นที่ศาสนาอิสลามให้ทิศทางแก่ปรัชญาในทางความคิดนั้นเป็นสิ่งที่ชัดเจนยิ่ง สำหรับผู้ที่ได้ศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้ย่อมไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้านำแนวคิดทางปรัชญาของนักปรัชญาอิสลามไปเปรียบเทียบกับแนวคิดทางปรัชญาอริสโตเติล จะเห็นได้อย่างชัดว่าในหนังสือปรัชญาของอริสโตเติลได้เขียนไว้เพียง 3-4 หน้า ที่เกี่ยวกับพระเจ้าโดยใช้หัวข้อที่เรียกว่า “Unmoved mover” ที่หมายถึงสิ่งที่ให้ขับเคลื่อนโดยที่ตัวเองนั้นปราศจากการขับเคลื่อนหรือสิ่งที่เคลื่อนไหวที่ไม่ถูกเคลื่อนไหว

แต่หากพิจารณาดูถึงหนังสือ “อัชชิฟาอ์”3 ของ “อิบนุซีนา” ซึ่งถือว่าเป็นหนังสือที่มีรายละเอียดและมีความตกผลึกแล้วในทางปรัชญาอิสลามได้เขียนถึงเรื่องของพระเจ้าไว้ประมาณ   100 หน้าด้วยกัน โดยใช้หัวข้อที่เรียกว่า “วาญิบ บิตซาต”4 หมายถึงความจำเป็นในการที่ต้องดำรงอยู่ด้วยตัวเอง นอกเหนือจากที่ได้พิสูจน์ถึงความจำเป็นในการมีอยู่ของพระเจ้าแล้วยังได้พิสูจน์ถึงความเป็นเอกานุภาพของพระองค์อีกด้วย  แล้วหลังจากนั้นยังเพิ่มเติมการพิสูจน์ถึง     การมีอยู่ของคุณลักษณะต่างๆ ของพระเจ้าโดยยกอธิบายที่ละคุณลักษณะ

หลังจากยุคของ “อิบนุซีนา” ประเด็นการศึกษาในเรื่องของพระเจ้าได้พัฒนาและเติบโตขึ้นอย่างเป็นอย่างมาก ซึ่งหากมีการถกเถียงหรือสร้างความสงสัยในการมีอยู่ของพระองค์บรรดานักปรัชญาอิสลามก็ไม่เคยนิ่งเฉย อย่างในกรณีที “อิบนุกัมมูนะฮ์” (Ibn Kammuna ฮ.ศ. 612-683/ค.ศ.1215-1284) ได้เขียนตำราสร้างความสงสัยในการมีอยู่ของพระเจ้า บรรดานักปรัชญาอิสลามจึงเปรียบเสมือนแนวหน้าที่ได้ทำหน้าที่ในการตอบข้อสงสัยเหล่านั้น

นอกเหนือจากประเด็นที่เกี่ยวกับพระเจ้า, ความเป็นเอกานุภาพของพระองค์ตลอดจนคุณลักษณะต่างๆ ของพระองค์ เรื่องการฟื้นคืนชีพหรือโลกหน้าก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่เหล่าบรรดานักปรัชญาอิสลามได้ความสนใจ โดยได้เขียนตำราพิสูจน์ถึงความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ เช่น “อัลมับดะอ์วัลมะอาด” 5 ของ “อิบนุซีนา” และ “อัลมับดะอ์วัลมะอาด” ของ “มุลลาศ็อดรอ”เป็นหนังสือที่พิสูจน์ถึงการมีอยู่ของวันฟื้นคืนชีพและโลกหน้าไว้โดยเฉพาะ

นักปรัชญาร่วมสมัย “ชะฮีดมุรตะฎอ มุเฏาะฮ์ฮารี” ได้เคยเปรียบเทียบให้เห็นภาพของประเด็นปัญหาทางปรัชญาที่ได้รับมาจากกรีกว่ามีอยู่เพียง 70 กว่าประเด็นปัญหาเท่านั้น แต่ประเด็นปัญหาทางปรัชญาได้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 200 ประเด็นปัญหาด้วยความคิดต่อยอดของเหล่าบรรดานักปรัชญาอิสลาม “ชะฮีดมุเฏาะฮ์ฮารี” ได้แบ่งประเด็นปัญหาทางปรัชญาออกเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน

1) ประเด็นปัญหาทางปรัชญาที่ได้รับมาจากการแปลโดยตรงที่เข้ามาสู่ปรัชญาอิสลามเช่น ประเด็นปัญหาทางตรรกวิทยา, เหตุปัจจัยสี่ประการและ Categories (หมวดหมู่สิบประการของอริสโตเติล)

2) ประเด็นปัญหาที่บรรดานักปรัชญาอิสลามได้ต่อยอดและทำให้มั่นคงสมบูรณ์ขึ้น เช่นความเป็นไปไม่ได้ในการไม่สิ้นสุดของระบบลูกโซ่ของเหตุและผล,ความไม่มีตัวตนของจิต  (Incorporeality) และการพิสูจน์ถึงความจำเป็นของสิ่งที่ต้องมี

3) ประเด็นปัญหาที่เนื้อหาและกรอบของมันได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง เช่น ความสัมพันธ์ ระหว่างพระเจ้ากับสรรพสิ่งที่ถูกสร้างหรือความบริสุทธิ์แท้ของการดำรงอยู่ (ซิรฟุลวุญูด)6

4) ประเด็นปัญหาที่เนื้อหาของมันไม่เคยถูกกล่าวที่ใดมาก่อนและมีอยู่เฉพาะในปรัชญาอิสลามเท่านั้น เช่น ความเป็นตัวแท้ของภวันต์ (Being-สิ่งที่ดำรงอยู่) ในภาษาปรัชญาเรียกว่า : อะศอละตุลวุญูด7, การไม่ย้อนกลับมาของสิ่งที่มีสภาวะเป็นสูญ (อิอาดะตุลมะอ์ดูม8), ดัชนีที่ชี้วัดถึงความจำเป็นต่อเหตุปัจจัย, การเคลื่อนไหวของสลารตามหลักปรัชญาและอีกหลายเรื่องด้วยกัน

ปรัชญาอิสลามนอกเหนือจากใช้พิสูจน์ในหลักความเชื่อศรัทธาทางศาสนา เช่น การมีอยู่ของพระเจ้า, ความเป็นเอกานุภาพของพระองค์, สถานะความเป็นตัวแทนของพระเจ้าและวันแห่งการฟื้นคืนชีพ ปรัชญาอิสลามยังมีศักยภาพในการวิเคราะห์, วิพากษ์และตอบโต้ข้อสงสัยใหม่ที่เกิดขึ้นมาจากสํานักคิดทางวัตถุนิยมไม่ว่าจะเป็นมาร์กซิสต์ (Marxism), สังคมนิยม (Socialism), เสรีนิยม (Liberralism), หรือปฏิฐานนิยม (Positivism) โดยที่ปรัชญาอิสลามใช้พื้นฐานของญาณวิทยา (Epistemology), ภววิทยา (Ontology), มนุษยวิทยา (Anthropology)ประกอบกับเนื้อหาที่ได้มาจากศาสตร์อื่นๆ ของอิสลามเช่น นิติศาสตร์อิสลาม, จริยศาสตร์อิสลาม, และเทววิทยาอิสลาม ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ต้องการที่จะสื่อให้เห็นว่าปรัชญาอิสลามเป็นศาสตร์ให้คุณประโยชน์และตอกย้ำถึงความเป็นศาสตร์ที่ได้รับมุมมองและทิศทางความคิดที่มาจากศาสนาอิสลาม

บทสรุป

ความหมายของปรัชญาอิสลามไม่ได้หมายถึงความคิดที่ตั้งต้นอยู่ในกรอบของความคิดที่มีอยู่ในศาสนาแต่เป็นความคิดที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลก, มนุษย์หรือวิญญาณ กล่าวคือเป็นความคิดที่มิได้ตั้งต้นด้วยกับความเชื่อและความศรัทธาแต่เป็นการแสวงหาความจริงอย่างเป็นเอกเทศโดยใช้หลักเหตุผลและปัญญา ซึ่งได้รับมุมมองทางความคิดจากศาสนามาเป็นตัวช่วย ซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากสำนักคิดทางปรัชญาอื่นๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือหรืออิทธิพลทางความคิดมาจากแนวคิดที่เคยมีอยู่ก่อนหน้า แต่สิ่งที่นักปรัชญาอิสลามได้ค้นพบคือความจริงที่ถูกค้นพบด้วยเหตุผลและปัญญาไม่ได้มีความขัดแย้งต่อหลักคําสอนของศาสนา แต่เป็นเพียงการใช้ภาษาในการสื่อสารที่แตกต่างกันเท่านั้น ซึ่งบรรดานักปรัชญาอิสลามพยายามบอกกล่าวสิ่งเหล่านี้มาตลอด อีกทั้งไม่เคยแยกตัวเองออกจากศาสนาอิสลาม ส่วนความหมายที่ได้รับอิทธิพลมาจากปรัชญากรีกนั้นจะกล่าวก็คือนำแนวคิดปรัชญากรีกมาเป็นเพียงสารตั้งต้นแล้วหลังจากนั้นได้ต่อยอดสร้างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน ถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับเพียงการนำโครงสร้างเดิมมาใช้เป็นแม่แบบแต่หลังจากนั้นได้รับการพัฒนาจนล้ำยุคไปกว่าของเดิมมากมาย

ในที่นี้จึงขอยกตัวอย่างของรถยนต์ เพื่ออธิบายให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมและมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น “รถยนต์” หมายถึงยานพาหนะทางบกที่ขับเคลื่อนที่ด้วยพลังงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ถ่ายทอดลงสู่ล้อเพื่อพาผู้ขับขี่, ผู้โดยสารหรือวัตถุสิ่งของไปยังจุดหมายปลายทาง ในศตวรรษที่17 มีการประดิษฐ์ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยไอน้ำเป็นครั้งแรก ซึ่งนำไปสู่การสร้างรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไอน้ำรุ่นแรกที่สามารถขนส่งมนุษย์ได้จนกระทั่งในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 มีการพัฒนาต่อยอดไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้าและพลังงานเชื้อเพลิงในเวลาต่อมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพัฒนาการของการประดิษฐ์คิดค้นในนวัตกรรมด้านยานยนต์ไม่เคยหยุดนิ่ง อุตสาหกรรมยานยนต์ได้เติบโตขึ้น มีรถยนต์สัญชาติต่างๆ เกิดขึ้นตามมา มีการจดสิทธิบัตรเพื่อแสดงความเป็นรูปลักษณ์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้ว่าคาร์ล เบ็นซ์ (Karl Benz) วิศวกรชาวเยอรมันจะเป็นผู้ที่สร้างรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เพลิงเผาไหม้คันแรกของโลกได้สำเร็จก็ตาม หากแต่ในวันนี้เมื่อมองดูรถยนต์สัญชาติอเมริกัน, สัญชาติญี่ปุ่น หรือสัญชาติเกาหลี ไม่มีใครสักคนที่จะกล่าวว่ารถยนต์เหล่านี้เป็นรถยนต์ของเยอรมัน ด้วยเหตุเพราะว่ามันได้รับการพัฒนาจนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่ารูปลักษณ์ภายนอกและสมรรถนะของเครื่องยนต์ แต่ทั้งหมดนี้มีจุดประสงค์และเป้าหมายที่เหมือนกันคือพาผู้ขับขี่, ผู้โดยสารหรือวัตถุสิ่งของไปยังจุดหมายปลายทาง เช่นเดียวกับเรื่องราวของปรัชญาอิสลามกับปรัชญากรีก เมื่อเปรียบเทียบแล้วก็คล้ายคลึงกับเรื่องราวของการผลิตรถยนต์ ปรัชญาอิสลามในวันนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลความคิดมาจากศาสนาอิสลาม มีความแตกต่างจากปรัชญากรีกเป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นโดยหลักการขั้นพื้นฐานก็ยังคงใช้เหตุผลและปัญญาในการแสวงหาความจริงอยู่เช่นกัน

ท้ายนี้อยากขอกล่าวย้ำก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาหลักในหนังสือเล่มนี้ คำว่าปรัชญาอิสลามที่ถูกนำมาใช้ในหมู่ของนักปรัชญาหมายถึงอภิปรัชญา (Metaphysics) แต่บรรดานักปราชญ์มุสลิมส่วนใหญ่มักชอบเรียกศาสตร์นี้ว่า “ฮิกมะฮ์” มากกว่าที่จะเรียกว่าปรัชญาและหากใช้คำว่า “อิลาฮียาต” ก็หมายถึงศาสตร์อภิปรัชญาเช่นกัน ดังนั้นในบทแรกนี้จึงจำเป็นต้องอธิบายคำต่างๆ ให้ชัดเจนเสียก่อน มิฉะนั้นจะทำให้สับสนในความเข้าใจกับการใช้คำว่าปรัชญาอิสลาม สุดท้ายนี้เพื่อให้เข้าใจตรงกันระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน ต่อจากนี้เป็นต้นไปเมื่อใดก็ตามที่ใช้คำว่า “ปรัชญา” ย่อมหมายถึง “อภิปรัชญา” หากใช้คำว่า “ฮิกมะฮ์9” ก็หมายถึง “อภิปรัชญา” เช่นกัน ส่วน      คำว่า “หะกีม10” หมายถึง “นักปรัชญา” ท้ายสุดนี้เมื่อใดก็ตามที่ใช้คำว่านักปรัชญาย่อมหมายถึงผู้ที่มีมุมมองทัศนคติเกี่ยวกับพระเจ้า โลกและมนุษย์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของอภิปรัชญา

 


เชิงอรรถ

  1. ภาษาอาหรับใช้คำว่า الاهیات بمعناالاعم
  2. ภาษาอาหรับใช้คำว่า الاهیات بمعناالاخص
  3. หนังสืออัชชิฟาอ์ الشفاء
  4. วาญิบบิตซาต واجب بالذات
  5. อัลมับดะอ์วัลมะอาด المبدأ والمعاد
  6. ซิรฟุลวุญูด صرف الوجود
  7. อะศอละตุลวุญูด أصالة الوجود 
  8. อิอาดะตุลมะอ์ดูม إعادة المعدوم
  9. ฮิกมะฮ์ حکمة
  10. หะกีม حکیم
Series Navigation<< ท่องโลกปรัชญาอิสลาม : อารัมภบทความสัมพันธ์ระหว่างปรัชญากับเทววิทยาอิสลาม >>